5 บทเรียน จัดการป่า จากความสำเร็จแบบเกาหลีใต้

สร้างป่าสไตล์เกาหลีใต้ (ตอนจบ)

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : Korea Forest Service / forest.go.kr)

1.

การสร้างพื้นที่ป่าให้ได้สัดส่วนที่มากพอกับการรักษาระบบนิเวศน์ของพื้นที่ประเทศ น่าจะเป็นเป้าหมายในเชิงหลักการที่ทุกประเทศต้องการบรรลุถึง ซึ่งแต่ละประเทศอาจกำหนดไม่เท่ากัน เช่น 40 เปอร์เซ็น 50 เปอร์เซ็น หรือ 60 เปอร์เซ็น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลประเทศนั้น 

หากแต่ในทางปฏิบัติมีเพียงบางประเทศ (ซึ่งมักเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้า) เท่านั้นที่บรรลุถึงจริง ซึ่งเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในนั้น หากใครได้อ่านตั้งแต่ต้นมา ก็จะเข้าใจได้ว่าแนวทางและวิธีการสร้างและบริหารจัดการพื้นที่ป่าของเกาหลีใต้ ไม่ได้มีความซับซ้อนพิสดารอะไร  

(ภาพ : Korea Forest Service / forest.go.kr)

2.

บทเรียนความสำเร็จในการสร้างป่าของประเทศเกาหลีใต้ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับสังคมไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันมาก รากฐานทางวัฒนธรรมก็ไม่ได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประกอบกับสาเหตุการสูญเสียพื้นที่ป่าก็มีลักษณะคล้ายกันบางประการ 

ดังนั้น การศึกษาและสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ของเกาหลีใต้ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง 

แน่นอนว่าสิ่งที่ผมจะสรุปให้ต่อไปนี้ ผู้มีอำนาจในสังคมไทยคงไม่ยอมรับอย่างง่ายๆ และไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นตอนที่ 1 เป็นต้นมานั้น ผู้มีอำนาจใจกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะไม่รู้ 

ในทางตรงกันข้ามผมพบว่ารัฐบาลเคยส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปศึกษาดูงานการจัดการป่าที่ประเทศเกาหลีใต้หลายครั้งแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นำมาปรับใช้  

(ภาพ : Korea Forest Service / forest.go.kr)

3.

จากที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ตอนที่ 1 ผมคิดว่าเราสามารถสรุปเป็นบทเรียนความสำเร็จในการสร้างและบริหารจัดการป่าของเกาหลีใต้ที่สำคัญได้ดังต่อไปนี้ คือ 

1) การยอมรับสาเหตุที่สูญเสียพื้นที่ป่าและใช้วิธีการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

สาเหตุการสูญเสียพื้นที่ป่าของเกาหลีใต้มีหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในสาเหตุที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ ความยากจนของประชาชน โดยรัฐบาลมองว่าเมื่อประชาชนจำนวนมากยากจน จึงมีความจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจากป่า ยิ่งจำนวนประชาชนยากจนเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ป่าจะถูกทำลายมากขึ้น 

ดังนั้น หากจะฟื้นฟูป่าจะต้องแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย จึงนำมาสู่การออกนโยบายจ้างคนปลูกป่า ดูแลป่า และสร้างงานสร้างอาชีพที่หลากหลายโดยใช้ทรัพยากรจากป่า เมื่อประชาชนในชนบทมีรายได้มากขึ้น ก็มีเงินซื้อเชื้อเพลิงอื่นมาใช้ในครัวเรือนแทนฟืน บางส่วนหันไปทำงานอย่างอื่นแทนเกษตรกรรมบนภูเขา บางส่วนนำที่ดินของตนเองไปปลูกป่าเนื่องจากมีรายได้มากกว่า  

2) จุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูป่า

เมื่อพื้นที่ป่าลดลงจนระบบนิเวศน์เสียสมดุล ทำเกิดปัญหาภัยพิบัติถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง หน้าดินถูกชะล้าง ทำให้คนได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเกษตรกรในชนบทประสบปัญหาอย่างมากจากปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมรุนแรง สร้างความเสียหายให้แก่แปลงเกษตร อันเป็นการตอกย้ำความแร้นแค้นของประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาสงครามอย่างยาวนาน ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจลงทุนสร้างป่าแม้ว่าทั้งประเทศยังตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างสุดขีด   

