ผู้ชุมนุมยื่นฟ้องประยุทธ์ “ขวางชุมนุม” เรียก 1.8 ล้าน ศาลแพ่งสั่งไต่สวนฉุกเฉิน

เครือข่ายผู้ชุมนุมยื่นฟ้องนายกฯ ประยุทธ์-5 หน่วยงาน/บุคคล ฐาน “ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเจ้าหน้าที่รัฐกีดขวางปิดกั้นการชุมนุม พร้อมทั้งให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการรวมกลุ่ม และเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการละเมิด เป็นจำนวนเงิน 1,800,000  บาท”

ศาลแพ่งมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินบ่ายวันนี้ (26 พ.ค.65)

(ภาพ : ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มประชาชนนำ)

ยื่นฟ้อง “ประยุทธ์-5 หน่วยงาน/บุคคน” 

บ่ายวันนี้ (26 พ.ค.65) เครือข่ายผู้ชุมนุม “ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มประชาชน” ส่ง 3 ตัวแทนพร้อมทีมทนายความยื่นฟ้องพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี พร้อม 5 หน่วยงาน-บุคคล ขอเพิกถอนข้อกำหนดพรก.ฉุกเฉิน เรื่องห้ามชุมนุม-พื้นที่ชุมนุม เรียกค่าเสียหาย 1.8 ล้านบาทที่ปิดกั้นการชุมนุม 24 พ.ค.ที่ผ่านมา และไฟเขียวแผนเคลื่อนชุมนุม 30 พ.ค.

โดย 3 ตัวแทนเครือข่ายผู้ชุมนุมประกอบด้วย นิมิตร์ เทียนอุดม ธนพร วิจันทร์ และภรณ์ทิพย์ สยมชัย ส่วนทีมทนายประกอบด้วยสุรชัย ตรงงาม สัญญา เอียดจงดี และ สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความ 

ยื่นฟ้อง 6 จำเลยคือ จำเลยที่ 1พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี  จำเลยที่ 2 พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ จำเลยที่ 3 สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย  จำเลยที่ 5 กระทรวงการคลัง และจำเลยที่ 6  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

“เป็นการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเจ้าหน้าที่รัฐกีดขวางปิดกั้นการชุมนุมที่ทางกลุ่มได้ปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้ายูเอ็นและจะเตรียมเคลื่อนขบวนใหญ่อีกครั้งไปทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 30 พ.ค. 65 นี้  

วันนี้นอกจากการยื่นฟ้องเพื่อขอให้มีการเพิกถอนข้อกำหนดของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 15ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และฉบับที่ 37 ข้อ 2  ที่มีข้อความว่าห้ามชุมนุม รวมถึงประกาศที่ออกโดย ผบ.สส. ที่มีการกำหนดเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม 

นอกจากนั้นแล้วเรายังมีการขอเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการละเมิด เป็นจำนวนเงิน 1,800,000  บาท ซึ่งในวันที่ 24พ.ค.ที่ผ่านมาในการทำกิจกรรมของประชาชนได้มีการปิดกั้น กีดขวางเส้นทาง ใช้รั้วลวดหนาม และอุปกรณ์ที่ไม่ได้กำหนดตามกฎหมายเช่นตู้คอนเทนเนอร์ 

และเราจะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเนื่องจากประชาชนที่มีการชุมนุมอยู่ในปัจุจุบันนี้ที่หน้าตึกยูเอ็นจะเคลื่อนขบวนใหญ่ไปที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งในวันที่ 30 พ.ค. 65 นี้  ก็จะทำให้เกิดการละเมิดอีกฉะนั้นมันจะเป็นการละเมิดที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  โดยที่พนักงานตำรวจก็จะอาศัยข้อกำหนดที่ห้ามชุมนุมดังกล่าวมาใช้ในการปิดกั้นและห้ามชุมนุมของประชาชนเพราะฉะนั้นเราจึงได้มาทำการยื่นฟ้องและขอคุ้มครองชั่วคราว” สุทธิเกียรติ ทนายความเปิดเผย

(ภาพ : ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มประชาชนนำ)

ยัน “เป็นสิทธิพื้นฐาน”

“ที่เรายื่นฟ้องในวันนี้เพื่อขอให้มีการเพิกถอนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการออกมารวมกลุ่มหรือแสดงความคิดเห็นของประชาชน และเราคิดว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งเป็นไปตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานของรัฐพยายามใช้สิ่งกีดขวางช่วงเวลาที่เรามาทำการชุมนุมเพื่อปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพ 

พวกเราจึงคิดว่าวันนี้จะมาขอฟ้องเพิกถอนและขอให้เพื่อให้เจ้าหน้ารัฐและตำรวจยกเลิกการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน” ธนพร ตัวแทนเครือข่ายกล่าว

(ภาพ : ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มประชาชนนำ)

ศาลสั่งไต่สวนฉุกเฉิน

“ศาลได้มีคำสั่งนัดไต่สวนฉุกเฉินกรณีประชาชนยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวบ่ายนี้ โดยมีพยานสองปากได้แก่นายนิมิตร์ เทียนอุดมโจทก์ที่หนึ่งและพยานผู้เชี่ยวชาญรองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิจัยคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” สุทธิเกียรติ ทนายความเปิดเผย

(ภาพ : ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มประชาชนนำ)

รายละเอียดคำฟ้อง

ทีมทนายความเปิดเผยว่าคำฟ้องมีรายละเอียดดังนี้

“วันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ตัวแทนขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ได้แก่ นายนิมิตร์ เทียนอุดม นางสาวธนพร วิจันทร์ และ นางสาวภรณ์ทิพย์ สยมชัย โดยทั้งสามคนได้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการรวมตัวรวมกลุ่ม เสรีภาพในการเดินทาง และเสรีภาพในการชุมนุมร่วมกันโดยสงบและปราศจากอาวุธ 

ในการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบในหลักการต่อร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. …. ที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยทันที และยุติการเสนอกฎหมายควบคุมเสรีภาพการรวมกลุ่มของประชาชนทุกฉบับ เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่มุ่งหมายในการควบคุมประชาชนที่รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งมีข้อห้ามการดำเนินงานอย่างกว้างขวางคลุมเครือไร้ขอบเขตเป็นการแทรกแซงความเป็นอิสระและปิดกั้นขัดขวางการใช้เสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในการรวมกลุ่มแสดงออกและการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ

โดยยื่นฟ้อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ 1 พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ที่ 2 สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 3 กองบัญชาการกองทัพไทยที่ 4 กระทรวงการคลัง ที่ 5 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 6 และมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษา

  1. เพิกถอนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และฉบับที่ 37 ข้อ 2 และ ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 14  ที่ประกาศเรื่องห้ามชุมนุม 
  2. ให้ จำเลยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในลักษณะกีดขวางการชุมนุมของโจทก์ทุกรูปแบบ และให้ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและเสรีภาพของประชาชน
  3. เรียกค่าเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพการชุมนุม การเดินทางการแสดงความคิดเห็น อันเป็นผลจากการออกข้อกำหนด ประกาศห้ามชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการปิดกั้นขัดขวางการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ จำนวน 1,800,000 บาท

เนื่องจากข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และฉบับที่ 37 ข้อ 2 ออกประกาศเรื่องห้ามชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมีการระบุ ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ในพื้นที่ที่มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 

อันเป็นการประกาศที่มุ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสามและประชาชนทั่วไป มิได้มุ่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของการติดเชื้อไวรัสตามความเหมาะสมของสถานการณ์ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 รัฐสามารถควบคุมได้ และมีมาตรการผ่อนคลายในการรวมตัวรวมกลุ่มของประชาชน และเตรียมการให้ไวรัสโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น แต่ยังห้ามการชุมนุมซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำหนดห้ามการชุมนุมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขัดขวางการการแสดงออก ของประชาชนยิ่งกว่าการป้องกันโรคตามกฎหมาย

และเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกข้อกำหนดโดยมิชอบ ขัดต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็นและเกินสมควรแก่เหตุ และยังขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หลายประการ และข้อกำหนดฉบับดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการละเมิด จำกัด และกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของโจทก์และประชาชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และไม่มีการตรวจสอบดุลพินิจในการใช้อำนาจดังกล่าว

ทั้งนี้ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เป็นสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่ยอมรับความหลากหลายและอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่าง สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นนี้จึงถือเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับความคุ้มครองโดยเคร่งครัด

ซึ่งตามหลักการสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีการดำเนินการตามหลักนิติรัฐ ธรรมาภิบาล และต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยรับรองและเป็นภาคี รัฐจำเป็นต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่กำหนดไว้

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาที่โจทก์ทั้งสาม รวมถึงประชาชนที่ประสงค์จะใช้เสรีภาพการชุมนุม อันเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และพันธกรณีระหว่างประเทศ พฤติการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กลับมีการนำสิ่งของมาปิดกั้นเส้นทางสาธารณะด้วยการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ รถยนต์ รถเมล์ ขสมก. ตู้บรรทุกรถไฟ หรือตู้บรรทุกน้ำมัน ลวดหนามหีบเพลง และอุปกรณ์อื่นๆ อันเป็นการใช้สิ่งของที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์และไม่เป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฯ

จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการพื้นฐานอันส่งผลกระทบต่อโจทก์และประชาชนที่จำเป็นต้องใช้เส้นทาง ไม่สามารถสัญจรหรือเดินทางใช้เส้นทางสาธารณะได้อย่างปกติสุข รวมทั้งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ในขณะที่โจทก์และประชาชนรวมตัวกันเพื่อใช้เสรีภาพในการชุมนุมในครั้งนี้ในระหว่างการทำกิจกรรมเดินขบวนจากบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติไปหน้าทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ก็มีการใช้รั้วลวดหนาม แผงเหล็ก ปิดกั้นเส้นทางสาธารณะหลายเส้นทาง 

การกระทำของเจ้าหน้าที่ล้วนเป็นการจงใจใช้ข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการสกัดกั้นมิให้โจท์ทั้งสามและประชาชนใช้เสรีภาพในการเดินทาง อันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมถึงการนำอุปกรณ์สิ่งของมากีดขวางอันมิใช่เครื่องมือควบคุมฝูงชนตามที่กฎหมายกำหนดไว้มาปิดกั้นการใช้เสรีภาพของโจทก์และประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการปิดกั้นเส้นทางโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการใช้อุปกรณ์สิ่งกีดขวางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน แสดงถึงเจตนาที่จะกระทำการจำกัดสิทธิเสรีภาพของโจทก์และประชาชนต่อเนื่องมากยิ่งขึ้นในอนาคตตามอำเภอใจ

ทั้งนี้ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน จะใช้สิทธิในการชุมนุมโดยเคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งจึงได้มีการยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวให้ศาลมีคำสั่งระงับการใช้ข้อกำหนด และประกาศ คำสั่งใดที่ห้ามการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐกีดขวางและนำอุปกรณ์สิ่งของ เช่น รั้วลวดหนาม ตู้คอนเทนเนอร์ มากีดขวางปิดกั้นการเดินเท้าไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีนี้” คำฟ้องระบุ

(ภาพ : ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มประชาชนนำ)
(ภาพ : ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มประชาชนนำ)