ปักหลักชุมนุมต่อหน้ายูเอ็น หลัง “ผลประชุมครม.ไม่ชัดเจน-เจรจาไร้ผล”

เครือข่ายต้านกม.ควบคุมการรวมกลุ่มฯ ประกาศปักหลักชุมนุมต่อ หลังผลประชุมคณะรัฐมนตรีไม่มีความชัดเจนต่อประเด็นข้อเรียกร้อง และการเจรจากับผู้แทนรัฐบาล “อนุชา นาคาศัย” ไร้ผล

(ภาพ : ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน)

ผลประชุมครม.ไม่ชัดเจน ประกาศ “ชุมนุมต่อ”

“ไม่มีความชัดเจนจากสิ่งที่เราเรียกร้องคือ ครม. นำเอาเรื่องไปหารือ แต่ยังเลื่อนลอย ต้องติดตามกันต่อไป และสร้างเงื่อนไขให้ผู้ชุมนุมอยู่ต่อ 

คนที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่เฉพาะที่นี่ แต่อยู่ทั่วประเทศ หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน การรวมกลุ่มทางสังคม การปกป้องบ้านเกิดจะไม่ไม่สามารถทำได้ ขอให้พี่น้องทุกคนร่วมกันสื่อสารไปให้ทั่วประเทศ มันจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่นำไปสู่การต่อต้านเผด็จการของพวกเรา” สมบูรณ์ คำแหง ตัวแทนเครือข่าย “ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน” แถลงโต้กลับผลการประชุม ครม.ที่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ในช่วงเวลา 14.10 น. วันนี้ (24 พ.ค.2565) 

“การที่ ครม.ยังไม่มีความชัดเจน เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เราไม่ได้กลับบ้าน ท้าทายว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจประชาชน เป็นการท้าทายที่พวกเราจะไม่ยอมหยุดกับกฎหมายฉบับนี้ และจะปักหลักเดินหน้าชุมนุมยืดเยื้อต่อไป” ธนพร วิจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายจากกลุ่มแรงงานกล่าว

“กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีให้ร่างกฎหมายขึ้นมา โดยเมื่อวันที่ 23 ก.พ.  2564 ครม. ได้เห็นชอบร่างกฎหมาย จึงเป็นร่างที่นายกรัฐมนตรีริเริ่ม สำนักงานการกฤษฎีกายกร่าง  ประชาชนยืนยันไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่รัฐบาลกลับเดินหน้า 

และในวันที่ 29 มิ.ย.2564 ครม.มีมติเห็นชอบ และเอากฎหมายฟอกเงินมาเพิ่มน้ำหนักในกฎหมายฉบับนี้ ต่อมาวันที่ 4 ม.ค. 2565 มีมติครม. ย้ำหลักการเรื่องนี้อีกครั้ง จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องมายืนที่จุดนี้ 

อีกทั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา เราได้มีการไปชุมนุมที่ พม. ว่าการรับฟังความเห็นไม่ชอบ ดังนั้น ครม.ต้องยกเลิกกฎหมายนี้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เราต้องคำนึงว่าการรวมกลุ่มของประชาชนเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีสิทธิในการรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องหรือเห็นต่างกับรัฐบาลและมีสิทธิในการตรวจสอบรัฐบาล มิใช่มีรัฐบาลมีรัฐบาลที่คอยออกกฎหมายมาควบคุมและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน” สุภาภรณ์ มาลัยลอย แกนนำผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ ตัวแทนขบวนฯ

(ภาพ : ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน)

เจรจจากับ “รมต.อนุชา” ไร้ผล

13.00 น. ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เครือข่ายฯ ได้ตั้งขบวนบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ เพื่อรอฟังการแถลงผลการประชุม ครม. ในประเด็นข้อเรียกร้องของทางขบวนฯ

โดยระหว่างรอทางรัฐบาลส่งตัวแทนออกมาชี้แจง กลุ่มประชาชนได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมเตรียมป้ายผ้าระบุข้อความ “หยุดมรดก คสช. หยุดพ.ร.บ.ควบคุมการรวมกลุ่มฯ ” ที่ติดไว้กับลูกโป่งสีขาวดำเพื่อปล่อยเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ทางขบวนฯ ได้ขอให้เจ้าหน้าตำรวจรื้อแผงกั้นออก หากไม่รื้อออกประชาชนจะขอรื้อออกเอง เพื่อให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดีเหมือนในช่วงเช้า ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ยอมตัดอุปกรณ์เชื่อมแผงเหล็กออกเพื่อให้ขบวนฯ ได้ส่งตัวแทนเข้าไปฟังคำชี้แจงจากตัวแทนของรัฐบาล 

