เลื่อนจัด “เวทีกะเหรี่ยงบางกลอยคุยคนเมืองเพชร” เหตุจังหวัด “มองเป็นม็อบ”

ผู้จัดงานเวทีวัฒนธรรม “กะเหรี่ยงบางกลอย-คนเมืองเพชร” ประกาศเลื่อนจัดงานออกไป 1-2 เดือน เหตุส่อเค้าเพิ่มความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งขัดเจตนาเวทีที่หวังชวนคนต้นน้ำคุยกับคนท้ายน้ำ เชื่อมสัมพันธ์ทำความเข้าใจคนร่วมลุ่มน้ำ เผยสำนักงานจังหวัดเพชรบุรียังเข้าใจผิด มองว่าเป็นการชุมนุม 

“จังหวัดควรใจกว้าง” เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระและที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็น

(ภาพ : GreenNews)

ประกาศเลื่อน เลี่ยงขัดแย้งเพิ่ม

“งานคนต้นน้ำถึงคนท้ายน้ำขอเลื่อนไปอีก 1-2 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในจังหวัด 

เพราะจุดประสงค์ของงานคือการสร้างความเข้าใจกันและกันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรรม การถูกป้ายสีว่าเป็นการชุมนุมโดยที่ผู้ใหญ่ในจังหวัดไม่ได้มีความเข้าใจในตัวงานและจุดประสงค์ของงานจึงอาจนำมาซึ่งการแบ่งฝ่ายความคิดที่มากกว่าเดิม 

จึงต้องขอเลื่อนออกไปเพื่อให้ทีมงานได้มีเวลาอธิบายและจัดเตรียมงานร่วมกับทางผู้ใหญ่ในจังหวัด 

ขอขอบคุณและขออภัยพี่น้องแก่งกระจาน ทีมงาน วิทยากร รวมถึงศิลปินทุกท่าน” อัญชลี อิสมันยี หนึ่งในผู้จัดเวทีเปิดเผยผ่านเฟสบุ๊ก

(ภาพ : bangkokbiznews)

เจตนาเวที 

จากการเปิดเผยของทีมผู้จัดงาน เวที “คนต้นน้ำสู่คนท้ายน้ำแม่น้ำเพชรบุรี” ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างกระเหรี่ยงบางกลอยในฐานะคนต้นน้ำเพชรบุรี และคนเมืองเพชรบุรี ในฐานะคนปลายน้ำเพชรบุรี ผ่านการแสดงวัฒนธรรม ดนตรี นิทรรศการภาพเขียนและการเสวนา

โดยกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม 2565 ณ วัดใหญ่สุวรรณาราม อ.เมือง จ.เพชรบุรี 

“เพื่อส่งเสริมการรับรู้ประวัติศาสตรฺชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน นำสู่การสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ถูกอคติทางสังคมกดทับมานาน 

เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมร้อยความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านคนท้ายน้ำ จ.เพชรบุรี กับชาวบ้านต้นน้ำชาติพันธุ์กะเหรี่ยงรอบผืนป่าแก่งกระจาน ผ่านกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม

เพื่อสื่อสารประเด็นปัญหาของชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงรอบผืนป่าแก่งกระจาน ให้ถูกขับเคลื่อนแก้ปัญหาในเชิงนโยบายและกลไกในระดับพื้นที่” ผู้จัดงานเปิดเผย

(ภาพ: GreenNews)

คือความพยายาม สร้างบทสนทนาคนลุ่มน้ำเพชร

“ชุมชนกะเหรี่ยงทั้งในและบริเวณโดยรอบผืนป่าแก่งกระจาน มีทั้งที่เป็นชุมชนดั้งเดิมและอพยพมาอยู่ใหม่ โดยในหลายชุมชนมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเป็นชุมชนที่อยู่มายาวนานหลายร้อยปี เช่น กรณีของชุมชนบ้านบางกลอย ซึ่งอยู่บริเวณริมแม่น้ำบางกลอยและป่าใหญ่ “ใจแผ่นดิน”ซึ่งเป็นต้นน้ำเพชรบุรี

กระเหรี่ยงต้นแม่น้ำเพชรมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ และการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียน อันเป็นการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าอย่างเคารพธรรมชาติตามวิถีเยี่ยงบรรพบุรุษ

