ม่อนแจ่ม ไม่แจ่ม

ปัญหาของม่อนแจ่มเกี่ยวข้องกับเราไหม

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : chakhaoden.com / นิวัตร ธาตุอินจันทร์)

1.

ช่วงสายของวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ม่อนแจ่ม ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 300 กว่าคน เดินเท้าฝ่าแสงแดดที่ร้อนระอุ จากที่ทำการ อบต.แม่แรม ไปยื่นหนังสือต่อนายอำเภอแม่ริม เพื่อให้แก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดิน เป็นปัญหาที่แผดเผาให้ชาวบ้านต้องทุกข์ร้อนไม่แพ้แสงแดดที่พวกเขาฝ่าไป  (รายละเอียด)

และทันทีที่ออกเดินเป็นขบวนแบบนี้ ก็ทำให้ชาวบ้านต้องเสี่ยงกับบรรดากฎหมายที่รัฐมักใช้จัดการกับคนที่ออกเรียกร้องต่อพวกเขา 

แต่สำหรับคนชายขอบที่ต้องทำมาหากินด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ว่าแดดจะเผาและสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีเพียงใด นั่นก็คงไม่น่ากลัวเท่าปัญหากับปากท้องและหนี้สินที่พวกเขาต้องแบกรับ 

ผมคิดว่าเป็นธรรมดาหากคนเราถูกกดดันจนเกินทนไหว ก็ย่อมพร้อมที่จะหันกลับมาตอบโต้ ดังนั้น การที่ใครสร้างปัญหาลงไปทับถมเขาทุกวัน กดดันเขาในทุกทาง แต่เขายังคงเงียบๆ ก็อย่าคิดไปเองว่าเขาจะยอมก้มหัวให้เสมอไป

(ภาพ : chakhaoden.com / นิวัตร ธาตุอินจันทร์)

2.

ประเด็นที่เป็นปัญหาของชาวม่อนแจ่ม ซึ่งมีทั้งคนม้งและคนเมือง คือ ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้ฝ่ายป่าไม้เอา พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เรื่องห้ามบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เรื่อง การอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงอาคาร มาอ้างบังคับไล่รื้อและจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านที่สร้างบ้านอยู่อาศัยและโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว

ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ชาวบ้านมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 

1) ให้หยุดการจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านม่อนแจ่ม โดยทันที และดำเนินการพิสูจน์สิทธิในที่ดินชาวบ้าน  ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 เรื่องแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน  

2) ให้จัดทำแผนแม่บท (Master Plan) การบริหารจัดการพื้นที่ม่อนแจ่ม ตามข้อเสนอของหน่วยงานรัฐเอง ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  

3) ให้หยุดใช้พระราชบัญญัติควบคุม และพระราชบัญญัติโรงแรมดำเนินคดี โดยเลือกปฏิบัติกับชาวบ้านผู้ประกอบการให้บริการที่พักนักท่องเที่ยว 

จะเห็นข้อเรียกร้องที่ 3 ข้อข้างต้นนี้ ไม่มีอะไรเกินเลยไปจากสิ่งที่พวกเขาควรได้รับ ทั้งยังเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐมีหน้าที่จะต้องทำให้แก่ชาวบ้าน เช่น การพิสูจน์สิทธิและการจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการร่วมกัน โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่องห้ามเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อชาวม่อนแจ่ม ซึ่งผมคิดว่าจริงๆ แล้วประเด็นนี้ควรเป็นวาระสำหรับคนชนบททั้งประเทศที่จะต้องเรียกร้องต่อรัฐอย่างจริงจัง ซึ่งผมจะกล่าวถึงเหตุผลในลำดับถัดไป

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

3. 

แล้วปัญหาที่ชาวบ้านม่อนแจ่มออกมาเสี่ยงเรียกร้องครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับคนไทยทั่วๆ ไปไหม เกี่ยวข้องอย่างไร และคนอย่างเราๆ ควรต้องหันมาสนใจฟังไหม ?

ปัจจุบันมีคนในสังคมไทยที่ถือครองที่ดินทำกินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์จำนวนหลายล้านคน จากข้อมูลของกรมป่าไม้ พบว่าในปี พ.ศ. 2561 มีพื้นที่รวมกันประมาณ 20 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ – เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) 5,990269 ไร่ นอกนั้นเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้มีคนถูกจับกุมดำเนินคดีจำนวนมาก

ความจริงแล้วทุกวันนี้ อาหารเกือบทุกมื้อที่เรากินจะมีอะไรสักอย่างที่เป็นผลผลิตที่ได้มาจากที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์เหล่านั้น ตัวอย่างเช่น วัตถุดิบที่แปรรูปมาจากข้าวโพด บรรดาเนื้อหอมๆ นุ่มๆ ไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู ปลา ที่เลี้ยงจากอาหารที่ผลิตจากข้าวโพด ผักสารพัดอย่างที่เราชอบกิน ขิงรสจัดจ้านในจาน มะเขือเทศสีสวยๆ มันฝรั่งหลากหลายเมนู สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงพวกเรา และพวกเราก็จ่ายค่าตอบแทนให้คนปลูกไป นี่เป็นปรากฏการณ์ในทุกเมื่อเชื่อวันของสังคมเรา     