13.40 น. อนุชา นาคาศัย รมว.ประจำสำนักนายกรัฐมตรี พร้อมด้วยธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงผลการประชุม ครม.ต่อตัวแทนขบวนฯ ซึ่งประกอบด้วยสมบูรณ์ คำแหง ธนพร วิจันทร์ และ สุภากรณ์ มาลัยลอย โดยทั้งหมดนั่งล้อมวงพูดคุยกันบนพื้นถนน 

“ได้รับเรื่องไปชี้แจงต่อ ครม.ว่า พี่น้องประชาชนเรียกร้องมาตามนี้ และ ครม.รับทราบตามที่ได้เรียกร้องและได้พูดคุยกัน ในบทสรุปที่ว่าขั้นตอนของกฎหมายยังไม่ถึงเวลาที่จะคลอดออกมาบังคับใช้ ยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ซึ่งต้องเป็นองค์รวมส่วนรวมและยังไม่รู้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่” รมต.อนุชา กล่าว 

“เรารู้ว่ากระบวนการรับฟังความเห็นของกระทวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ถ้าครม.ได้อ่านหนังสือที่ยื่นผ่านนายอนุชาไปในช่วงเช้าและก่อนหน้านี้ที่พม. หรือที่เครือข่ายได้ยื่นมาแล้วหลายครั้ง มันจึงไม่ชอบธรรมที่จะให้คำตอบเช่นนี้  เพราะพม . ไม่อำนาจตัดสินใจ แค่จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเราได้แถลงไปแล้ว ว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ชอบธรรม และไม่ต้องมาชี้แจงเรื่องพม. 

เราต้องการคำตอบว่า ครม.ได้หารือวาระนี้หรือไม่และมีมติอย่างไร จะยกเลิกร่างกฎหมายที่ควบคุมการรวมกลุ่มทั้งหมดหรือไม่ และรัฐบาลกล้ามีเอกสารรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ว่าจะไม่เดินหน้าต่อในเรื่องนี้” ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าว 

“เรื่องนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งที่พวกเราเรียกร้องว่าจะยกเลิกกฎหมายหรือไม่นั้น ยังไม่มีการเอากฎหมายนี้มาเดินหน้าแน่นอน สิ่งนี้ยังเป็นกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมาย 

ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในฐานะประชาชนคนไทยเหมือนพวกเรา ดังนั้นขอให้ตั้งกลุ่มมาพูดคุยและหาข้อยุติร่วมกัน ต้องดำเนินการตามกระบวนการ สิ่งที่ผมบอกคือถ้าประชาชนไม่เอากฎหมายฉบับนี้ไม่มีทางผ่าน เป็นความจริงใจที่ผมมานั่งตรงนี้  

ยืนยันว่าผมได้ให้ข้อสังเกตกับครม.ไปแล้ว ว่าประชาชนไม่ต้องการกฎหมายฉบับนี้ และคิดว่า พม.คงทราบดี ในเมื่อพี่น้องประชาชนไม่ต้องการกฎหมายฉบับนี้เขาก็ต้องต้องนำไปทบทวน” รมต.อนุชา กล่าวก่อนจะพาคณะผู้แทนรัฐบาลกลับ

“ผู้ชุมนุมได้ร่วมกันปล่อยป้ายผ้าติดลูกโป่งขาวดำที่เขียนคำว่า “หยุดมรดกคสช. หยุดพรบ.ควบคุมการรวมกลุ่ม “ ให้ลอยไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งวางดอกไม้จันทน์บนหน้าป้ายประกาศจับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่นายกที่เร่งออกกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่ม และทำการเผาดอกไม้จันทน์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินกลับไปยังตึกอาคารสหประชาชาติเพื่อปักหลักชุมนุมยืดเยื้อเพื่อผลักดันให้ครมยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่องให้มีกฎหมายองค์กรไม่แสวงหากำไรหรือที่ขบวนนเรียกว่ากฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน” รายงานข่าวจากที่ชุมนุมระบุ

(ภาพ : ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน)