ภาพที่ชินตาของชาวเมืองเพชรในยุคก่อนคือชาวกะเหรี่ยงนำข้าวของที่เป็นพืชผลในป่ามาขายอยู่ในตลอดเพชรบุรี โดยชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้เดินทางโดยล่องแพตามลำน้ำเพชรมาจากป่าแก่งกระจาน เมื่อได้เงินก็นำไปซื้อข้าวของที่จำเป็น เช่น เกลือ แล้วจึงเดินทางกลับ เนื่องจากในฤดูฝนไม่สามารถออกมาด้านนอกได้จึงต้องซื้อข้าวของที่จำเป็นตุนเอาไว้

การแลกเปลี่ยนของคนต้นน้ำและคนท้ายน้ำเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เป็นความงดงามที่สะท้อนความหลากหลายในชาติพันธุ์ที่ดำรงอยู่มาถึงปัจจุบัน

ปี 2524 ได้มีการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และหลังจากนั้นเริ่มมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างชาวกะเหรี่ยงและภาครัฐ เนื่องจากวิถีชีวิตอิสระของคนที่อยู่กับป่าเริ่มถูกตีกรอบ ขณะที่ภาครัฐได้ใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ผืนป่า กระบวนการการมีส่วนร่วมหรือการหารือกันไม่เคยเกิดขึ้นอย่างจริงจัง

พ.ศ.2539 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้กดดันและพยายามสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านบางกลอยออกมาจากป่าใหญ่และอพยพมาอยู่ที่บริเวณใกล้หมู่บ้านโป่งลึก(ต่อมาเรียกว่าหมู่บ้านบางกลอยล่าง) แต่รัฐกลับไม่สามารถดูแลชาวบ้านได้ดังที่รับปากโดยเฉพาะไม่สามารถจัดสรรที่ดินทำกินให้ครบตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้ชาวบ้านอพยพกลับหมู่บ้านบางกลอยบน จนกระทั่งในปี 2553 และ 2554 ได้เกิดยุทธการตะนาวศรีใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านบางกลอย เช่น เผากระท่อม เผายุ้งข้าว ดำเนินคดี เพื่อบีบบังคับชาวบ้านบางกลอยให้ออกจากพื้นที่

สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับชาวบ้านบางกลอยยังคงมีต่อเนื่อง ทั้งการถูกบังคับให้หายตัวไปของนายพอลละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ การฟ้องร้องชาวบ้านที่กลับขึ้นไปอยู่พื้นที่ดั้งเดิม

ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงอีกหลายหมู่บ้านรอบผืนป่าถูกล้อมกรอบเรื่องที่ดินทำกิน แม้จะเป็นที่ดินดั้งเดิมแต่ก็ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกอุทยานฯ

ภาพความเกื้อกูลระหว่างคนต้นน้ำและคนท้ายน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีได้ขาดหายไป และกลายเป็นภาพการเผชิญหน้ากันระหว่างภาครัฐและชาวกะเหรี่ยงต้นแม่น้ำเพชรเข้ามาแทน โดยชาวกะเหรี่ยงต้นแม่น้ำเพชรถูกกระแสพลัดปลิวให้กลายเป็น “คนอื่น” ทั้งๆที่พริกกะเหรี่ยงถูกยอมรับให้เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของอาหารขึ้นชื่อของเมืองเพชร

การดึงเอาวิถีวัฒนธรรมดั่งเดิมโดยเฉพาะการพลิกฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างคนต้นน้ำและคนท้ายน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีจึงเป็นเรื่องท้าทายเพื่อให้เกิดความเข้าใจในรากเหง้าอันปกติสุขที่มีมาช้านาน” ผู้จัดงานเปิดเผย

“จังหวัดควรใจกว้าง” เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

“ผู้บรืหารจังหวัดโปรดทำใจให้กว้าง ด้วยครับ ควรให้โอกาสศิลปินชาวบ้านได้นำเสนอการแสดงทางศิลปะวัฒนธรรมตามวิถีของเขาด้วยครับ ชาวเมืองเพชรบุรีจะได้รับรู้เรื่องราวของชาวบ้านด้วย การปิดกั้นการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไม่เกิดประโยชน์อันใด มีแต่ผลเสียนะครับ”

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการอิสระที่ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โพสต์แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าว