สร้างป่าสไตล์เกาหลีใต้ ตอนที่ 2

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : WRI)

1.

ก่อนที่เกาหลีใต้จะมีผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลและสีสันตระการตา เช่นที่เราเห็นได้ทุกวันนี้ เขาเคยผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย ระดับผืนป่ากลายเป็นทะเลทราย ผู้คนอดอยากยากจนจนกระทั่งประเทศไทยต้องส่งข้าวไปช่วยเหลือเมื่อ 70 ปีที่ก่อน

จากการค้นคว้าข้อมูล ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการสูญเสียพื้นที่ป่าของเกาหลีใต้ เป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก จากข้อมูลที่พบ ผมคิดว่าเขามีการวิเคราะห์และนำเสนอปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างตรงไปตรงมา ที่แหล่งข้อมูลและตัวเลขอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ โดยแยกแยะให้เห็นสาเหตุของปัญหาแต่ละเรื่องอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากการระบุสาเหตุปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าของไทย ที่ข้อมูลของรัฐจะมีความคลุมเครือเป็นอย่างมาก

ดังนั้น ในตอนที่ 2 นี้ ผมจึงขอนำเสนอ “ความเป็นมาการสูญเสียพื้นที่ป่าของเกาหลี”

(ภาพ : hikingresearch.files.wordpress.com)

2.

ในยุครัชสมัยโชซอน (1392–1897) พื้นที่ป่าทั้งหมดของคาบสมุทรเกาหลีเป็นของกษัตริย์ แต่ประชาชนได้รับอนุญาตให้ใช้ป่าได้โดยไม่มีการห้าม และเนื่องจากคาบสมุทรเกาหลีมีฤดูหนาวที่ยาวนาน คนจึงจำเป็นต้องนำไม้มาใช้เป็นฟืนให้ความอบอุ่น และใช้ประกอบอาหารจำนวนมาก นอกจากนี้ไม้ยังเป็นวัสดุหลักในการสร้างบ้านอยู่อาศัย ทำให้ไม้ในป่าถูกใช้ไปจำนวนมาก

พื้นที่ป่าของเกาหลีเริ่มถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 (ค.ศ. 1400) และเมื่อถึงศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1800) พื้นที่ป่าตามภูเขาที่อยู่ใกล้ชุมชนหรือเมืองทั่วประเทศ ถูกทำลายจนมีสภาพว่างเปล่า เว้นแต่เฉพาะพื้นที่ป่าที่อยู่ห่างไกลออกไปเท่านั้น และสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังคงดำเนินไปจนถึงศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1900)

(ภาพ : k-learn.adb.org)

3.

ช่วงหลังปี ค.ศ. 1900 เป็นช่วงเวลาที่ผืนป่าของเกาหลีถูกทำลายอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ

เมื่อญี่ปุ่นยึดครองคาบสมุทรเกาหลีได้ในปี 1910 ได้ (ญี่ปุ่นปกครองเกาหลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 – 1945) มีการสำรวจพื้นที่ป่าและทรัพยากรจากป่าในปี 1910 พบว่า ช่วงนั้นเกาหลีมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ 71% ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือเนื่องจากเป็นภูเขาสูงชัน สำหรับทางภาคใต้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมลงมากขึ้น พื้นที่ป่ากลายเป็นภูเขาหัวโล้น ที่ดินมีสภาพเสื่อมโทรม สาเหตุที่พื้นที่ป่าของเกาหลีถูกทำลายอย่างรุนแรง คือ ญี่ปุ่นได้ตั้งองค์กรบริหารจัดการป่าที่นำไปสู่การตัดไม้อย่างมหาศาล เพื่อนำไปใช้ในประเทศจีน (แมนจูเรีย) ที่ญี่ปุ่นยึดครองได้ นอกจากนี้ต้นไม้ในภาคกลางจะถูกตัดไปใช้สร้างบ้านให้คนญี่ปุ่นและทหาร และต้นใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ถูกตัดขนส่งทางเรือไปยังประเทศญี่ปุ่นหมด 

สาเหตุปัญหาป่าเสื่อมโทรมอีกประการ คือ การใช้ที่ดินทำการเกษตรบนภูเขาแบบตัดฟันและเผา (Slash-and-Burn Fields) โดยในปี 1965 พบว่ามีชาวบ้านที่ทำการเกษตรแบบนี้จำนวน 70,500 หลังคาเรือน ประชากรจำนวน 420,000 คน โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรแบบตัดฟันและเผาประมาณ 40,000 เฮกตาร์ (250,000 ไร่) ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลายจำนวนมาก และก่อให้เกิดปัญหาการกัดเซาะพังทลายอย่างหนัก 

นอกจากนี้ สาเหตุความเสื่อมโทรมของป่าอีกประการ คือ การที่ชาวบ้านเก็บใบไม้และกิ่งไม้ในป่ามาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความอบอุ่นในครัวเรือนในฤดูหนาว ซึ่งใบไม้และกิ่งไม้ที่ร่วงกระจัดกระจายตามพื้นที่ดิน จะย่อยสลายกลายเป็นอาหารให้แก่พืช และดุดซับน้ำไว้ในดิน ซึ่งจะช่วยไม่ให้เกิดน้ำท่วมหนักและดินถล่ม แต่เมื่อไม่มีใบไม้และกิ่งไม้แล้วหน้าดินก็เริ่มเสื่อม 

