กระแส “ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน”

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

1.

ตอนนี้กระแสต่อต้านการยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน กระจายเร็วยังกับไฟลามทุ่ง คำว่ายกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้านที่คุณธนาธรพูดออกมา สร้างความตระหนกให้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านไม่น้อย มีการวิพากษ์วิจารณ์และก่นด่าคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลอย่างออกรสชาด ทั้งในระบบออนไลน์และออนไซต์ 

ทำไมกระแสต่อต้านการยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้านถึงได้ถูกจุดขึ้นมา และทำไมเราถึงเห็นมีแต่กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ออกมาโวยวาย ทั้งๆ ที่คุณธนาธรพูดถึงทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอด้วย อีกทั้งทำไมก่อนหน้านี้มีการรณรงค์กระกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างคึกคัก แต่ผู้ว่าฯ นายอำเภอก็เงียบๆ ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร

อย่างไรก็ตามคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลก็แสดงรู้สึกแปลกใจออกมาเหมือนกัน ว่าทำไมคำพูดของคุณธนาธรถึงได้สะเทือนได้มากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่คณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลก็ไม่ได้มีอำนาจจะไปแก้กฎหมายอะไรได้ และอะไรที่ถูกเสนอเข้าสู่สภาก็มักจะถูกตีตกเสมออยู่แล้ว

(ภาพ : 77 ข่าวเด็ด)

2.

เราต้องยอมรับว่าท่าทีที่แสดงออกร่วมกันของกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศ สร้างความกระเพื่อมให้แก่สังคมได้ไม่น้อย เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากและยังมีมวลชนอยู่ในมืออีกมหาศาล 

จากข้อมูลของกรมการปกครองพบว่า ทั่วประเทศมีอัตรากำลังทั้งหมด 291,244 คน แบ่งเป็น กำนัน 7,036 คน ผู้ใหญ่บ้าน 67,619 คน แพทย์ประจำตำบล 7,036 คน สารวัตรกำนัน 14,072 คน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีก 194,491 คน หากนับมวลชนที่กำนันผู้ใหญ่บ้านคุมได้หรือขอความร่วมมือได้ด้วยแล้ว คงมีจำนวนเกินกว่า 10 ล้านคนเลยทีเดียว 

เมื่อฐานมวลชนของกำนันผู้ใหญ่บ้านมีมากเช่นนี้ ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลและผู้มีอำนาจในกระทรวงมหาดไทยทุกยุคสมัย จึงพยายามเอาใจและดึงเอามาเป็นพวก หรือไม่ก็ต้องคุมให้อยู่หมัด อีกนัยยะหนึ่งคือ หากใครดึงกลุ่มคนเหล่านี้มาไว้ในมือได้ ย่อมมีโอกาสใช้เป็นฐานสนับสนุนทางการเมือง 

การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เป็นตัวอย่างสำคัญ เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้าน พร้อมใจกันระดมคะแนนเสียงเทให้จนพรรคพลังประชารัฐ (ถูกผู้ว่า นายอำเภอบีบให้ต้องทำคะแนนให้พรรคพลังประชาชารัฐ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) จนทำให้พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนจำนวนมาก และหลังจากนั้นก็ใช้เลห์เหลี่ยมทางการเมืองทำให้ตนเองได้เป็นรัฐบาล แล้วนำพาให้ประเทศตกต่ำมาจนถึงตอนนี้ ปัญหานี้กำนันผู้ใหญ่บ้านมีส่วนเสริมให้เกิดไม่มากก็น้อย แม้ไม่ได้เจตนา 

แล้วกำนันผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างไร? กำนันผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ถูกเอาไปไว้ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าฯ นายอำเภอ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2456 บัญญติให้กำนันผู้ใหญ่บ้านมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย แต่มีวาระการดำรงตำแหน่ง อีกทั้งไม่ใช่ทั้งข้าราชการการเมือง และไม่ใช่ข้าราชการประจำ 

โดยหมวดที่ 3 บัญญัติให้กำนันผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมทุกเรื่อง ปฏิบัติงานทั้งการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในชุมชน และเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน นับตั้งแต่ไล่จับโจรยันหมอรักษาไข้ ในทางปฏิบัติกำนันผู้ใหญ่บ้านจึงมีหน้าที่ทั้งครอบคลุมและคลุมเครือ บางทีเป็นลูกน้องให้ปลัดอำเภอ บางทีก็เป็นผู้ให้บริการ แต่บางทีต้องยืนหน้ามวลชนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

(ภาพ : มติชนสุดสัปดาห์)

3. 

สาเหตุที่กระแสต่อต้านการยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้านถึงได้ถูกจุดขึ้นมาตอนนี้ มีคนวิเคราะห์ว่าเป็นการตอบโต้ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ไม่พอใจกับกระแสสังคมที่กำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยมีคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลที่ส่งเสียงดังกว่าใครเพื่อน 

ซึ่งหากการกระจายอำนาจเป็นจริงขึ้นมา คนที่จะเสียผลประโยชน์มากที่สุดคือผู้บริหารระดับใหญ่ๆ ของส่วนราชการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งกลุ่มที่อยู่ภายใต้กำกับของของผู้ว่าราชการจังหวัด 

เป็นเวลานานแล้วที่ผู้บริหารใหญ่ๆ เหล่านั้นมีทั้งเงิน อำนาจ และกำลังคนอยู่ในมือ หากแต่ผลงานกลับเป็นที่กังขาเสมอ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาอยู่สุขสบาย มีค่าตอบแทนที่มั่นคงและยังคงเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ ไม่ว่าประชาชนจะยากดีมีจนเพียงใดก็ตาม และไม่ว่าผลงานจะย่ำแย่เพียงใดก็ตาม 

ขอยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 รัฐบาลมีนโยบายออกเอกสารอนุญาตให้คนทำกินในที่ดินในเขตป่าในรูปแบบ คทช. โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจอนุญาต เรื่องนี้เป็นปัญหาที่มีประชาชนเดือดร้อนมากกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ ผ่านมาจนถึงปี 2564 ปรากฏว่าทั่วประเทศยังไม่มีผู้ว่าฯ คนไหนดำเนินการจริง ๆ จนนายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ยังเคยขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดออก คทช. แต่ไม่เคยมีใครสนใจอยู่ดี

ดังนั้น เมื่อสังคมออกมาเรียกร้องให้ลดทอนอำนาจและเงินของพวกเขา พวกเขาก็ย่อมไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อปรากฏคำพูดของคุณธนาธรที่เสนอว่าให้มีการยกเลิกกำนันผู้ใหญ่าบ้านด้วย กระแสต่อต้านก็ถูกจุดขึ้นมาทันที และส่งต่อให้กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้านส่งเสียงแทน 

อย่างไรก็ตาม ทั้งอาจารย์ปิยบุตรและคนในพรรคก้าวไกลก็ได้ชี้แจงแล้วว่า คณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลไม่ได้มีเป้าหมายยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน สิ่งที่เป็นสาระสำคัญในการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น คือเรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ และกระจายกำลังคนไปยังท้องถิ่น 

ซึ่งการขับเคลื่อนครั้งนี้ ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สว. ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย โดยมีความคิดที่ตรงกันว่า การกระจายอำนาจจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติได้มากกว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนมีพื้นฐานมากจากการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น โดยกระจายทั้งงบประมาณสำหรับการพัฒนาด้านต่างๆ อำนาจตัดสินใจทำสิ่งที่ประชาชนต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องรอฟังแต่ส่วนกลาง เช่น ถ้าจะสร้างสะพานข้ามลำห้วยที่อยู่ในป่า นายก อบต.หรือเทศบาล ก็สามารถตัดสินใจได้ทั้งการอนุมัติโครงการและอนุญาตให้ก่อสร้างในเขตป่า โดยไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากกรมป่าไม้

คุณธนาธรได้พูดคำว่าให้ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้านจริง แต่เขาก็ไม่ได้มีอำนาจเขียนกฎหมาย และข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้อยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังรณรงค์ในขณะนี้ 

แต่สิ่งที่กำนันผู้ใหญ่บ้านควรจะให้ความสนใจมากกว่าคือ คำพูดของนายไพศาล พืชมงคล คนที่อยู่กับฝ่ายอนุรักษ์นิมยมมาโดยตลอดและยังสนิทกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับบอกว่าเห็นด้วยกับคุณธนาธร ซ้ำยังอธิบายปัญหาส่วนราชการทับซ้อนกันชัดเจนกว่าที่คุณธนาธรพูดเสียอีก โดยเฉพาะเน้นว่ามีจำนวนล้นเกิน และมีอำนาจทับซ้อนกันไปมา ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แล้วสรุปว่าให้ยกเลิกทั้งอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน (รายละเอียด)

