เอกสารสิทธิ รัฐบาลประยุทธ์ : ความหวัง ความเป็นจริง

ความหวังจะได้เอกสารสิทธิจากรัฐบาลนี้

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : thairath)

1.

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2565 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้ที่ปัจจุบันตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแต่เป็นที่รู้กันว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้เดินทางมาลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

ประชาชนอย่างเราๆ ไม่มีทางรู้หรอกว่าเขามาทำอะไรในจังหวัดเล็กๆ อย่างแม่ฮ่องสอน แต่หนึ่งในภาระกิจที่ถูกประโคมข่าวคือ มอบหนังสือรับรองสิทธิในที่ดินตามนโยบาย คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ให้แก่ชาวบ้าน 

ความจริงประชาชนควรจะยินดีและออกมาแซ่ซ้องสรรเสริญใช่ไหมครับ แต่ทำไมชาวบ้านถึงได้รู้สึกเฉยๆ นอกเสียจากคนบางกลุ่มที่ถูกเกณฑ์ไปต้อนรับ

(ภาพ : PPTV)

2. 

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลที่อยู่ภายใต้อำนาจ (อิทธิพล) ของพลเอกประวิตร บอกเสมอว่าจะพยายามทำเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนคือ การจัดที่ดินในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ หรือ “คทช.”  เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั่วไประเทศเกินกว่า 10 ล้านคน 

แม้จะมีการประโคมข่าวว่ารัฐบาลได้มอบ “คทช.” ให้ประชาชน แต่เอาเข้าจริงๆ ยังไม่พบข้อมูลที่เป็นทางการว่าทางราชการจะดำเนินการจัด “คทช.” ให้ประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและทั่วประเทศจริงเท่าไหร่ ที่ไหนบ้าง และดำเนินการไปแล้วจริงๆ เท่าไหร่ นี่ยังไม่นับว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งปฏิเสธ คทช. เนื่องจากไม่ใช่การรับรองสิทธิ แต่เป็นการบังคับให้ทำสัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา

การจัดทำ “คทช.” มีกระบวนการที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก ซึ่งความซับซ้อนเหล่านี้แหละที่ทำให้ปัญหาม่ได้รับการแก้ไข สรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือ ในทางปฏิบัติ การจัดทำ “คทช.” จะต้องดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ให้กรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ป่าสงวนให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และขั้นตอนที่สองคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบให้ชาวบ้านโดยมีเอกสารเป็นหลักหลักฐาน ซึ่งสามารถดูได้จากตัวอย่างการส่งมอบในวันที่พลเอกประวิตรมา ซึ่งมีการมอบหนังสือ 2 ประเภท กล่าวคือ 

ประเภทแรก มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จากกรมป่าไม้ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เนื้อที่รวม 7,762 ไร่ เพื่อให้ผู้ว่านำไปออก “คทช.” มอบให้ชาวบ้าน 

ประเภที่สอง มอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งหากผมเข้าใจไม่ผิด สมุดประจำตัวนี้ก็คือเอกสาร “คทช.” จำนวน 902 ราย ตามข่าวไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่เป้หมายหมายว่าเป็นที่ดินประเภทไหน ได้คนละกี่ไร่

(ภาพ : สคทช.)

3. 

“คทช.” คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อรัฐบาลภายใต้อำนาจของพลเอกประวิตร

“คทช.” คือหนึ่งในนโยบายขายฝันให้คนยากจนและคนชนบทของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กล่าวคือ ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2557 พลเอกประยุทธ์ ได้ประกาศว่าจะดำเนินการจัดที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เขาทําประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุมหรือชุมชน

ต่อมาก็ได้ออกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 เรื่องการจัดที่ดินทํากินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวมโดยมิให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เขาทําประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุ่มหรือชุมชน ตามหลักเกณฑและเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกําหนด แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ 

จนหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 โดยในส่วนของการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่านั้น ข้อ 10.2 ได้ระบุว่า “ปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน โดยจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ แก่ราษฎรที่ยากไร้และเกษตรกรตามหลักการของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ”