สถานที่ท่องเที่ยวที่บรรยากาศดีๆ ที่เราชอบไปดื่มด่ำ พักอาศัย จำนวนมากในชนบท ก็มีจำนวนมากที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นที่ภาคเหนือตามที่เป็นข่าวเกี่ยวกับโฮมสเตย์บนดอย กลางดอย และตีนดอยเท่านั้น ที่พัก รีสอร์ท โรงแรมหรูบนเขาหรือพื้นที่ลาดชันอลังการทางภาคใต้แถบชายทะเลอันดามัน ก็มักจะสร้างบนพื้นที่ที่ไม่เอกสารสิทธิ์เช่นกัน หรือบางที่ก็เป็นเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมไทย    

ผมไม่ได้มีปัญหากับบ้านหรู รีสอร์ท และโรงแรมเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ภาคเหนือหรือภาคใต้ ในทางกลับกัน ผมกลับมองว่ารัฐจะต้องแก้ไขกฎหมายและนโยบายมารองรับกิจการเหล่านี้อย่างจริงจัง มาถึงตอนนี้รัฐต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม ได้เปลี่ยนแปลงไปจากจินตนาการเดิมๆ ของผู้มีอำนาจแล้ว ไม่ต้องหลับหูหลับตาปฏิเสธแบบข้างๆ คูๆ อีกแล้ว เพราะความจริงกิจการเหล่านี้ได้สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่คนในท้องถิ่นจำนวนมหาศาล ภาษีที่เข้ารัฐก็จะมหาศาลเช่นกัน 

ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐควรต้องห้ามคือ ประการแรก ข้อเท็จจริงแล้วมีการบุกรุกป่าหรือเปล่า ซึ่งในยุคสมัยปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ตรวจสอบได้อย่างง่ายและแม่นยำ จะตรวจสอบแบบ Real time ก็ยังได้ และประการที่สอง คือ การก่อสร้างนั้นมีความปลอดภัยและจะนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศน์หรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้รัฐควรเข้าไปบริหารจัดการให้เกิดความปลอดภัย เอานักวิชาการเข้าไปช่วยออกแบบ กำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนให้คนปฏิบัติตาม ไม่ใช่ตั้งหลักว่าใครแตะต้องอะไรก็ผิดทั้งนั้น    

เท่าที่ผมติดตามศึกษาปัญหาเรื่องป่าไม้ที่ดินมา คำถามที่สังคมไทยไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจน คือ ทำไมไม่ยอมออกเอกสารสิทธิให้ประชาชนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายรัฐมักจะตอบแบบห้วนๆ ว่า

หนึ่ง อ้างว่ามีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้และมีบทลงโทษ โดยไม่มีเหตุผลในทางหลักการประกอบว่าทำไมกฎหมายถึงห้าม โดยเฉพาะฝ่ายกระทรวงทรัพย์ฯ เองก็ไม่เคยให้เหตุผลในการห้ามว่าเป็นเพราะเหตุใด มีข้อมูลหรือหลักฐานทางวิชาการอย่างไรมาสนับสนุนกฎหมายเหล่านั้น 

สอง อ้างว่ากลัวนายทุนจะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ โดยบอกว่าหากออกเอกสารสิทธิ์ให้แล้ว ชาวบ้านจะเอาที่ดินไปขายให้นายทุนแล้วรุกป่าใหม่เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด นายทุนก็กว้านซื้อที่ดินจนป่าหมด ซึ่งเหตุผลนี้ก็เป็นเพียงเอาปัญหาของคนหนึ่งคนไปตีตราให้คน 99 คน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ปัญหาเหล่านี้ก็สามารถจัดการได้โดยง่ายหากมีการจัดทำเอกสารหลักฐานและมีระบบการควบคุมอย่างเป็นทางการ เอาเข้าจริงๆ ปัญหาการแอบขายอย่างว่า เจ้าหน้าที่รัฐก็มีส่วนเกี่ยวข้องและเรียกรับผลประโยชน์ตามน้ำด้วย หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมอย่างจริงจัง การแอบขายก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว 

(ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

4.

ผมคิดว่าความสังคมไทยและรัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่าที่ดินเหล่านี้ มีคนครอบรองอยู่อาศัยและทำกินมานานจนไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว และส่วนใหญ่คนอยู่มานานจนรัฐไม่สามารถจะไปยึดมาได้ (แม้จะมีบุกรุกใหม่บ้างที่ต้องยึดคืน ก็เป็นเพียงส่วนน้อย ซึ่งก็ต้องจัดการต่อไป) 

หากดูตัวเลขที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่มีมากกว่า 20 ล้านไร่ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารประเทศ จะทำอย่างไร ปล่อยทิ้งไว้แบบปัจจุบันโดยไม่ต้องสนใจอะไร แล้วคอยออกมาประกาศรับปากว่าจะช่วยตอนจะหาเสียงเลือกตั้ง หรือผลักคนเหล่านั้นเป็นอาชญากรทั้งหมด หรือออกกฎหมายและนโยบายใหม่ๆ ที่เท่าทันสถานการณ์เพื่อบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม