“เหมืองหิน-ดินใต้-กฏหมายแร่” : 9 เสียงที่ควรฟัง

9 ทรรศนะน่ารับฟังจากผู้เกี่ยวข้องหลากหลายภาคส่วน ทั้งคนทำสื่อ นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) เยาวชน ครูปอเนาะ และนักกฏหมาย ว่าด้วย “โครงการเหมืองหิน ในพื้นที่ภาคใต้ และปัญหาจากกฎหมายแร่และกลไกราชการที่เกี่ยวข้อง” 

รวบรวม และเรียบเรียงจากรายงานของ “ปิยะโชติ อินทรนิวาส” สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส จากเวที ““พ.ร.บ.แร่ 2560 โอกาสหรือข้อจำกัดของความขัดแย้งการสัมปทานแหล่งหินภาคใต้” ที่จัดขึ้นที่โรงแรมเดอะวัน อ.เมือง จ.สตูล วานนี้ (12 พ.ค.2565) 

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

1. ราชการ ต้นธารปัญหา :  สนธยา แก้วขำ

“ต้นธารของปัญหาคือ ระบบราชการ แต่กลุ่มทุนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ ฝ่ายที่ต้องการให้ทำเหมืองหินเพราะเขามองเห็นภาพใหญ่ว่าภาคใต้กำลังถูกทำให้เดินไปทางไหน ทำไมต้องการผลิตหินเข้าสู่กระบวนการพัฒนามหาศาล ขณะฝ่ายได้รับผลกระทบด้อยอำนาจกว่า”  

สนธยา แก้วขำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสศูนย์ข่าวไทยพีบีเอสภาคใต้

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

2. “ระเบิดหินแบบไม่ให้มีผลกระทบ เป็นไปไม่ได้” ดาราณี วาจิ

“สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหรือปอเนาะที่มีครูอาจารย์ บุคคลกรและนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมรวมแล้วกว่า 1,800 ชีวิต ซี่งส่วนใหญ่มีวิถีผูกพันโรงเรียนเหมือนกับบ้านตนเอง 

วันดีคืนดีมีข่าวว่ากำลังจะมีการระเบิดเขาโต๊ะกรังข้างโรงเรียน ทุกคนก็ตื่นตกใจและกลัวผลกระทบ เคยมีจัดรับฟังความคิดเห็น โดยทั้งนายทุนและข้าราชการยืนยันว่าจะระเบิดหินแบบไม่ให้มีผลกระทบเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ พวกเราจึงต่อสู้กันมาแล้วกว่า 5 ปี

เรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แค่นี้ยังไม่เพียงพออีกหรือคะ ทำไมเราต้องมาทำอุตสาหกรรมเหมืองหินเพื่อทำร้ายโลกเราเพิ่มขึ้นไปอีก” 

ดาราณี วาจิ อาจารย์โรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ จ.สตูล

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

3. “กระทบหนักแน่ ทุเรียนนราฯ” อารีฟัน โซ๊ะ 

“ชาวบ้านทราบเรื่องให้สัมปทานเหมืองหินเขาลาเมาะ ต.ลาโละ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส มาตั้งแต่ปี 2564 มี 4 หมู่บ้านได้รับผลกระทบโดยตรง และชาวบ้านอีกจำนวนมากได้รับผลกระทบด้วย แม้เราจะรับรู้เห็นแค่ 5 วันก่อนจัดเวทีรับฟังความ แต่ตอนนี้มีชาวบ้านกว่า 1,000 ชีวิตเข้าร่วม ซึ่งส่วนใหญ่คัดค้านสัมปทานเหมืองหินแน่นอน

ถ้าให้ระเบิดหินภูเขาลาเมาะ ส่วนทุเรียนและผลไม้ชื่อดังของนราธิวาสได้รับผลกระทบอย่างหนักแน่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ซึ่งมีการสำรวจแล้วเฉพาะใน 4 หมู่บ้านที่ต้องรับกระทบโดยตรงมีกว่า 3,000 คน และแทบทั้งหมดไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมาเคยมีกระบวนหรอกให้ชาวบ้านร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างไม่รู้ตัวมาแล้ว” 

อารีฟัน โซ๊ะ เครือข่ายเยาวชนพิทักษ์เขาลาเมาะ จ.นราธิวาส

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

4. “ไม่ใช่แค่นราธิวาส ปรากฏการณ์ใช้เงินฟาดหัว” สมบูรณ์ คำแหง

“ปรากฏการณ์ใช้กลโกงเพื่อให้เหมืองหินเขาลาเมาะที่ จ.นราธิวาส ผ่านการอนุมัติเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วภาคใต้ ในพื้นที่อื่นๆ ยังมีใช้เงินฟาดหัวด้วย แล้วก็มีการต่อสู้กันมาหลายสิบปี มีข่าวใหญ่โตถึงความขัดแย้งและถึงขั้นสังหารกันแบบเลือดนองแผ่นดินมาก็มากแล้ว 

ส่วนที่สตูลบ้านผมก็กำลังเกิดปัญหาใหญ่ทั้งที่ 4 อำเภอของ จ.สตูล ได้รับการขึ้นทะเบียนอุทยานธรณีโลกไปแล้ว แต่นายทุนกลับยังไม่เลิกขอสัมปทานเหมืองหิน

สตูลควรเป็นจังหวัดแรกของประเทศที่ต้องทบทวนเพื่อนำไปสู่การยกเลิกเหมืองหิน เพราะได้รับประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลกไปแล้ว แต่กรณีเขาโต๊ะกรังชายขอบที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่อุทยานธรณีโลกก็ยังเป็นข่าวใหญ่อยู่ ที่ผ่านมามีการอ้างจากนายทุนว่าจะให้เลิกได้อย่างไร พวกเขาใช้เงินทุ่มลงไปแล้วกว่า 50 ล้านบาท 

ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสัมปทานเหมืองหิน เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและเกิดความเป็นธรรมกับประชาชนทุกภาคส่วน” 

สมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) 

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

5. “คือกลโกงในพื้นที่ ที่ราชการกอดคอทุน” อับดุลก๊อฟฟา หลีเยาว์ 

“การขอประทานบัตรเขาโต๊ะกรังเริ่มปี 2539 และชาวบ้านก็รับรู้ถึงกลโกงมาตลอด โดยเฉพาะมีการใช้ระบบราชการที่ลงไปถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นแขนขา พยายามอ้างว่าเป็นกลาง แต่จริงๆ แล้วเอียงกระเท่เล่ห์เข้ากับฝ่ายนายทุน 

ตอนนี้ใช้ พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ปี 2560 แล้วก็ยังเหมือนเดิม มีการจัดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน แต่กลับพยายามกีดกันชาวบ้านฝ่ายคัดค้านออกตลอดเวลา แม้เขาโต๊ะกรังจะอยู่ชายขอบพื้นที่อุทยานธรณีโลก แต่ไม่ใช่ไม่มีแหล่งโบราณคดีสำคัญ ที่ผ่านมาก็มีการค้นพบแล้วจำนวนมาก

ผมกล้าระบุอย่างไม่กลัวเลยว่า กลไกราชการ คือตัวปัญหาสูงสุด ความจริงต้องทำหน้าที่เพื่อสังคมส่วนรวม หรืออย่างน้อยต้องเป็นกรรมการกลาง แต่กับทำเป็นตรงกันข้ามไปเสียทั้งหมด กลับไปเข้าทางกลุ่มนายทุนที่ต้องการสัมปทานเหมืองหิน มีการข่มขู่ชาวบ้านแบบที่รับรู้กันทั่วไป ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อนายทุน” 

อับดุลก๊อฟฟา หลีเยาว์ กลุ่มอนุรักษ์เขาโต๊ะกรัง จ.สตูล

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

6. “กฏหมายแร่ เปิดช่องเละ” เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

“ในภาพรวม ปัญหาเหมืองหินกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วประเทศ ไม่เฉพาะที่ภาคใต้เท่านั้น 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้สร้างปัญหามาตั้งแต่อดีตกาล ปี 2538 มีการนำกฎหมายแร่มาบังคับใช้กับการทำเหมืองหิน ตอนแรกสังคมคิดว่าจะแก้ปัญหาห่วงโซ่สัมปทานบ้าง แต่การให้มีคณะกรรมการกำหนดแหล่งหิน สุดท้ายกลับกลายไปสู่การเอาใจอุตสาหกรรมก่อสร้าง มากกว่าที่เน้นพิทักษ์หรือปกป้องผลประโยชน์ประชาชน ยิ่งหลัง ๆ มีการกำหนดพื้นที่ให้ทำเหมืองหินได้แบบไม่ดูตาม้าตาเรือเอาเลยด้วย”