และในปีเดียวกันนั้น เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยบัญญัติว่าให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติมีอำนาจ “กำหนดมาตรการหรือแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ซึ่งรวมถึง รูปแบบการจัดที่ดินในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ หรือรูปแบบในลักษณะอื่นตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ คทช. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด” ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการแก้ไขกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับป่าไม้ตามนโยบายของรัฐบาล

ซึ่งจะเห็นว่าอันที่จริงแล้ว รัฐบาลได้พยายามออกกฎหมายและนโยบายสำหรับเป็นเครืองมือในการดำเนินการแล้ว แต่ก็ยังพบว่ารัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้พยายามนำกฎหมายและนโยบายดังกล่าวมาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน 

เมื่อดูการสรุปตัวเลขพื้นที่เป้าหมายและผลงานแล้ว หากเราดูแบบผิวเผิน ดูเหมือนว่าตัวเลขพื้นที่ดำเนินการจัด คทช. ให้แก่ประชาชน จะมีจำนวนมากพอสมควร เฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่เป้าหมายดำเนินการประมาณ 10,000 ไร่ โดยที่พื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศกำหนดไว้ประมาณ 5 ล้านไร่ และส่งมอบให้ชาวบ้านไปแล้วประมาณ 5 แสนไร่

แต่เมื่อนำตัวเลขมาเปรียบเทียบแล้ว ถือว่รัฐบาลกำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการน้อยมาก และผลงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จไปก็ยังน้อยมากจนน่าใจหาย 

กล่าวคือ ประเทศไทยที่พื้นที่ที่เป็นแผนดินทั้งหมด 320 ล้านไร่ โดยจำแนกเป็นพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด 162 ล้านไร่ (ประกอบด้วย โฉนด, นส.3, ใบจอง รวมกัน 126 ล้านไร่ สปก. 36 ล้านไร่) เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าจริง 102 ล้านไร่ 

นอกนั้นเป็นที่ดินที่มีคนครอบครองอยู่อาศัยและทำประโยชน์โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์รวมกันทั้งหมด 57 ล้านไร่ (เป็นพื้นที่ที่อยู่ในอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์ ฯ 4.7 ล้านไร่ อยู่ในเขตป่าสงวน 52.3ล้านไร่) ซึ่งพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลในการจัดทำ คทช. คือ ที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตามตัวเลขข้างต้น ทั่วประเทศน่าจะมีทั้งหมด 52.3 ล้านไร่ 

(ภาพ : สคทช.)

4.

รัฐบาลกำหนดพื้นที่เป้าหมายจัดทำ คทช. ประมาณ 5 ล้านไร่ แต่ทั่วประเทศมีพื้นที่เป้าหมายจริงมากถึง 52 ล้านไร่ จึงเท่ากับเพียง 9.6% เท่านั้น 

จนถึงตอนนี้ 7 ปี ผ่านไป สามารถส่งมอบเอกสาร คทช. ไปแล้ว 5 แสนไร่ ซึ่งเท่ากับเพียง 10% ของพื้นที่เป้าหมายโครงการ แต่เท่ากับเพียง 0.96 % ของพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศเท่านั้น 

หากมองในทางนโยบาย ถือว่าแทบจะไม่มีนัยยะสำคัญใดๆ ต่อการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินของประเทศไทยเลย

ปัญหาสิทธิในที่ดิน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์จำนวนมาก การแก้ไขจะต้องแก้ด้วยอำนาจของรัฐบาลที่ด้รับการยอมรับจากประชาชน หากใครคิดว่าอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้นำที่มาจากรัฐประหารจะสามารถแก้ไขได้ เป็นความคิดที่ผิด 

บทเรียน 7 ปีที่ผ่านมา น่าจะสรุปได้แล้วว่าอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ แม้จะมากมายและเด็ดขาด แต่ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้