3) แนวคิดในการสร้างป่ามีความชัดเจน ยอมรับข้อเท็จจริงและไม่บิดเบือน

รัฐบาลมีแนวความคิดพื้นฐานว่าจะสร้างป่าเพื่อใช้เป็นทรัพยากรในการรักษาระบบนิเวศน์ ป้องกันภัยพิบัติ และสร้างงาน สร้างอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ที่สำคัญคือ รัฐบาลไม่ปฏิเสธว่าคนในชนบทมีความจำเป็นจะต้องใช้ป่าเพื่อดำรงชีวิตอยู่ จึงพยายามหาทางออกให้ เช่น การส่งเสริมให้ใช้พลังงานอื่นๆ แทนฟืน ในขณะเดี่ยวกันก็ส่งเสริมให้ปลูกไม้โตไวเพื่อจะได้ไม่ต้องเว้นระยะเวลานานเกินไปจนประชาชนลำบาก และปลูกประเภทผลไม้ป่าพร้อมๆ กับส่งเสริมอุตสาหกรรมสินค้าจากป่า

(ภาพ : Korea Forest Service / forest.go.kr)

4). กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือของรัฐและประชาชน

นับตั้งแต่ริเริ่มฟื้นฟูป่า รัฐบาลเกาหลีใต้ก็เล็งเห็นว่าจำเป็นต้องออกฎหมายและนโยบายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานปลูกสร้างป่า โดยได้ ออกแบบระบบกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับป่าไม้ ให้สอดรับกับแผนการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วย 

ระบบกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ของเกาหลีใต้มีความโดดเด่นและน่าสนใจหลายประการ กล่าวคือ  เป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้เป็นป่า ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องประกันความเป็นเจ้าของป่าให้แก่ประชาชน ส่งเสริมและอุดหนุนให้ประชาชนสร้างรายได้จากป่า อันเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนนำที่ดินของตนเองไปเข้าร่วมโครงการสร้างป่า 

นอกจากนี้เนื้อหาของกฎหมายมีความก้าวหน้าและมีความเป็นธรรม ตัวกฎหมายไม่เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนในท้องถิ่น 

5) ปัจจัยความสำเร็จ

ปัจจัยความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าของเกาหลีใต้ที่สำคัญคือ เมื่อประชาชนในชนบทมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น คนก็ลดการใช้ฟืนแล้วหันมาใช้แก๊สสำหรับทำอาหารและให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว  และระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงจากเกษตรกรรมเป็นหลักมาสู่อุตสาหกรรม ทำให้คนหันไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ใช้ที่ดินทำการเกษตรน้อยลง ประกอบกับรัฐบาลสามารถสร้างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เต็มใจทำงานและมีศักยภาพ 

โดยผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่สามารถชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการนี้ คือ ทำให้ประชาชนของประเทศ โดยเฉพาะคนชนบท มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นทั้งขนาดพื้นที่และปริมาณความหนาแน่นของต้นไม้ ที่สำคัญคือตัวเลขรายได้จากการใช้ป่าเป็นต้นทุนในการสร้างงานสร้างรายได้มีจำนวนมหาศาล

(ภาพ : Korea Forest Service / forest.go.kr)

4.

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามทำซึ่งผมคิดว่าน่าประทับใจมากคือ หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างและบริหารจัดการป่าตามเป้าหมายแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดเป็นนโยบายเอาไว้ว่าจะเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ให้แก่ประเทศอื่นๆ ที่สนใจ 

ผมคิดว่ารัฐบาลเกาหลีใต้คิดถูกอย่างมาก เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมบางอย่าง เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่นๆ ได้  

ตัวอย่างที่อยู่ใกล้ตัว คือ ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยเจอปัญหาวิกฤติหมอกควัน (PM 2.5) ที่ลอยข้ามมาจากประเทศลาวและพม่า โดยที่รัฐบาลไทยไม่สามารถทำอะไรได้ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกันคือ วิกฤติโลกร้อน ซึ่งเป็นวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของคนทั้งโลกที่ปล่อยคาร์บอนทีละนิดทีละหน่อยจนสะสมมากเกินไป ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเสียสมดุลและสร้างความเสียหายไปทั่วทั้งโลก 

ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือเพียงการรักษาพื้นที่ป่าของประเทศตนเองไว้ให้มากๆ ไม่เพียงพอที่จะช่วยดูดซับบริมาณคาร์บอนที่มีอยู่ทั่วโลกได้ จึงเป็นหน้าที่ของทุกประเทศที่จะต้องพยายามสร้างพื้นที่ป่าเพิ่ม