สัญญาณไม่บวก ตั้งแต่ช่วงเช้า

08.00 น. ที่บริเวณหน้าอาคารสำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถ.ราชดำเนิน ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน ได้ตั้งขบวนก่อนเคลื่อนไปยังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และครม. เรียกร้องให้ยกเลิกร่าง กม. ควบคุมการรวมกลุ่มทุกฉบับ 

สมบูรณ์ คำแหง ตัวแทนขบวนฯ ได้มีการเจรจาขอใช้เส้นทางถ.ราชดำเนิน เพื่อเข้าสู่ถนนพิษณุโลกไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำลวดหนามหีบเพลงมากั้นไว้บริเวณแยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่ตำรวจไม่อนุญาตให้ใช้เส้นทาง โดยอ้างว่ามีสถานที่สำคัญอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ขอให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น 

กลุ่มประชาชนจึงได้โปรยใบปลิวข้อความระบุถึงการเรียกร้องให้ ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกเลิกกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มทางสังคมทุกฉบับ ก่อนตัดสินใจเลี่ยงไปใช้เส้นทางถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ผ่านแยกนางเลิ้ง และไปปักหลักรอการยื่นหนังสือหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 

10.00 น.หลังเคลื่อนขบวนถึงหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หนึ่งในตัวแทนขบวนฯ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตำรวจรื้อลวดหนามหีบเพลงและแผงเหล็กกั้นแนวออก เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีและเป็นมิตรในการเจรจาเนื่องจากได้รับการประสานว่าจะมีตัวแทนมาเจรจากับกลุ่มเครือข่ายในเวลา 10.30 น.  

อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมรื้อทางกุลุ่มเครือข่ายจำนวนหนึ่งจึงได้ใช้บันไดไม้ไผ่รื้อลวดหนามหีบเพลงออกเอง ทำให้เกือบเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน แต่ทั้งสองฝ่ายก็สามารถควบคุมสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ปกติได้ 

โดยเลิศศักด์ ยืนยันว่าเราจะไม่ไปหน้าทำเนียบ แต่จะคุยกับตัวแทนรัฐบาลบนสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ด้านตำรวจประกาศอย่าฝ่าฝืนแนวกั้นเข้ามา ซึ่งนายเลิศศักดิ์ขอให้ตำรวจอย่างสร้างสถานการณ์เพื่อขัดขวางการชุมนุม 

บรรยากาศการชุมนุมเริ่มมีฝนลงเม็ดลงมาผู้ชุมนุมต่างนำเสื้อและอุปกรณ์กันฝนมาใส่ จากนั้นได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเคลื่อนแบบมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนถอยร่นลงไปในระยะ 5 เมตร 

(ภาพ : ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน)

ไม่บวกต่อเนื่อง กระทั่งเริ่มเจรจา 

10.30 น. อนุชา นาคาศัย รมว.ประจำสำนักนายกฯ พร้อมด้วย ธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เป็นตัวแทนเจรจากับแกนนำเครือข่ายฯ บนสะพานชมัยมรุเชษฐ์ 

“การที่พวกเรามาชุมนุมและยื่นหนังสือในวันนี้ เนื่องจาก ครม.เป็นฝ่ายริเริ่มร่างกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรไม่แสวงหากำไร  พ.ศ. และกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มทางสังคมทั้งหมด ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ออกมาควบคุมสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชน 

เป้าหมายเดียวของพวกเราคือขอให้ ครม.มีมติยกเลิกกฎหมายนี้ทุกฉบับ และขอให้เป็นข้อตกลงว่า ครม. จะไม่นำร่างกฎหมายนี้เข้ามาพิจารณาอีก ทั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่นายอนุชาออกมารับหนังสือด้วนตัวเอง ถ้าหาก ครม.มีมติออกมาชัดเจน มีการทำหนังสือและข้อตกลงร่วมกันว่าจะยุติร่างกฎมายนี้ เราก็จะยุติการชุมนุมและแยกย้ายกันกลับบ้าน” สุภาภรณ์ มาลัยลอย ชี้แจงในช่วงเริ่มการเจรจา

“โดยส่วนตัวผมมายืนตรงนี้ในฐานะประชาชนและเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรี มีชีวิตเลือดเนื้อและจิตใจเหมือนกับพวกเราทุกคน มีหน้าที่ได้รับมอบหมายคือเป็นตัวแทนมารับเรื่องข้อขัดแย้งทางกฎหมายในวันนี้ ซึ่งต้องพิจารณาว่าการรวมกลุ่มเป็นเรื่องที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างไร เป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดี แต่ยังอาจเห็นไม่ตรงกันหรือยังไม่ได้มีการรับฟังกันร้อยเปอร์เซ็นต์  

