สิ่งแวดล้อมเมียนมาอ่วม เหตุเหมืองแร่หายาก “แรร์เอิร์ธ” บูมรับอุตฯ ไฮเทคโลก

เมื่อความต้องการใข้อุปกรณ์ไฮเทคโลกพุ่ง ความต้องการแร่ธาตุกลุ่มหายาก “แรร์เอิร์ธ” เพื่อใช้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญของอุปกรณ์เหล่านั้นก็พุ่งตาม

ส่งผลให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาร์ หนึ่งในประเทศที่ป้อนแร่ชนิดนี้สู่อุตสาหกรรมไฮเทคโลก แม้กำลังอยู่ในภาวะสงคราม

ที่สำคัญ ทำให้พื้นที่ธรรมชาติ “เกรดดี” ของรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือ ตกอยู่ในภาวะคุกคาม ถูกทำลายจากกิจการเหมือง ในระดับ “อ่วม”

Maran บรรณาธิการ “Kachinwaves” สื่อท้องถิ่นในรัฐคะฉิ่น รายงานผ่าน “Mekong Eye” เมื่อ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา แปลและเรียบเรียงโดย พุธิตา ดอกพุฒ / กองบรรณาธิการ GreenNews

(ภาพ : Maran / MekongEye)

เป็นที่รู้ทราบกันดีว่า เมืองชีบเว (Chipwi) รัฐคะฉิ่น เหนือสุดของเมียนมาร์ มีผืนป่าบริสุทธิ์ และน้ำใสสะอาด

ทว่าหนึ่งทศวรรษมานี้ ชาวบ้านเริ่มสังเกตเห็นที่ดินหลายผืนบนภูเขาเขียวชะอุ่มที่รอบล้อมเมืองของพวกเขา และติดกับชายแดนมณฑลยูนนานของจีน ถูกถางทิ้ง มันเริ่มจากที่ดินผืนเดียว ต้นไม้บนนั้นถูกตัดจนหี้ยน จากนั้นที่ดินผืนอื่น ๆ ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน

ต่อมาไม่นานชาวบ้านก็เห็นเครื่องจักรกลหนักถูกเคลื่อนย้ายผ่านเมืองของพวกเขา มุ่งหน้าไปยังผืนดินโล่งเตียนเหล่านั้น จากนั้นเริ่มมีแรงงานเข้ามาอย่างท่วมท้น พวกเขาขุดพื้นดินและทิ้งหลุมไว้มากมาย หลายที่เต็มไปด้วยน้ำปนเปื้อนสารเคมี ในบริเวณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำใกล้ ๆ แปลงพวกนั้นไม่สะอาดอีกต่อไป

เมื่อถึงจุดนี้จึงปรากฏชัดว่า ผู้มาใหม่กำลังตามหาบางอย่างใต่ผืนดิน นั่นก็คือ “แรร์เอิร์ธ” แร่ที่ประกอบไปด้วยธาตุที่จำเป็นสำหรับการผลิตอุปกรณ์ไฮเทค เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวตอร์ ยานพาหนะไฟฟ้า และโซลาร์เซลล์ 

Aung Gam ชาวบ้านชีบเววัย 45 ปี เห็นเมืองแสนสงบของ กลายเป็นจุดศูนย์กลางการทำเหมืองอย่างคับคั่ง มีผู้คนไหลข้ามาหลายพันคน และมีไม่น้อยที่พูดภาษาจีน

ในตอนนี้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการจุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธ และสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนในน้ำและดินที่ทำให้ผลผลิตละยอดขายลดลง บางคนกล่าวว่า ความังวลของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสมจากรัฐบาล ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

“ตั้งแต่รัฐประหารในปี 2564 เราเห็นคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ามาที่นี่เพื่อทำงานในเหมืองแรร์เอิร์ธ ภายใต้รัฐบาลทหาร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติถูกควบคุมโดยทหารทั้งหมด การขุดเหมืองสามารถดำเนินการได้อย่างเสรี และไร้ระเบียบควบคุม” Aung Gam กล่าว

(ภาพ : Maran / MekongEye)

รายได้กระจุก-เหลื่อมล้ำ

ธาตุแรร์เอิร์ธสำคัญต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กสูง ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตอุปกรณ์ไฮเทค 

ความต้องการต่อธาตุแรร์เอิร์ธจากทั่วโลกที่กำลังเพิ่มขึ้น ทำให้มันกลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรในเมียนมาร์ โดยแหล่งขุดแร่มักตั้งอยู่ในฌซนที่มีความขัดแย้งเช่นรัฐคะฉิ่น ที่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมและภาษี

คะฉิ่นอยู่ท่วมกลางสงครามที่ประทุขึ้นเป็นครั้งคราวระหว่าง กลุ่มติดอาวุธและกองทัพเมียนมาร์ (ตะมะดอว์) เป็นที่ทราบกันว่า ใน 6 หกทศวรรษที่ผ่านมา ทหารเมียนมาร์ ทำให้กว่า 100,000 คนต้องพลัดถิ่น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อแรมปีนี้ เปิดช่องว่างให้ผู้มีอิทธิพลมาตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของรัฐคะฉิ่น ไม่ว่าจะเป็นไม้ซุง หยก และแร่ธาตุอันมั่งคั่ง

การผลิตแร่แรร์เอิร์ธที่รัฐคะฉิ่นทำให้เมียนมาร์กลายเป็นเป็นผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอเมริกาข้อมูลจาก United States Geological Survey (USGS) ระบุ

(ภาพ : USGS / MekongEye)

ผลผลิตของเมียนมาร์ส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังจีน โดยมีมูลค่าสูงถึง 70% ของการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธของจีน 

ตามที่ Resource Trade ระบุไว้ เมียนมาร์ทำรายได้ทั้งหมด 623 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไปยังจีน ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2563 มูลค่าการส่งออกต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 88,500 เหรียญสหรัฐ เป็น 388,000,000 เหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน การผลิตพุ่งขึ้นจาก 38 ตันเป็น 35,500 ตัน หรือนับเป็น 93,000% ส่วนข้อมูลการส่งออกไปประเทศอื่นนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้

(ภาพ : MekongEye)

ในอีกแง่หนึ่ง ข้อมูลจากศุลกากรของจีนบ่งบอกว่าปริมาณการส่งออกอาจสูงกว่าาที่ประเมินไว้ในตอนแรกมาก โดยระหว่างพฤษภาคม 2560 ถึง สิงหาคม 2565 มูลค่าการส่งออกของแร่จากเมียนมาร์ถึงจีนถูกประเมินไว้ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มีค่าเท่ากับงบประมาณการศึกษาสำหรับ 2 ปี ของเมียนมาร์ทั้งประเทศ หมายความว่ารายได้จากการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไม่ได้ถูกกระจายออกอย่างทั่วถึงในหมู่ประชากร

(ภาพ : MekongEye)

เหมืองเถื่อนลุกลาม

การทำเหมืองในรัฐคะฉิ่น มีการดำเนินการมากเป็นพิเศษในพื้นที่ใต้ความดูแลของกลุ่มติดอาวุธ New Democratic Army-Kachin (NDA-K) ที่เปลี่ยนเป็น Border Guard Force (BGF) ภายใต้องทัพเมียนมาร์ในปี 2552 โดย Zahkung Ting Ying หัวหน้ากลุ่มได้จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธของเขาขึ้นใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงนี้ 

หลังจากรัฐปะหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว การขุดแร่แรร์เอิร์ธเถื่อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธของเขา ที่เป็นพันธมิตรกับตะมะดอว์ แหล่งข่าวยืนยันว่าสาชิกหลายคนของกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทเหมืองแรร์เอิร์ธ และได้รับผลประโยชน์จากการส่งออกไปจีน

แหล่งข่าวระบุอีกว่า สมาชิกบางส่วนจัดสรรแปลงที่ดินให้นักธุรกิจชาวจีนที่เข้ามาตักตวงกำไรจากการขุดแร่แรร์เอิร์ธ โดยสมาชิกเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งของรายได้

มากไปกว่านั้น มีรายงานว่ารัฐบาลทหารกำลังเสาะหารายได้เพิ่มเติมเพื่อเป็นเงินทุนในการปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ทำให้เกิดความไม่ชอบมาพากลว่ารายได้บางส่วนจากการขุดสินแร่อาจไปตกอยู่ที่กองทัพ

The Irrawaddy เว็บไซต์ข่าวที่รายงานเรื่องการเมืองและสถานการณ์ปัจจุบันของเมียนมาร์เป็นหลัก รายงาน ว่าการทำเหมืองแร่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 เท่าใน เมืองปังวอ (Pangwa) และชีบเว ในรัฐคะฉิ่นหลังจากที่มีแรงงานชาวจีนหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“ปกติแล้วควรเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเมียนมาร์ ที่ต้องดูแลให้มั่นใจว่าการทำเหมืองนั้นดำเนินไปอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืนในอาณาเขตของตน” Hanna Hindstrom นักรณรงค์อาวุโสเพื่อ Myanmar จากองค์กร Global Witness กล่าว

“แต่นั่นกลับเป็นไปไม่ได้เลยในตอนนี้ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกโค่นล้มโดยรัฐบาลทหารที่ไม่ชอบธรรม ในขณะที่การทำเหมืองส่วนใหญ่ยังดำเนินต่อไปในเขตที่ควบคุมโดยกองกำลังติดอาวุธและเครือข่ายของกองทัพ”

“Safe Heaven” ที่หลบภัย

นักวิจัยเกี่ยวกับการทำเหมืองในเมียนมาร์ ผู้ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย กล่าวว่า ธาตุแรร์เอิร์ธมีทั้งหมด 17 ชนิด รวมถึงดิสโพรเซียม (dysprosium) และเทอร์เบียม (terbium) ที่สามารถพบได้ในรัฐคะฉิ่น ทั้งสองชนิดนี้พบได้ในไม่กี่ประเทศเท่านั้น มันจึงมีมูลค่าสูงมาก เขากล่าว

ดิสโพรเซียมถูกใช้ในสินค้าหลายอย่าง ตั้งแต่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและโคมไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ควบคุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ส่วนเทอร์เบียมถูกนำไปใช้ในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นหลอดทีวีสี และเซ็นเซอร์ 

“การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมหากดำเนินการโดยไม่มีข้อบังคับที่เคร่งครัด ประเทศจีนก็มีบทเรียนเรื่องนี้ และมีการปรับกฎระเบียบให้รัดกุมมากขึ้นสำหรับการทำเหมืองในประเทศ” นักวิจัยกล่าว

“แต่ความต้องการต่อแร่เหล่านั้นก็ยังคงอยู่ ทำให้การขุดแร่แรร์เอิร์ธ เพิ่มขึ้นในเมียนมาร์ ซึ่งกฎระเบียบยังไม่ชัดเจน”

รัฐบาลจีนมองเห็นถึงปัญหาของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธผิดกฎหมาย และความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมในประเทศตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1990 งานวิจัยเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้านแร่แรร์เอิร์ธของจีนระบุ

งานวิจัยดังกล่าวยังอ้างอิงถึงอีกงานวิจัยหนึ่งที่กล่าวถึงผลกระทบของการทำเหมืองผิดกฎหมายว่า การทำเหมืองผิดกฎหมายไม่ได้เพียงแต่ตะเป็นการริดรอนผลกำไรของบริษัทที่ถูกกฎหมาย แต่ยัง “ทำลายนิเวศน์อย่างรุนแรง โดยบริษัทที่ผิดกฎหมายไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม และยังหลีกเลี่ยงภาษีและค่าปรับ”

รัฐบาลจีนเริ่มใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับมลพิษทางอากาศและน้ำเป็นครั้งแรก ในอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ เมื่อปี 2554 แตเริ่มมีการปราบปรามเหมืองเถื่อน และการค้าอย่างผิดกฎหมายตั้งแค่ปี 2553

นั่นเป็นเวลาใกล้เคียงกับช่วงที่การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธผิดกฎหมายเริ่มเพิ่มขึ้นในเมียนมาร์ ประเทศที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่เข้มแข็งจึงป็นสถานที่ “ปลอดภัย” สำหรับเหมืองเถื่อน ในช่วงปี 2559 ถึง 2562 การผลิตแร่แรร์เอิร์ธของเมียนมาร์เพิ่มขึ้นถึง 88 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 2554 ถึงปี 2558

