เตรียมเปิดเอกชนค้าคาร์บอนจากป่าชายเลน “เสี่ยงมาก-ฟอกเขียว” TCJA ชี้

กรมทะเลเตรียมออกระเบียบใหม่ “เปิดให้เอกชนค้าคาร์บอนจากป่าชายเลน”

“เสี่ยงมาก” เครือข่ายโลกร้อนภาคประชาสังคม TCJA ชี้ “ชุมชนไม่มีส่วนร่วมแต่อาจโดนผลักภาระ-สร้างระบบจัดการที่ไม่เป็นธรรมโอกาสสูงเกิด “ฟอกเขียวให้กลุ่มทุนสีเทา”

(ภาพ : inews.bangkokbiznews / ประพัฒน์ โนเรศน์)

ระเบียบใหม่ กรมทะเล

“โดยเป็นการสมควรส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บริหารจัดกการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้เกิดความมั่งคั่ง สมดุล ยั่งยืน และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 

ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 27(2) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และสอดคล้องตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580) แผนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพรบ.ส่งเสริมการบริหารจัดการททรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 

เพื่อให้เกิดการจัดสรรแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูก บำรุง ดูแล รักษา จัดการพื้นที่ป่าชายเลนที่ชุมชนร่วมดูแล รวมทั้งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้..” 

ร่าง “ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูกและจัดการป่าชายเลนชุมชม พ.ศ. 2565” ระบุที่มาและเหตุผลาการออกระเบียบใหม่ของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)

เนื้อหาสำคัญของร่างประกาศนี้คือเปิดให้เอกชนสามารถเข้ามาลงทุนในพื้นที่ป่าชายเลน ปลูกและจัดการป่าชายเลนเพื่อนำคาร์บอนเครดิตที่ได้ไปซื้อขายในตลาดค้าคาร์บอนได้  (ดูรายละเอียดร่างประกาศฯ ท้ายข่าว)

(ภาพ : andaman.fish.ku.ac.th)

เผย เอกชนสนเบื้องต้น 5 แสนไร่ 

7 ข้อกังวล TCJA

“กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำลังออกระเบียบ “เปิดป่าชายเลน” ให้เอกชนเข้าลงทุนแปลงป่าให้เป็นทรัพย์สินคาร์บอนเครดิต ขณะนี้มีเอกชนสนใจลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนไร่

TCJA มีความกังวลต่อผลกระทบทางนิเวศ ขาดการมีส่วนร่วมชุมชน เปิดช่องให้อ้างสิทธิผู้ลงทุนครอบงำสิทธิชุมชนต่อฐานทรัพยากร การผลักภาระให้ชุมชน รัฐ สาธารณะต้องรับ ถูกเอารัดเอาเปรียบแบ่งผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม และไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม และป้องกันการฟอกเขียวจากกลุ่มทุน “สีดำ สีเทา” ทั้งหลาย

รายละเอียดปัญหาของร่างระเบียบกรมทรัพยากรชายฝั่งต่อการลงทุนคาร์บอนเครดิตมีดังนี้ครับ

1. การนิยามพื้นที่โครงการ กรมฯ กันพื้นที่ของตัวเองออก ให้เหลือแต่พื้นที่ชุมชน 

ความไม่ชัดเจนอยู่ที่อำนาจการจัดการพื้นที่ป่าที่ลงทุนของเอกชนมีขอบเขตแค่ไหน  อาจเปิดช่องให้เอกชนมีสิทธิเหนือสิทธิชุมชนในพื้นที่เข้าโครงการ

2. ในการเสนอโครงการ ไม่ได้กำหนดกระบวนการรับฟังและมีส่วนร่วมจากชุมชนไว้ เสี่ยงที่เอกชนจะรวบรัด ใช้เงินกับผู้นำบางคน และไม่เผยขอบเขตสิทธิ ประโยชน์และภาระระหว่างเอกชนกับชุมชนให้ชัดเจน จะมีปัญหาชุมชนถูกหลอก หรือทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์ในชุมชนได้ง่ายและที่สำคัญชุมชนมีสิทธิปฏิเสธได้มั้ย

3. การนิยามคาร์บอนเครดิต (เข้าใจว่าเอามาจาก อบก.) ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเจตนารมย์ได้ การพูดถึงหน่วยกักเก็บคาร์บอน ก็เป็นเพียงหน่วยคาร์บอน ซึ่งการวัดคาร์บอนจากการฟื้นฟูป่าก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่จะเป็นคาร์บอนเครดิตก็ต่อเมื่อแปลงหน่วยคาร์บอนนั้นให้เป็นทรัพย์สินเพื่อการลงทุนสำหรับการชดเชยปล่อยคาร์บอนของผู้ลงทุน (จากกิจกรรม อุตสาหกรรมอื่นๆ ของผู้ลงทุน) หน่วยคาร์บอนเฉยๆ ไม่เป็นคาร์บอนเครดิต

4. การแบ่งปันผลประโยชน์ กำหนดแต่เพียงกรมฯ ได้ร้อยละ 10 ส่วนผู้ลงทุนกับชุมชนให้ไปตกลงกันเองภายในร้อยละ 90 ไม่มีการสร้างหลักประกัน การตรวจสอบ คุ้มครองสิทธิชุมชนหากสัญญาไม่เป็นธรรม หรือไม่มีสัญญา!  การเอารัดเอาเปรียบจากผู้ลงทุนจะเกิดได้ง่าย

5. ไม่มีกำหนดว่า สถานะสิทธิ ผลประโยชน์ ความรับผิดชอบผู้ลงทุน ชุมชน และกรมฯ ในระยะต่อเนื่องหลังจากปลูกป่าเป็นอย่างไร หากป่าเสื่อมโทรมหรือถูกทำลายด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ ใครจะรับผิดชอบ สินทรัพย์คาร์บอนเครดิตจะยังอยู่มั้ย ชุมชนและกรมฯ จะถูกผู้ลงทุนฟ้องร้องมั้ย

6. ไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างมีส่วนร่วมจากการปลูกป่า ว่าจะป้องกัน แก้ไข ชดเชยอย่างไรหากกระทบความหลากหลายชีวภาพ ความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจท้องถิ่น วิถีชุมชน และบริการนิเวศอื่นๆ ที่สูญเสียไปจากการปลูกป่าเพื่อเอาคาร์บอน

7. ไม่มีการป้องกันการฟอกเขียว ด้วยการคัดกรองผู้ลงทุนว่าจะต้องไม่มีกิจกรรมที่ทำลายระบบนิเวศ ปล่อยคาร์บอนอย่างมาก และผู้ลงทุนจะต้องแสดงผลความรับผิดชอบจัดการแก้ไขอย่างจริงจังเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเอาป่าของสาธารณะและชุมชนไปร่วมแบกรับกระบวนการฟอกเขียวให้กับผู้ลงทุนด้านมืดและสีเทาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ควรการขึ้นทะเบียนกลุ่มทุนที่จะมาลงทุน และมีกระบวนการตรวจสอบ คัดกรองผู้ลงทุน โดยชุมชน สังคมควรมีสิทธิร่วมตรวจสอบด้วย” TCJA เปิดเผย

TCJA หรือ Thai Climate Justice for All เป็นภาคีเครือข่ายทำงานด้านความเป็นธรรมโลกร้อน สมาชิกรวมถึงสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า – ประเทศไทย (RECOFTC Thailand) สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรีนพีซ ประเทศไทย ศุภกิจ นันทะวรการ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ อ.ประสาท มีแต้ม จากกองทุนแสงอาทิตย์