ผมมีเจตนาบริสุทธิ์ใจมายืนตรงนี้ อยากขอร้องพวกเราว่าเรายังไม่ได้พูดคุยกันชัดเจนในเรื่องนี้ การให้ผมให้คำตอบ ผมก็ไม่ทราบว่าจะใช้คำพูดอะไร แต่ถ้าพวกเราบอกว่าให้เวลา 1 เดือน แล้วมีการตั้งตัวแทนเข้ามาพูดคุยกัน หากจะเอาคำตอบวันนี้หรือพรุ่งนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไร” รมต.อนุชา กล่าว

“เราไม่ได้เพิ่งแจ้งรัฐบาลในวันนี้วันเดียว เมื่อวันที่ 24 มี.ค. เราได้ยื่นหนังสือต่อ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้มาทำเนียบเพราะเห็นว่ามอบให้ พม. จัดเวทีรับฟังความเห็น เราจึงไปชุมนุมและแสดงความเห็นต่อ พม. และและยื่นหนังสือต่อรมว.พม. ดังนั้นจึงไม่ใช่วันแรกที่เรายื่นหนังสือต่อพวกท่าน 

และข้อเรียกร้องของเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือขอให้ยกเลิกร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มทางสังคมทั้งหมด วันนี้วันที่ 24 พ.ค. เป็นเวลากว่า 2 เดือนมาแล้ว เราคิดว่าต้องได้คำตอบจากรัฐบาล ไม่เช่นนั้นสิทธิเสรีภาพของเราจะอยู่ในเมืองรัฐบาลทั้งหมด เราไม่ได้เร่งรัดท่าน เราแจ้งไว้นานแล้ว เพราะกันตัดสินใจอยู่ที่ทำเนียบเราจึงมาที่นี่ และขอให้ท่านไปหารือกับครม. เราจะปักหลักรอฟังที่นี่จนกว่าจะได้คำตอบ” สุภาภรณ์ กล่าว

“ขอเจรจาอย่างเป็นประชาธิปไตย ผมไม่มีอะไรเคลือบแฝง พยายามจะแก้ไขความเห็นที่แตกต่าง สิ่งนี้ผมอยากเห็นการพูดคุย ผมยังไม่ได้มีเวทีคุยกับพวกเราเลยและการเดินไปสู่จุดหมายเดียวกันน่าจะเกิดขึ้น 

ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา เวลานี้ผมรับข้อเสนอของพวกเราไต่อ ครม. ได้แค่นั้น ส่วนพวกเราจะได้รู้คำตอบหรือไม่นั้น ผมก็จะทำหน้าที่ไปนำเสนอ ครม. ซึ่งยังไม่เคยมีการพูดคุยเป็นวงกว้างในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาเรื่องยังไม่มาถึงผมและครม.” รมต.อนุชา กล่าว

“แปลกใจว่า ครม. มีมติเห็นชอบในกฎหมายนี้  ครม.จึงน่าจะทราบรายละเอียดเป็นอย่างดี  เรายืนยันว่าต้องการคำตอบจาก ครม. เราต้องการการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย เราร่วมเวทีหลายเวทีเพื่อบอกว่าไม่เห็นด้วยแต่ท่านกลับเดินหน้า เราจึงต้องการคำตอบจาก ครม. ในวันนี้ว่าจะเอาอย่างไร และจะรอจนได้รับคำตอบตรงนี้” สุภาภรณ์  กล่าวก่อนจะยื่นหนังสือข้อเรียกร้องของเครือข่ายต่อรมต.อนุชา 

“จะนำไปเสนอต่อ ครม. ส่วนจะมีมติอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  อย่างไรก็ตามวันนี้ที่ประชุมครม.มีวาระการประชุมตามวาระปกติอยู่แล้ว” รมต.อนุชา กล่าว

โดยเครือข่ายฯ ทั้งหมด ยืนยันจะปักหลักรอฟังคำตอบจาก ครม. และจะชุมนุมจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน

(ภาพ : ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน)
(ภาพ : ขบวนคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมการรวมกลุ่มประชาชน)