เหมืองแร่แม่ลาน้อย

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : เอกพล พรรณธีรกุล)

1.

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565 เจ้าหน้าที่จากอุตสาหกรรมจังหวัดและบริษัท ยูนิเวอร์แซลมายนิ่งจำกัด เดินทางไปจัดรับฟังความเห็นของชาวบ้านในท้องที่ตำบลสันติคีรี อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อประกอบการออกประทานบัตรเหมืองแร่ฟูออร์ไรต์ให้แก่บริษัทดังกล่าว 

และเผชิญกับการลุกฮือขึ้นมาคัดค้านของชาวบ้านนับ 1,000 คน นับเป็นครั้งแรกๆ ที่เจ้าหน้าที่ต้องรับมือกับการลุกฮือของชาวบ้านที่ไม่อดทนต่อปัญหาที่กำลังกล้ำกรายเข้ามา 

ผมเคยเดินทางไปถึงพื้นที่ขอประทานบัตรแล้วชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และมีบางส่วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ละเวื๊อะ ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนมีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ที่กันดาร ถนนยังคงเป็นถนนลูกรัง มีถนนคอนกรีตเฉพาะช่วงที่ชันมากๆ เท่านั้น รวมทั้งทั้งตำบลไม่มีไฟฟ้าใช้  

2.

ก่อนหน้านี้ผมเคยไปพบปะพูดคุยกับชาวบ้านมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งที่ได้สนทนากัน ผมรับรู้ได้ถึงความกังวลที่พวกเขามี 

พื้นที่ขอประทานบัตรครั้งนี้ เคยมีการทำเหมืองชนิดเดียวกันนี้มาแล้ว แต่หมดสัมปทานเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว คนเฒ่าคนแก่และคนที่พอมีอายุหน่อยยังคงจำภาพปัญหาและความวุ่นวายที่ชาวบ้านต้องทนแบกรับได้  

ลุงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “พวกคนในเหมืองพกปืน เวลาไปตามทางเห็นวัว ความ หมู ของชาวบ้าน ก็ยิงแล้วเอาไปกิน ชาวบ้านก็ไม่กล้าไปเรียกร้องอะไรเพราะกลัว”  

ในขณะที่อดิตเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นสาธารณสุขเคยเอาน้ำที่ชาวบ้านกินไปตรวจ พบว่ามีสารเคมีปนเปื้อน ถ้าเป็นที่อื่นเขาจะไม่กล้าใช้น้ำแล้ว แต่เขาไม่ได้เอามาเปิดให้คนทั่วไปรู้”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างปัญหาที่ชาวบ้านเคยเผชิญมา แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปราว 30 ปี ตอนนี้พวกเขากำลังจะกลับไปเผชิญกับสถานการณ์แบบเดิมอีกครั้ง

(ภาพ : เอกพล พรรณธีรกุล)

3.

พื้นที่เป้าหมายของคำขอประทานบัตรเหมืองดังกล่าวนี้มีเนื้อที่ 114 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา ตั้งอยู่เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 บี มีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก อยู่ห่างจากชุมชน หมู่ 4 (บ้านห้วยตะพาบ) ตำบลสันติคีรี ประมาณ 300 เมตร ซึ่งหมู่บ้านนี้มีประชากรประมาณ 50 ครัวเรือน 

นอกจากนี้ยังมีชุมชนที่อยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตร จำนวน 3 ชุมชนในตำบลแม่โถและตำบลสันติคีรี ที่สำคัญคือเหมืองอยู่ติดกับลำน้ำลา ซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญในท้องถิ่น ไหลหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชนจำนวนมากในพื้นที่ตำบลสันติคีรี และตำบลแม่ลาหลวงอีกกว่า 10 ชุมชน 

ซึ่งประชาชนเหล่านี้แม้จะอยู่ห่างจากพื้นที่เหมืองเกินกว่า 3 กิโลเมตร แต่ก็เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่ถูกชะล้างมากับลำน้ำ ที่สำคัญคือหากล้ำน้ำปนเปื้อนสารเคมีจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งมีชีวิตในน้ำตลอดสายน้ำ ทั้งยังเป็นผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยง่าย 

ในวันที่ชาวบ้านไปดักทางเพื่อยื่นข้อคัดค้านนั้น ฝ่ายเจ้าหน้าที่จากอุตสาหกรรมจังหวัดบอกว่าเพียงแค่มาทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย หากชาวบ้านไม่เห็นด้วย ก็สามารถเข้าไปชี้แจงในที่ประชุมได้ 