เมื่อพื้นที่ป่าซึ่งเป็นภูเขาสูงชันถูกทำลายไปจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะพังทลายของหน้าดิน จนถึงในปี 1950 พบว่าปัญหาการกัดเซาะหน้าดิน ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลายไปราว 686,000 เฮกตาร์ (4,287,500 ไร่) คิดเป็น 10% ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ 

ในปี 1969 องค์การสหประชาชาติ รายงานว่าในช่วงระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ. 1910 – 1960) พื้นที่ปาของประเทศเกาหลีใต้ถูกทำลายจนกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนจำนวนมาก โดยภูเขาราว 50% กลายเป็นภูเขาหัวโล้น ซึ่ง 10% มีสภาพไม่ต่างจากทะเลทราย

การสูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาภัยพิบัติรุนแรงถี่ขึ้น ระหว่างปี 1957 – 1961 เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินถล่มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนบาดเจ็บและล้มตาย 1,300 คน และกลายเป็นคนพลัดถิ่น 220,000 คน ที่ดินสำหรับทำการเกษตรประมาณ 199,000 เฮกตาร์ (1,243,750 ไร่) หรือเท่ากับ 20% ของพื้นที่เกษตรกรรม ถูกทับถมหรือถูกกัดเซาะเสียหาย ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน นอกจากนี้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งเรื้อรัง ยังทำให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ยิ่งซ้ำเติมทำให้คนเกาหลียากลงไปอีก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เป็นปัญหาที่ก้าวข้ามได้ยาก

นอกจากนี้ ยังเกิดสถานการณ์ที่ซ้ำเติมความวิกฤติไปอีกขั้นคือ เมื่อได้รับเอกราชจากญี่ปุ่นแล้ว เกาหลีต้องเผชิญกับปัญหาสงครามกลางเมือง เป็นระยะเวลา 3 ปี (1950 – 1953) ยิ่งทำให้พื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ถูกทำลายเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากสังคมตกอยู่ในสภาวะโกลาหลหรือไร้ระเบียบ เศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก ผู้คนอดอยากยากจน และอำนาจของรัฐบาลในด้านการปกครองก็ไม่สามารถทำงานได้ ทำให้คนประสบกับความยากลำบาก จึงจำเป็นต้องตัดไม้มาใช้เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะการประกอบอาหารและให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวที่รุนแรงและยาวนาน อีกทั้งผู้คนยังมีความจำเป็นจะต้องใช้ไม้สร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหายจากสงครามอีกจำนวนมาก 

(ภาพ : k-learn.adb.org)

4.

หลังผ่านสงครามกลางเมืองแล้ว ในปี 1959 องค์การสหประชาชาติประเมินว่า เกาหลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยมี GDP เป็นลำดับที่ 119 จาก 120 ของประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ช่วงนั้นเกาหลีพึ่งพาตนเองได้น้อยมาก จะต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศจำนวนมาก

สาเหตุที่ทำให้ผืนป่าของเกาหลีลดอย่างมากนั้น ช่วงแรกเกิดจากการใช้ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เช่น สร้างบ้าน ทำฟืน และแผ้วถางเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งก็ยังไม่ได้ส่งผลกระทบ 

ต่อมาเมื่อถูกญี่ปุ่นยึดครอง ก็มีการตัดส่งไปยังประเทศจีน (แมนจูเรีย) และส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น ทำให้ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดจำนวนมหาศาล 

หลังจากญี่ปุ่นถอนตัวออกไปแล้วประเทศก็เข้าสู่วิกฤติสงครามกลางเมือง ทำให้คนทั้งประเทศประสบกับภาวะความอดอยากยากจน ประกอบกับประชากรมีจำนวนมาก ทำให้คนต้องใช้ไม้จากป่าอย่างมหาศาล เพื่อดำรงชีวิตในฤดูหนาวที่รุนแรงและยาวนาน รวมทั้งแผ้วถางพื้นที่เพื่อเพาะปลูกเลี้ยงชีพ จึงทำให้ผืนป่าถูกทำลายอย่างรวดเร็ว   

หากดูกรณีของเกาหลีใต้ จะเห็นว่าการลดลงของผืนป่า นอกจากการตัดไม้ส่งออกไปยังต่างประเทศแล้ว สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ความยากจนของคนในประเทศ เมื่อคนจำนวนมหาศาลยากจน ไม่มีเงินซื้ออาหาร ไม่มีงานอื่นทำนอกจากเพาะปลูก ไม่มีเชื้อเพลิงอื่นทดแทนฟืน คนก็จำเป็นต้องใช้ป่าอย่างหลีเลี่ยงไมได้ และรัฐบาลเองก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ในภาวะเช่นนี้