ในขณะที่มีคนกำลังตั้งประเด็นต่อตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เรายังไม่เห็นกำนันผู้ใหญ่บ้านหรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ออกมาโต้แย้งด้วยการนำข้อมูลและเหตุผลมาหักล้าง (ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของคุณธนาธรหรือคุณไพศาล) ว่าข้อมูลเหล่านั้นมันไม่ถูกต้องอย่างไร

แม้จะมีคำสัมภาษณ์ของนายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่น่าฟัง (รายละเอียด) ผมกลับคิดว่าข้อเสนอของ นายอุเทน ชาติภิญโญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. หมายเลข 17 ยังน่ารับฟังมากกว่า โดยเสนอว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้ยกเลิก แต่ต้องปฏิรูปหลักคิด ปรับอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่ ที่ปัจจุบันยึดติดระบบราชการ จนกลายเป็นการบริหารแบบบนลงมาล่าง ให้เปลี่ยนเป็นจากล่างขึ้นบน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม (รายละเอียด)

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งตำบลนาคอเรือ ทำหนังสือถึงนายกฯ ค้านโครงการผันน้ำยวม ระบุกังวลใจ 5 ข้อ เครือข่ายภาคประชาชน-สิ่งแวดล้อมแม่ฮ่องสอนแนะยกเลิก EIA ฉบับร้านลาบ วิจารณ์แซดประชาชนเข้าถึงข้อมูลยากหลัง สผ.แจ้งต้องจ่ายค่าถ่ายเอกสาร-รับรองสำเนานับหมื่นบาท (ภาพ : ไทยโพสต์)

4.

เอาเฉพาะเรื่องปัญหาที่ดินในเขตป่าที่ ทั่วประเทศมีประมาณ 13 ล้านไร่ ทุกรัฐบาลบอกรับปากว่าจะแก้ไข แต่เมื่อจะลงมือจริงๆ ปรากฏว่าติดขัดระเบียบและข้อกฎหมายจำนวนมาก ทั้งยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซับซ้อนโยงใยเต็มไปหมด กลไกปกติที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้นจึงเอามาใช้ทำงานจริงไม่ได้ แม้แต่รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้เวลากว่า 7 ปีแล้ว ยังไม่สามารถแก้ได้ แต่หากกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ให้นายก อบต. หรือเทศบาล หรือ อบจ. มีอำนาจอนุญาต ปัญหาเหล่านี้ก็จะถูกแก้ไขและตรวจสอบภายในท้องถิ่น เชื่อว่าภายในไม่เกิน 5 ปี ปัญหานี้จะถูกจัดการได้จนหมด  

ความจริงแล้ว สถานะของกำนันผู้ใหญ่บ้าน คือ คนที่อยู่ตรงกลางระหว่างประชาชนกับราชการ คือ เป็นคนที่คอยประสานและรับหน้าทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย มืออีกข้างอยู่ฟากชาวบ้าน แต่มืออีกข้างก็ต้องทำงานกับส่วนราชการ มีงานหน้าตักมากมาย แต่ได้ค่าตอบแทนแบบอาสาสมัคร 

ในสถานการณ์ที่สังคมกำลังยื้อกันระหว่างฝ่ายหัวก้าวหน้ากับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทั้งสองฝ่ายต่างอยากได้กำนันผู้ใหญ่บ้านมาเป็นมวลชนทั้งนั้น โดยฝั่งหัวก้าวหน้าก็ต้องการความร่วมมือจากกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อทำให้บ้านเมืองพัฒนาไปข้างหน้าได้ ในขณะเดียวกันฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็ต้องการหล่อเลี้ยงกำนันผู้ใหญ่บ้านไว้เป็นกำแพงปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขาไว้ 

ดังนั้น กำนันผู้ใหญ่บ้าน จำเป็นต้องตั้งสติและคิดให้รอบด้าน คิดให้ลึกๆ ว่าคุณอยากให้ลูกหลานอยู่ในสังคมแบบไหน