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ 

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

7. “ข้อมูลโบราณคดีใช้สู้ได้ แต่..” นิวัฒน์ วัฒนยมนาพร 

“ผมจบและเป็นอาจารย์สอนด้านคณิตศาสตร์ เมื่อลุกขึ้นสู้ก็ต้องศึกษาเรียนรู้จริงจัง และเมื่อมีข่าวให้สัมปทานเหมืองหินเขาหน้าวังหมีที่ ต.ทับปริก อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ จึงได้ยกความเป็นแหล่งโบราณคดีเก่าแก่ โดยเฉพาะมีการขุดพบโครงกระดูกโบราณและข้าวของเครื่องใช้โบราณมาเป็นเครื่องมือต่อสู้ 

ที่ผ่านมาได้ร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและกรมศิลปากรต่อสู้จนได้รับชัยชนะเบื้องต้นไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้เลิกระเบิดภูเขาหิน จ.กระบี่ ได้อย่างเด็ดขาด

อยากฝากทุกคนว่าความเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญนำมาเป็นเครื่องมือต่อสู้ได้ โดยต้องมีการสำรวจอย่างเป็นวิชาการ และมีการถ่ายภาพเก็บไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาเป็นหลักฐานสำคัญคัดง้างสัมปทาน เพราะการต่อสู้ในศาลต้องการหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ผมกับเพื่อนที่ร่วมสู้กันมาไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรก็ถูกฟ้องมาแล้วว่าบุกรุกพื้นที่นายทุน แต่สุดท้ายเราชนะทั้งหมดทุกคดี” 

นิวัฒน์ วัฒนยมนาพร กรรมการที่ปรึกษาหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น จ.กระบี่

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

8. “ประชามติจัดได้แต่โครงการควรเป็นคนจ่าย” เฉลิมศรี ประเสริฐศรี 

“มูลนิธิได้ช่วยทำคดีการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเกี่ยวกับแหล่งแร่และเหมืองหินทั่วประเทศมากมาย 

สำหรับภาคใต้สัมปทานหินเขาคูหา ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมาก มีการระเบิดหินบนภูเขาไปแล้วมากมาย แต่ช่วงกำลังจะต่ออายุชุมชนได้ลุกขึ้นสู้ แม้จะไม่เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญ แต่ชุมชนลุกสำรวจทรัพยากรและความเป็นแหล่งสำคัญด้านต่างๆ ซึ่งเวลานี้ได้รับชัยชนะทางศาลไปแล้วก็จริง แต่ยังต้องถือว่าชนะแบบไม่เบ็ดเสร็จ เพราะเพียงแต่หยุดการระเบิดเขาต่อได้ แต่สัมปทานที่นายทุนถือไว้ยังมีชีวิตอยู่

การจัดเวทีรับฟังเหมืองหิน จ.นราธิวาส ที่มีขึ้นมีทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนก็ได้ให้การช่วยเหลือ ตอนนี้ชาวบ้านก็กำลังลุกขึ้นสู้อย่างมีพลัง อยากบอกว่าชาวบ้านมีสิทธิ์ลุกขึ้นทำประชาคมรับฟังความเห็นได้ ซึ่งตามกฎหมายเราก็สามารถผลักดันให้ทำประชามติได้ แต่ต้องให้กลุ่มทุนรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาหาทางผลักดันกันต่อไป”

เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

(ภาพ :สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคใต้ ไทยพีบีเอส)

9. “ทบทวนด่วนทั้งระบบ พื้นที่ให้สัมปทาน” สุทธิเกียรติ คชโส 

“ตาม พ.ร.บ.แร่ ปี 2560 มีการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการแร่ไว้ชัดเจน แม้มาตรา 17 และ 19 กำหนดว่าเขตให้สัมปทานหินได้หรือไม่ได้ ซึ่งมีหลายประเภท อาทิ เขตอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมถึงแหล่งโบราณสถาน เป็นต้น 

เรื่องนี้ต้องมีการทบทวนพื้นที่สัมปทานหรือกำลังจะให้สัมปทานกันอย่างเป็นระบบ แต่กลับไม่มีการทบทวนอะไรเลย จึงนำไปสู่การเปิดช่องโหว่มากมาย” 

สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม