รางวัลหมู่บ้านก่อการดี ดีจริงหรือ

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : อบต.แม่นาเติง แม่ฮ่องสอน)

1. 

“หมู่บ้านก่อการดี” แค่ชื่อก็เชื่อว่าอาจทำให้หลายท่านนึกขันในใจ หรือเกิดหลากหลายความรู้สึก แต่มีหลายมุมที่ผมอยากชวนคิดต่อเรื่องนี้ครับ

“เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็จะครบกำหนดสมัครชิงเงินรางวัลหมู่บ้านก่อการดี ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว (15 พฤษภาคม  2565) สำหรับปีนี้เป็นครั้งที่ 5 โดยมีเงินรางวัลสูงสุดจำนวน 15,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน มากกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งมีหลักเกณฑ์การประกวด 3 ประเภทคือ

  1. หมู่บ้านที่มีคะแนนระดับดี ได้รับรางวัลหมู่บ้านละ 5,000 บาท 
  2. หมู่บ้านที่มีคะแนนระดับดีเด่น ได้รับรางวัลหมู่บ้านละ 10,000 บาท  
  3. หมู่บ้านที่มีคะแนนดีเลิศ ได้รับรางวัลหมู่บ้านละ 15,000 บาท  

สำหรับประเด็นที่เป็นทั้งเงื่อนไขและเนื้อหาสำหรับพิจารณา คือ ไฟป่า การจัดการขยะ และการจัดการโควิด” ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับท่านที่ไม่คุ้นกับรางวัลนี้

การจัดประกวดดังกล่าวนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการต่างๆ อย่างแข็งขัน อาจเป็นเพราะชื่อรางวัล ประเด็นร่วมสมัย และที่สำคัญคือ จำนวนเงินรางวัลรวมที่มีมากกว่า 4 ล้านบาท

(ภาพ : อบต.แม่นาเติง / อบจ.แม่ฮ่องสอน)

2.

ผมรู้ข่าวว่ามีการจัดทำโครงการประกวดหมู่บ้านก่อการดีนี้มาสองสามปีแล้ว แต่ก็เป็นข่าวที่ค่อนข้างเงียบอยู่ ผมเองก็ไม่เคยเอามาคิดอย่างจริงจังว่ามันจะเป็นยังไง แต่พอไกล้ครบกำหนดเส้นตายก็เห็นประกาศนี้เด้งขึ้นมาที่หน้าเฟสบุ๊คบ่อยครั้งขึ้น ผมจึงเปิดอ่านและคิดทบทวนในหลายๆ แง่มุม

ผมรู้จักนายก อบจ. แม่ฮ่องสอน คนปัจจุบันจากงานประชุมบางครั้ง เคยแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการแก้ไขปัญหาของแม่ฮ่องสอนเพียงครั้งเดียว โดยส่วนตัวก็ถือเป็นคนที่น่าชื่นชมพอสมควร บทความนี้หากมีตรงไหนที่พาดพิงถึงหรือวิพากษ์วจารณ์ ผมก็พูดถึงในเชิงหลักการเท่านั้น ไม่ได้เจตนาพูดถึงตัวบุคคล เพราะผมไม่ได้รู้จักกับนายก อบจ. และบุคคลากรที่เกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัว

ลองจินตนาการณ์ถึงหน้างานของปัญหาไฟป่า ขยะ และเชื้อไวรัสโควิด ผมคิดว่าเงินก้อนนี้ควรถูกนำมาใช้ขณะที่เกิดปัญหา สิ่งที่ผู้นำชุมชนและชาวบ้านต้องการจริงๆ ไม่ใช่รางวัลหลังจากทำงานเสร็จแล้ว หากแต่เป็นงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายเพื่อรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่ชาวบ้านเผชิญจริง เช่น ค่าอาหาร น้ำ น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับตรวจป่าและดับไฟป่า เงินซื้ออุปกรณ์จัดการขยะ ยา เครื่องมือทางการแพทย์และเบี้ยเลี้ยงสำหรับ อสม.และอาสาสมัคร ที่ทั้งเสี่ยงและขาดรายได้ เป็นต้น 

ซึ่งเงินกว่า 4 ล้านบาทตามโครงการนี้ เมื่อนำมาเฉลี่ยจะได้หมู่บ้านละประมาณ 10,000 บาท ดังนั้น หาก อบจ. เพิ่มงบประมาณเข้าไปอีกหน่อยและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถทำอะไรได้มากกว่าการเป็นเพียงแค่เงินรางวัลสำหรับบางหมู่บ้านเท่านั้น 

(ภาพ : อบต.แม่นาเติง แม่ฮ่องสอน)

3.

ประเด็นที่เอามาเป็นเงื่อนไขให้รางวัล ไม่ว่าจะเป็นการจัดการไฟป่า การจัดการขยะ การจัดการโควิด ความจริงแล้วงานเหล่านี้เป็นภาระกิจที่มีหน่วยงานรัฐรับผิดชอบเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว โดยเรื่องไฟป่าเป็นหน้าที่หลักของหน่วยงานด้านป่าไม้และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่องขยะก็เป็นหน้าที่หลักของ อบต.หรือเทศบาล สำหรับเรื่องโควิด ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข 

ผมไม่ได้หมายความว่าประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านจะต้องมาร่วมความรับผิดชอบด้วย แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ ภาระกิจในการแก้ไขปัญหาถูกผลักมาให้ชาวบ้านต้องดูแลจัดการกันเอง ที่ร้ายกว่านั้นคือหากพื้นที่ใดมีปัญหา เช่น เกิดไฟป่ามากกว่าที่อื่น มีปัญหาขยะ หรือเชื้อโควิดระบาดมาก ผู้นำชุมชนและชาวบ้านจะถูกกดดันจากหน่วยงานต่างๆ ในขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจริงๆ ก็เพียงแค่ทำผ่านๆ 

ผมคิดว่าการที่หน่วยงานรัฐต่างพร้อมใจกันตั้งรางวัลดังกล่าวนี้ เป็นการตอกย้ำให้ประชาชนจำต้องยอมรับว่า ปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ชาวบ้านต้องก้มหน้าดูแลรับผิดชอบกันเอง คนต้องยอมรับว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ต้องทำอะไรก็ได้ โดยการพร่ำบอกว่าพลเมืองดีจะต้องทำหน้าที่บรรดาที่หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบละเลย ทั้งๆ ที่ความจริงประชาชนได้จ่ายภาษีให้หน่วยงานเหล่านั้นไปดำเนินการหมดแล้ว 

ผมรู้จักกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหลายคน พวกเขาเล่าให้ฟังว่าในการเตรียมการเพื่อส่งหมู่บ้านเข้าร่วมประกวดนั้น มีค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินรวงวัลที่ได้รับเสียอีก และนั่นทำให้หมู่บ้านจำนวนมากไม่ส่งเข้าประกวด แม้จะมีโอกาสได้ก็ตาม ในขณะที่หลายหมู่บ้านไม่สนใจเข้าร่วมประกวด เพราะมีเงื่อนไขว่าจะต้องสามัคคีและมีส่วนร่วม ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนมีความขัดแย้งและปัญหาการเมืองภายใน บางหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถขอความร่วมมือจากชาวบ้านตามที่หน่วยงานต้องการได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

(ภาพ : อบจ.แม่ฮ่องสอน)

4.

การมอบรางวัลสำหรับปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้ว ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือความเคลื่อนไหวในเชิงบวกต่อคนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการขยายผลเพื่อต่อยอดเป็นนโยบาย ที่จะนำไปใช้ในภาพรวมของจังหวัด

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็แล้วแต่ ถ้าหากหน่วยงานรัฐจะประกาศมอบรวงวัลให้แก่หมู่บ้านที่ทำความดี แล้ว ทำให้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ต้องรับผิดชอบหรือรับผิดชอบน้อยลงกว่าที่ควรเป็น นั่นเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้อง

ที่สำคัญคือ เงินก้อนนี้เป็นเงินภาษีของประชาชน ที่รัฐบาลจัดสรรลงมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดผ่านมือ อบจ. ผมคิดว่าการแจกจ่ายลงมาในลักษณะที่เป็นรางวัลทำความดีที่ไม่เท่ากันนั้นไม่น่าจะเหมาะสม ชุมชนที่ต้องการใช้งบประมาณไม่ได้มีมีเพียงหมู่บ้านพร้อมส่งประกวดเท่านั้น แต่ต่างก็ประสบปัญหาเหมือนกัน บางหมู่บ้านเผชิญปัญหามากกว่าด้วย ดังนั้น เงินก้อนนี้ควรจะถูกกระจายให้แก่ทุกชุมชนยอย่างเท่าเทียมกัน และกระจายลงมาขณะที่ผู้นำชุมชนและชาวบ้านกำลังรับมือกับปัญหา แทนที่จะเป็นการส่งใบสมัครประกวดพร้อมชี้แจงคุณงามความดีที่ทำมาเพื่อลุ้นเงินรางวัลตอนท้าย ควรเป็นสิทธิของทุกหมู่บ้านที่ประสบปัญหา เพียงแค่แจ้งความประสงค์และชี้แจงเหตุผลความจำเป็นมาก็น่าจะเพียงพอที่จะได้รับงบแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความดี