งานบุญใหญ่ “เพื่อเติมแรงใจ คนสู้เพื่อโขง”

เครือข่ายคนลุ่มโขง7 จังหวัดภาคอีสาน รวมตัวจัดงานบุญใหญ่ “บุญบั้งไฟ” ณ พื้นที่น้ำสองสี “ปากน้ำไชยบุรี” นครพนม เพื่อ “ขอพรพระ คุ้มครองคนลุ่มโขง-สายน้ำโขง” หลังกำลังใจเสียจากสัญญาณลบกระบวนการ “คดีเขื่อนไซยบุรี” ศาลปกครอง 3 พ.ค. 2565

(ภาพ : คสข. / ปรีชา ศรีสุวรรณ)

การกลับมาของงานบุญใหญ่ 

“เครือข่ายชุมชนคนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสานได้เดินทางมารวมตัวกันที่งานบุญบั้งไฟ ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ซึ่งปกติจัดขึ้นในช่วงก่อนงานบุญวิสาขบูชาเป็นประจำทุกปี 

ครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 13-14 พ.ค. 2565 เป็นครั้งแรกที่ได้จัดงานหลังจากต้องหยุดมา 2 ปีจากสถานการณ์โควิดที่แพร่ระบาดในพื้นที่ การจัดงานครั้งนี้ยังดำเนินไปภายใต้มาตรการป้องกันโรคระบาด เช่น การจำกัดจำนวนผู้ร่วมงานไม่เกิน 500 คน จำกัดจำนวนผู้ร่วมขบวนแห่ซึ่งมีทั้งหมด 19 ขบวนจากทุกหมู่บ้านรวมทั้งหน่วยงานและโรงเรียนในพื้นที่

การจัดงานเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นความเชื่อว่าท่านจะคุ้มครองและดูแลลูกหลานให้การจัดงานประเพณีครั้งนี้ให้สำเร็จปลอดภัยลุล่วงไปด้วยดี หลังจากอัญเชิญท่านร่วมขบวนแห่ก็จะนำไปวางที่แท่นประทับภายในบริเวณวัดไตรภูมิซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองไชยบุรีโดยมีหลวงพ่อพระใหญ่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่อยู่คู่ชุมชนมานานราว 214 ปี ตามประวัติการสร้างวัด 

วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2351 คู่กับชุมชนที่มีกลุ่มชาติพันธ์ไทยย้อเป็นส่วนใหญ่ จนภายหลังมีเผ่าลาว และชาวเวียตอพยพมาอยู่ร่วมกันจนถึงรุ่นลูกหลาน สืบต่อกันมาสร้างประเพณีและวิถีชีวิตของชุมชนเรื่อยมา

หลังจากเครือข่ายชุมชนคนลุ่มน้ำโขงได้ถวายชุดสังฆทาน 7 ชุดแทนพี่น้องชาวบ้านทั้ง 7 จังหวัดริมโขง ก็ถึงพิธีไหว้บูชาศาลหลวงปู่ผ่านร่างทรงซึ่งมี 3 องค์ คือ หลวงปู่โต่ง หลวงปู่เฒ่า และหลวงปู่เสน อันเป็นที่นับถือเคารพบูชากันมาตลอดการก่อตั้งชุมชนปากแม่น้ำแห่งนี้ 

ทุกปีลูกหลานที่เดินทางไปทำงานนอกพื้นที่ก็จะกลับมากราบไหว้บวงสรวงบนบาลขอพรหรือแก้บนต่างๆ ผ่านเครื่องถวายต่างๆ ที่จัดเตรียมมาที่สำคัญคือการจุดบั้งไฟถวาย สำหรับศาลหลวงปู่โต่งเป็นที่รับรู้กันว่าบรั่นดีไทยรีเจนซี่คือของไหว้ที่นิยมนำมาถวายในช่วง 10 ปีหลังที่ผ่านมา 

สำหรับพี่น้องเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขงก็เช่นกัน ได้เตรียมชุดพานบายศรีพญานาคสำหรับแม่น้ำ 2 สาย และผลไม้ 9 อย่าง น้ำอัดลม และบรั่นดีไทย จำนวน 3 ชุด เพื่อไหว้บูชาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์” รายงานข่าวจากเครือข่ายระบุ

(ภาพ : คสข. / ปรีชา ศรีสุวรรณ)

ขอพรใหญ่ หลังศาลปกครองแถลงคดีเขื่อนไซยบุรี

“วันนี้ได้ชวนพี่น้องลุ่มน้ำโขงมาร่วมพิธีเพื่อขอพรและบนบานศาลกล่าวและกราบไหว้หลวงพ่อพระใหญ่ รวมทั้งหลวงปู่ทั้ง 3 ถือเป็นการมาเสริมกำลังใจหลังจากร่วมต่อสู้กันมานานนับ 10 ปี 

จนล่าสุดคือการเดินทางไปแถลงปิดคดีที่ศาลปกครอง (3 พ.ค.2565) ซึ่งพี่น้องชาวบ้านได้ร่วมกันยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในปัญหาแม่น้ำโขงจากการสร้างเขื่อน ที่ผ่านมาได้พยายามเก็บข้อมูลผลกระทบต่างๆในพื้นที่เพื่อใช้เป็นหลักฐานเรียกร้องความเป็นธรรม 

วันนี้จึงมาขอพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่นครพนม ให้ท่านเห็นใจลูกหลาน ช่วยดลบันดาลใจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เข้ามาร่วมแก้ปัญหา และให้ท่านช่วยปกปักรักษาอย่าให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้เลย 

เราอัดอั้นตันใจ เราไม่มีที่พึ่งพา เรามาเอากำลังใจจากท่าน ขอให้หลวงปู่ดลบันดาลให้เราได้ชนะคดี ขอให้ไม่มีการสร้างเขื่อนอีก และอยากให้ส่วนราชการรับฟังเราบ้าง” 

อำนาจ ไตรจักร ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสานได้กล่าว หลังจากไหว้บูชาหลวงปู่ทั้ง 3 ศาล เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำโขงจึงร่วมกันลอยพานบายศรีพญานาคลงแม่น้ำทั้ง 2 สายคือแม่น้ำโขงและแม่น้ำสงครามพร้อมทั้งได้จุดบั้งไฟเล็กบูชาท่ามกลางเสียงดนตรีกลองแคนและขบวนเซิ้งที่เริ่มหนาแน่นริมศาลาในช่วงเที่ยง

(ภาพ : คสข. / ปรีชา ศรีสุวรรณ)

หวังเป็นวาระรวมลูกหลานคนลุ่มโขง ขอโครงการเขื่อนยกเลิก

“ถึงสายน้ำจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือแม้แต่สถานการณ์โรคระบาดจะเข้ามา ความเชื่อและความศรัทธาของชาวชุมชนยังเหมือนเดิม ดังเห็นได้จากผู้มาร่วมงานในครั้งนี้ ลูกหลานส่วนหนึ่งได้เดินทางกลับมาจากต่างพื้นที่เพื่อร่วมประเพณี หลังจากต้องอพยพไปหางานทำที่อื่นเพราะอาชีพในพื้นที่ทางด้านเกษตรและประมงมีผลกระทบจากปัญหาความผันผวนของแม่น้ำหลังจากมีเขื่อนถูกสร้างขึ้นทั้งในจีนและลาว 

งานประเพณีบุญบั้งไฟในเดือนหกจึงยังครึกครื้นเหมือนเดิม ตนยังเชื่อว่าการที่แม่น้ำสงครามตอนล่างได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ นั่นอาจเป็นเพราะบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ช่วยดลบันดาล และเขื่อนตอนล่างก็มีแนวโน้มที่จะถูกยกเลิกไป อันนี้ตนเชื่อว่าเป็นพลังของความเชื่อความศรัทธาที่ส่งผลดีให้กับชาวชุมชนเสมอมา” สุนทร สุขคะนนท์ หรือสารวัตรหมู เลขานุการสมาคมพิทักษ์ลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง กล่าว

(ภาพ : คสข. / ปรีชา ศรีสุวรรณ)

กอบศรัทธา มาเป็นความหวัง

“ในช่วงบ่ายบั้งไฟถูกจุดขึ้นมาต่อเนื่องพร้อมๆกับเสียงเพลงและสีสรรจากขบวนแห่สร้างบรรยากาศให้พื้นที่ริมโขงวันนี้ดูคึกคักหลังจากพิธีกรรมประเพณีต้องถูกหยุดไป ความเชื่อและความศรัทธายังคงอยู่เหนียวแน่นต่อชาวชุมชนดั้งเดิมแห่งนี้ 

พ่อสมพร ริมสกุล ลูกหลานชาวจีนที่อพยพมาในอดีตคุยให้ฟังว่า ความเชื่อความศรัทธาเป็นเรื่องของจิตใจ ช่วยส่งเสริมกำลังใจ เขาเชื่อเขาถึงมาและได้รับสิ่งดีๆกลับไป ได้รับพลังใจไปดำเนินชีวิตในแต่ละวัน 

ส่วนไทชายหนุ่มชาวประมงในพื้นที่บอกว่าตนเชื่อและเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่เสมอมา มักจะขอให้ท่านปกป้องดูแลครอบครัว ขอให้ทำมาหากินได้คล่อง ชีวิตตัวเองหาปลามาตั้งแต่มีแค่เครื่องจักรสานก็เลี้ยงครอบครัวได้  แต่ปัจจุบันปลาลดลงทั้งแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสาขา อยากขอร้องให้เห็นคุณค่าธรรมชาติอย่าให้มันถูกทำลายไปมากกว่านี้เลย 

ช่วงเย็นๆบั้งไฟแสนขนาดใหญ่ส่งเสียงกังวาลไปทั่วบริเวณและพุ่งหายขึ้นไปในท้องฟ้าอย่างรวดเร็วนั่นเป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อของลูกหลานที่ได้ร่วมสืบสานงานประเพณีที่ตำบลไชยบุรี เมืองปากแม่น้ำสองสีแห่งนี้ เมืองที่มีหลวงพ่อพระใหญ่ หลวงปู่โต่ง หลวงปู่เฒ่า หลวงปู่เสน เป็นที่เคารพบูชา งานประเพณีได้ถูกจัดขึ้น 2 วันและปิดท้ายด้วยการอัญเชิญพระอุปคุตกลับสู่แม่น้ำโขงเหมือนเดิมเป็นอันเสร็จพิธี และจะถูกจัดขึ้นใหม่ในปีต่อไป” เครือข่ายคนลุ่มโขงฯ รายงาน

ประเพณีความเชื่อความศรัทธาของที่นี่ไม่เคยเลือนหายไป แม้แม่น้ำทั้ง 2 สายกำลังจะผันแปรและเปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างเขื่อนเป็นสำคัญ ห่างออกไปจากปากแม่น้ำแห่งนี้มีโครงการเขื่อนกำลังขับเคลื่อนรอบด้าน ทิศใต้จะมีเขื่อนบ้านกุ่มเกิดขึ้นบนแม่น้ำโขงห่างไปราวๆ 300 กม. ทิศเหนือจะมีเขื่อนปากชม ห่างออกไป 350 กม. และเขื่อนแม่น้ำสงครามที่บ้านนาเพียงห่างออกไป 10 กม. ซึ่งจะมีผลต่อสายน้ำรวมทั้งระบบนิเวศน์ต่างๆในพื้นที่แห่งนี้อย่างหลีกไม่พ้น แม้จะเป็นความกังวลต่อสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงแต่คนลุ่มน้ำโขงและชาวชุมชนไชยบุรีแห่งนี้ยังเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยดูแลปกป้องชุมชนและสายน้ำ สร้างพลังแรงใจให้ร่วมกันต่อสู้กับปัญหาที่จะเข้ามาเพื่อรักษาสิ่งดีๆให้อยู่คู่ชุมชนตลอดไป