แต่จากประสบการณ์ ในทางปฏิบัติหากชาวบ้านเข้าร่วมประชุมและแสดงเหตุผลในการคัดค้าน มันไม่ได้ถูกให้ความหมายว่าชาวบ้านไม่ยินยอม หากแต่จะถูกตีความว่าเป็นเพียงข้อกังวลของชาวบ้าน ที่หน่วยงานรัฐและบริษัทจะมีวิธีในการแก้ไขข้อกังวลในเชิงหลักการทั้งหมด แม้ความจริงจะไม่สามารถทำได้จริงหรือไม่เคยตั้งใจจะทำก็ตาม 

ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร พ.ศ. 2561 กำหนดให้เป็นอำนาจดุลพินิจของฝ่ายรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวในการพิจารณาข้อคัดค้านของชาวบ้าน

จากการที่ผมได้พูดคุยกับชาวบ้าน ทราบว่าสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ มีนักการเมืองใหญ่บางคนเข้ามาเคลียร์มวลชนให้ทางบริษัท โดยคนแรกเป็นอดีต ส.ส. จังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เข้ามาเคลียร์กับผู้นำชุมชนหลายคน อ้างว่าหากให้บริษัทได้รับสัมปทาน จะช่วยทำให้มีการพัฒนาถนนและไฟฟ้าเข้าไปในหมู่บ้าน อีกคนก็เป็นอดีต ส.ส. จังหวัดแม่ฮ่องสอนเช่นกัน ส่งคนมาประจำในพื้นที่คอยเคลียร์มวลชนและสอดส่องชาวบ้านกลุ่มที่คัดค้าน 

เมื่อได้ฟังชาวบ้านเล่าอย่างนี้ผมเลยสงสัยจริงๆ ว่า นักการเมืองเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาคอยแต่จ้องเอาผลประโยชน์ และไม่ฟังมติของมหาชนในท้องถิ่น

ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องการพัฒนาถนนและไฟฟ้า จะกลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายบริษัทและนักการเมืองใช้เป็นข้อต่อรองเพื่อให้ชาวบ้านยอมรับ โดยอ้างในทำนองว่าหากบริษัทได้รับสัมปทาน บริษัทจะช่วยผลักดันให้มีการสร้างสร้างถนนและไฟฟ้า 

ข้ออ้างแบบนี้มันย้อนแย้งและไม่ถูกต้อง ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจก่อนว่าการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะไม่ใช่หน้าที่ของบริษัท แต่เป็นหน้าที่ของรัฐและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 

ถนนสายหลักจะอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงชนบท บริษัทแม้จะมีงบประมาณก็ไม่มีสิทธิก่อสร้างได้ และถนนแยกย่อยตามหมู่บ้านก็อยู่ในความดูแลของท้องถิ่นอยู่แล้ว 

สำหรับเรื่องไฟฟ้าก็เป็นหน้าที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่จะต้องจัดทำโครงการเพื่อบริการประชาชน หากหน่วยงานรัฐยอมรับว่าให้บริษัทดำเนินการ นั่นก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่ากลไกพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปกติของรัฐล้มเหลว   

(ภาพ : ประชาไท)

4.

จากประสบการณ์ที่ผมได้พบเห็นหรือได้ยินได้ฟังว่ามา ความขัดแย้งในการขอสัมปทานเหมืองแร่ ชาวบ้านมักจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ เนื่องจากฝ่ายบริษัทเอกชนมีระเบียบกฎหมายเป็นเครื่องมือ มีเงินที่พร้อมจะจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการแทน ทำให้พวกเขามีข้อมูลที่จะเอามาใช้อ้างได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ 

นอกจากนี้ยังพบบ่อยๆ ว่าเจ้าหน้าที่รัฐมักจะคอยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนตลอด บางกรณีมีนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดคอยบีบกำนันผู้ใหญ่บ้านและท้องถิ่นให้ยอมรับ อย่างน้อยก็ยุติการเคลื่อนไหว และที่จะขาดไม่ได้คือมีนักการเมืองหนุนหลัง 

ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีความรู้ทางเทคนิค โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับวิชาการ ถูกปกปิดข้อมูลทำให้ไม่สามารถเอาข้อมูลที่เป็นปัญหามาได้ บ่อยครั้งเมื่อหน่วยงานราชการเรียกไปเจรจา ก็จะพูดถูกๆ ผิดๆ ไม่มีข้อมูลทางวิชาการหรือข้อกฎหมายมาโต้เถียงกับฝ่ายบริษัทและหน่วยงานรัฐได้ 

เว้นเสียแต่ว่ากรณีไหนที่มีองค์กร นักกิจกรรม หรือนักวิชาการเข้าไปช่วยเหลือ จึงจะทำให้การต่อสู้คัดค้านของชาวบ้านทำได้อย่างมีพลังและมีนัยยะทางกฎหมาย