และนั่นก็เป็นช่วงเดียวกับที่ความต้องการจากทั่วโลกต่อธาตุแรร์เอิร์ธเพิ่มขึ้น ด้วยเป็นผลจากการบริโภคอุปกรณ์ไฮเทคที่กำลังเติบโต

(ภาพ : Maran / MekongEye)

กิจการอันตราย

จำนวนของเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นนั้น ไม่เป็นที่ทราบ

ในปี 2562  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมาร์ได้มอบใบอนุญาตให้บริษัทการแพทย์ท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ดำเนินกิจการเหมืองแร่ทั้งหมด 11 แห่งในเมืองชีบเว ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 281 ไร่ หรือเท่ากับสนามฟุตบอล 159 สนาม ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อบริษัทดังกล่าวแล้วแต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ

Ko Zaw อดีตคนงานที่เหมืองแร่แรร์เอิร์ธแห่งหนึ่งกล่าวว่า จำนวนเหมืองขุดแร่ในเมืองชีเวและปังวอ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังติดอาวุธน่าจะมีมากกว่าในบันทึกของราชการ เมื่อตัดสินจากจำนวนคนงานที่ล้นทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เขาประมาณว่า เหมือง 1 แห่ง จะต้องจ้างคนงานประมาณ 40-6 คน และใน 40 คนนั้นประมาณ 15 คนจะเป็นคนจีน หัวหน้าและช่างเทคนิคที่เหมืองบางแห่งก็มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประเทศจีนและการทำเหมืองแร่ในรัฐคะฉิ่น

แรงงานชาวพม่าคนหนึ่งจะ ได้รับค่าแรงประมาณ 4,500 หยวนต่อเดือน หรือประมาณ 650 เหรียญสหรัฐ คนงานที่ได้รับหน้าที่ในการใส่สารเคมีลงไปในบ่อสกัดแร่ จะได้รับเงินเยอะกว่า เพราะเป็นงานที่มีความเสี่ยงมากกว่าและมีอันตรายต่อสุขภาพ Ko Zaw กล่าว

สารเคมีเหล่านี้ ที่คนงานท้องถิ่นเรียกว่า “ปุ๋ย” หมายถึงกรดออกซาลิก (oxalic acid) และแอมโมเนียมไบคาร์บอเนต (ammonium bicarbonate) ที่ใช้ในการแยกโลหะ

เมื่อถูกดำเนินการโดยไร้ความรับผิดชอบ การทำเหมือนเช่นนี้สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การเคลียร์พื้นที่จนถึงการสกัดสินแร่ออกมา บ่อสกัดแร่ที่เต็มไปด้วยสารเคมีเป็นพิษ ที่ถูกเติมลงไปเพื่อละลายแร่แรร์เอิร์ธออกมา อาจจะรั่วได้ และน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีก็อาจจะไหลไปสู่น้ำบาดาลได้ หากว่าบ่อนั้นไม่ได้มีการปิดกั้นอย่างเหมาะสม

บทความจาก Harvard International Review อ้างถึงเอกสารของ European Commission ว่าในการผลิตแร่แรร์เอิร์ธทุกๆ 1 ตัน กระบวนการขุดจะสร้าง ฝุ่น 13 กิโลกรัม แก๊สเสีย 9,000-12,000 ลูกบาศก์เมตร น้ำเสีย 75 ลูกบาศก์เมตร และมีกากกัมมันตรังสีตกค้าง 1 ตัน

หากนำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณ การขุดแร่แรร์เอิร์ธของเมียนมาร์จะสร้างกากสารพิษถึง 284 ล้านตัน กากกัมมันตรังสี 0.14 ล้านตัน และแก๊สอันตราย 495 พันล้านแกลลอน ในปี 2560-2564

(ภาพ : MekongEye)

ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้หลายชุมชนในรัฐคะฉิ่นแสดงความกังวลของพวกเขาต่อการทำเหมืองโดยปราศจากการควบคุม ไร้ซึ่งมาตรการการป้องกันอันตรายทางสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิ Sha-it Social Development เมืองมยิจีนา (Myitkyina) และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Laung Byit Khaung เมืองชีบเว กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อปี 2561 ว่าพวกเขาได้ทดสอบแหล่งน้ำใกล้ ๆ บริเวณเหมืองและพบว่าน้ำมีการปนเปื้อนของสารเคมี

“เราไม่สามารถขายผลไม้จากไร่ที่อยู่ในละแวกเหมืองได้ ลูกค้ารวมไปถึงพ่อค้าชาวจีน ต่างกลัวการปนเปื้อน”  ชาวสวนในพื้นที่คนหนึ่งกล่าว

ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่บางส่วนกล่าวว่า พวกเขาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และได้ผลผลิตต่ำลงเนื่องจากกิจการเหมืองต้องใช้น้ำปริมาณมากจากแหล่งน้ำของชุมชน

รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของ National Unity Government หรือกลุ่มสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ถูกขับไล่หลังจากการรัฐประหารในปี 2564 กล่าวว่ามันยากที่จะระบุอย่างแน่ชัด ถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่รัฐคะฉิ่น เนื่องจากไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ

“การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในเมียนมาร์นั้นยังอ่อนอยู่มาก ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเรายังอ่อนด้อยในเรื่องวิชาการและการวิจัย” เขากล่าว “เราไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนว่าการทำเหมืองทำให้เกิดปัญหา นั่นเป็นสิ่งที่นักกิจกรรมกำลังพูดถึง”

การจัดหาทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

เมื่อการทำเหมืองเกิดขึ้นในพื้นที่ ๆ ควบคุมโดยกองกำลังติดอาวุธ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับสาธารณะที่จะเข้าถึงบริเวณเหมืองและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

“ที่เมียนมาร์ การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ยังปาศจากการควบคุมใด ๆ โดยสิ้นเชิง และยังดำเนินการในบริเวณที่มีความขัดแย้งโดยกลุ่มติดอาวุธ มันจึงไม่มีทางที่การขุดแร่แรร์เอิร์ธจะเกิดขึ้นอย่างมีความรับผิดชอบในบริบทนี้” Hindstrom จากองค์กร Global Witness กล่าว

“ไม่ควรมีบริษัทไหนใช้แร่จากเมียนมาร์ในบริบทปัจจุบันนี้ มันย้อนแย้งมากที่ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ ซึ่งจำเป็นต่อการต่อสู้กับสภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อาจเป็นสิ่งที่ทำลายล้างสิ่งแวดล้อมของชุมชนในพื้นที่ ๆ แร่ถูกขุดขึ้นมา”

จีนมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อจีนเองก็เป็นผู้นำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากเมียนมาร์อันดับหนึ่ง เธอพูดเสริม ตัวละครอื่นในห่วงโซ่อุปทานก็ต้องทำให้มั่นใจว่าแร่ที่มีความขัดแย้งเหล่านี้ จะไม่เข้าไปถึงตลาดนานาชาติ”

Yadanar Maung จากกลุ่ม Justice for Myanmar กล่าวว่า การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาร์ขณะนี้ ยังดำรงอยู่ได้ด้วยความต้องการจากทั่วโลกต่อแร่ดังกล่าวในการผลิตสินค้าไฮเทคที่กำลังเติบโต

“บริษัทและรัฐบาลนานาชาติล้วนมีทางเลือก ความเสียหายจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธชี้ให้เห็นถึงบริษัทนานาชาติส่วนใหญ่ ที่ล้มเหลวในการเลือกแหล่งแร่ที่มีความรับผิดชอบ พวกเขาต้องเปลี่ยนวิธี” เธอทิ้งท้าย

“รัฐบาลนานาชาติก็ต้องรีบดำเนินการแบนแร่ดังกล่าวที่กำลังเป็นความขัดแย้ง ทั้งในการขายและนำเข้า”

หมายเหตุ :

ตัวตนของแหล่งข่าวในพื้นที่บางส่วนในเรื่องนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่สงบของเมียนมาร์ ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยและประชาชนที่กล้าออกมาส่งเสียง

อ่านบทความต้นฉบับ : Myanmar’s environment hit by rare earth mining boom