ชาวเล : ผู้มาก่อนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ :เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

1.

ผมก้าวลงเรือหางยาวพร้อมคณะที่ท่าเรือประมงจังหวัดระนอง มองด้วยสาตาถือได้ว่าเป็นท่าเรือขนาดใหญ่มาก คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลาย เรือหางยาวที่ผมนั่งแล่นออกจากท่า ผ่านเรือชนิดต่างๆ ตั้งแต่เรือหางยาวขนาดเล็ก ไปจนถึงเรือประมงขนาดใหญ่ จอดลอยลำอยู่เรียงรายเป็นระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตร 

พอผ่านพ้นแนวท่าเรือออกสู่ทะเลกว้าง มองออกไปเห็นมีเกาะน้อยใหญ่ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียว ท้องฟ้าเป็นสีเทาเหมือนฝนจะตก ตามแนวชายฝั่งปกคลุมด้วยป่าโกงกางสีเขียวทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์ที่ดูอลังการนี้ และเชื่อว่านักท่องเที่ยวที่ผ่านมาเห็นก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

ผมเพลินกับการดูความอลังการของทิวทัศน์ชายฝั่งและเกาะน้อยใหญ่ จนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป เรือหางยาวที่ผมนั่งก็มาจอดอยู่ที่ชายหาดข้างหมู่บ้านบนเกาะเหลา เป็นหมู่บ้านชาวเล กลุ่มชาติพันธุ์มอแกน 

มองจากเรือที่ลอยลำในทะเล หมู่บ้านนี้มีพื้นที่แคบๆ กระจุกอยู่บนชายหาดในอ่าวเล็กๆ มีคุณเนาว์ซึ่งเป็นคนที่อาศัยบนเกาะแห่งนี้เดินนำผมและคณะเข้าไปที่หมู่บ้าน ผมรู้สึกแปลกใจมากที่ชายหาดนี้เป็นสีดำที่เต็มไปด้วยหินและเศษเปลือกหอยแตกสีดำแหลมคมและอันตราย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเศษขวดและแก้วแตกกระจายเต็มไปหมด คุณเนาว์บอกว่าเศษขวดและแก้วเหล่านี้ถูกน้ำทะเลพัดมาจากในเมือง

พอเดินมาถึงหมู่บ้านก็มีเด็กๆ และผู้หญิงสิบกว่าคนออกมาจับกลุ่มทักทายพวกเรา คุยกันสักพัก คุณเนาว์ก็ชวนให้เดินไปดูหมู่บ้าน ผมก็เดินตามคุณเนาว์ไปทักทายชาวบ้านและใช้สายตาสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ระหว่างที่เดินไปผมเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูกกับสภาพที่ได้สัมผัส 

บ้านแต่ละหลังมีขนาดเล็ก สร้างติดๆ กัน ไม้ฝาและกระเบื้องมุงหลังคาผุๆ บางส่วนก็เอาไม้อัดมาแปะ บางที่ก็เอาแผ่นป้ายไวนิลม่ขึง บ้านทุกหลังสร้างอยู่บริเวณที่เป็นชายหาดที่น้ำทะเลท่วมถึงเมื่อยามน้ำขึ้น พวกเด็กๆ วิ่งเล่นและเดินไปมาตามทางเดินแคบๆ ที่พื้นเต็มไปด้วยเศษเปลือกหอย หิน และเศษแก้วแหลมคม ถึงตอนนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ที่วิ่งเล่นและเดินไปมาเหล่านั้นราวหนึ่งในสามไม่ได้ใส่รองเท้าเลย ซึ่งผมรู้สึกแปลกใจมาก

(ภาพ :เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

2.

คุณเนาว์เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านที่นี่มีประมาณ 40 กว่าหลังคา มีคนประมาณ 150 คน มีเด็กๆ กว่า 50 คน ส่วนใหญ่ยังไม่มีสัญชาติไทยโดยเฉพาะพวกเด็กๆ ทั้งหมู่บ้านมีคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 7 คน และที่นี่ไม่มีโรงเรียน เด็กๆ ต้องออกไปเรียนอีกที่หนึ่ง ซึ่งเด็กส่วนใหญ่อ่านเขียนไม่ได้ ทำให้เด็กๆ ที่ได้เรียนสูงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่พอโตขึ้นมาหน่อยก็ต้องออกหาปลาตามพ่อแม่หรือไปรับจ้าง อีกทั้งยังไม่มีสถานีอนามัย เวลาคนในหมู่บ้านเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ค่อยไปรักษาที่โรงพยาบาล

คุณเนาว์เล่าต่อว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของชาวบ้านที่นี่คือข้าวกิน ชาวมอแกนส่วนใหญ่มีอาชีพประมง แล้วเอากุ้ง หอย ปู ปลา ไปแลกข้าว ซึ่งได้มาครั้งละน้อยนิดพอกินเพียงไม่กี่มื้อ แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ และชีวิตของพวกเขาก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ แม้แต่เรือหาปลาซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินก็มีสภาพเก่าทรุดโทรม เมื่อเสียทีก็แทบไม่มีเงินซ่อมแซม 

ปัญหาใหญ่ของที่นี่คือ บ่อน้ำจืดตรงบริเวณป่าใกล้หมู่บ้าน ที่ชาวมอแกนบริเวณนี้เคยใช้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถูกคนจากที่อื่นมาถม เขาอ้างว่าเป็นเจ้าของเอกสารสิทธิในที่ดินแถวนั้น และสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปใช้อีก ทุกวันนี้พวกเขาจึงเดือดร้อนเรื่องน้ำกินมาก ซึ่งตอนขากลับผมได้เดินไปดูแล้ว 

ผมไม่อาจเข้าใจได้ว่าด้วยเหตุผลประการใด บ่อน้ำที่เป็นบ่อน้ำธรรมชาติ ตั้งอยู่ชายป่าที่ห่างจากหมู่บ้านเพียง 50 เมตร พวกเขาใช้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่มีรั้วกั้น แต่ตอนนี้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างหวาดเกรง ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องเลย ผมถามคุณเนาว์ว่าเห็นมีที่ดินว่างๆ บนบกด้านหลังหมู่บ้านตั้งเยอะ ทำไมชาวบ้านไม่ไปอยู่ ก็ได้รับคำตอบว่าที่เหล่านั้นมีนายทุนมาออกเอกสารสิทธิ์หมดแล้ว ส่วนบนเขาก็เป็นพื้นที่ของป่าไม้  

หลังจากเยี่ยมเกาะเหลาเสร็จ วันรุ่งขึ้นผมและคณะนั่งเรือเดินทางต่อไปเยี่ยมชาวมอแกนที่เกาะช้างและเกาะพยาม อีกสองวันต่อมาก็เดินทางต่อไปจังหวัดภูเก็ต ได้ไปเยี่ยมชาวเลอีกสองหมู่บ้าน คือ หมู่บ้านชาวอุรักละโว้ยและชาวมอแกน 

จากการเดินสายไปสัมผัสชาวเลหลายหมู่บ้านตลอดทั้งสัปดาห์ ประกอบกับได้ฟังจากคำบอกเล่าของคนทำงานอีกหลายลายคน ทำให้ได้ทราบว่าจริงๆ แล้วทางภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล (มอแกน มอแกลน อุรักละโว้ย) กว่า 20,000 คน 

และผมสัมผัสได้ว่าสิ่งที่ชาวเลเผชิญคล้ายๆ กัน คือ แม้พวกเขาจะเป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิมของที่นี่ แต่พวกเขาไม่มีที่อาศัยหรือใช้ประโยชน์บนบก ต้องอาศัยอยู่บนชายหาดที่น้ำท่วมถึง ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมเจ้าท่า มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคนทั่วๆ ไปราวฟ้ากับเหว ไม่ได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงเรียน ไฟฟ้า น้ำประปา สถานพยาบาล ถนน

นอกจากนี้บางส่วนยังไม่ได้รับสัญชาติไทย อันเนื่องมาจากความล่าช้าและเรียกรับผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในทุกระดับเพื่อจะทำบัตรประจำตัวประชาชนให้ บางพื้นที่ถูกเรียกเงินจำนวนมากเกินกว่าที่พวกเขาจะหาให้ได้ 

ชาวเลหลายคนจึงหันหลังให้กับการมีสัญชาติไทย เพราะชีวิตของพวกเขาไม่เคยสัมผัสได้ถึงประโยชน์ใดๆ จากการมีสัญชาติอยู่แล้ว พวกเขาบางคนก็บ่นว่าพวกเขาถูกแช่แข็งไว้ให้อยู่กับความยากจนแร้นแค้น   

(ภาพ :เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

3.

คนนอกมักเรียกฉายาของชาวเลว่า “ยิบซีแห่งท้องทะเล” บรรพบุรุษของชาวมอแกนนำพาให้พวกเขาตั้งรกรากอยู่แต่ในท้องทะเล พวกเขาอาศัย ทำกิน หลับนอนอยู่แต่ในเรือ ลอยเรือร่อนเร่ไปทุกหนแห่งในท้องทะเลอันไพศาล พวกเขาจะขึ้นบกเฉพาะตอนเอากุ้ง หอย ปู ปลาไปขายหรือแลกเป็นข้าวและอาหาร เอาน้ำจืด และไปหลบพายุช่วงมรสุมเท่านั้น ว่ากันว่าเด็กๆ ของพวกเขาว่ายน้ำเป็นก่อนที่จะเดินได้เสียอีก หากใครบังเอิญไปเห็นเด็กๆ ชาวมอแกนลอยน้ำอยู่ในทะเลก็ไม่ต้องตกใจอะไร ปกติก็ไม่มีใครเคยได้ยินข่าวว่าพวกเขาไม่จมน้ำ 

พอการพัฒนาตามแบบสมัยใหม่ที่ยิบซีแห่งท้องทะเลไม่คุ้นชิน รุกเข้าไปยังท้องทะเลและเกาะต่างๆ บรรดาเกาะและอ่าวที่พวกเขาเคยใช้ประโยชน์ถูกคนเข้าไปยึดถือครอบครอง โดยมีกฎหมายของรัฐบาลรับรองและคุ้มครองให้ ชาวเลจึงถูกเบียดขับให้ต้องถอนร่นหนีเรื่อยๆ ทั้งอุตสาหกรรมประมงของคนนอกที่เข้าไป ทำให้เรือหางยาวขนาดเล็กและเครื่องมือหาปลาแบบโบราณของพวกเขาไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม ความมั่นคงทางอาหารของชาวเลจึงถดถอย

ผมคิดว่าในบรรดากลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ยังคงดำรงวีถีแบบดั้งเดิมได้อย่างมั่นคงที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ ชาวมอแกน หากแต่ปัญหาที่ใหญ่มากคือ พวกเขาถูกรายล้อมอยู่ท่ามกลางสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เราเห็นคือ วิถีแบบดั้งเดิมของพวกเขาถูกสังคมของคนกลุ่มใหญ่เบียดขับจนแทบไม่เหลือที่ทางในสังคมให้แล้ว ทุกวันนี้ท้องทะเลและเกาะแทบไม่เหลือกลิ่นไอของความดั้งเดิม แต่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรม ทั้งการประมง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะการท่องเที่ยว แต่ชาวเลยังคงยืนหยัดขับเรือหางยาวไปหาปลาด้วยเครื่องมือและวิธีการแบบเดิม

ผมคิดว่า การที่ใครสักคนจะบอกว่าต้องเข้าไปช่วยคนเหล่านี้ จะมีเรื่องที่ย้อนแย้งและซับซ้อนให้ต้องขบคิดหลายชั้น หากรัฐหรือองค์กรการกุศลใดๆ จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา เอาค่านิยมของคนนอกไปใส่ให้เขา นั่นก็อาจกลายเป็นการทำลายอัตลักษณ์ ศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของพวกเขา แม้กระทั่งการเข้าไปจัดการศึกษาตามแบบสมัยใหม่ก็อาจถูกตั้งคำถามได้ 

แต่ในทางตรงกันข้าม ก็ต้องยอมรับความจริงว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนชายขอบที่อ่อนไหวมากที่สุด ถูกสังคมรายรอบกดขี่ ขุดรีด ถูกรัฐทอดทิ้งให้เผชิญชีวิตตามลำพัง หากปล่อยไว้เช่นนี้โอกาสที่จะมีบ้านที่มั่นคง มีเรือหาปลาที่ดี สามารถปลดหนี้ได้ และมีข้าวเพียงพอสำหรับคนในครอบครัว ก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ      

(ภาพ :เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล)

4.

สำหรับบทความนี้ผมไม่มีความคิดเห็นหรือข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาใดใด ได้แต่สะท้อนสิ่งที่ได้สัมผัสและรับฟังเรื่องราวจากคนในพื้นที่มา

ในขณะที่สังคมไทยพูดว่าเราจะพัฒนาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สร้างสังคมที่คนทุกคนมีความเท่าเทียม แต่คนยากจนแร้นแค้นไม่เคยได้รับการเหลียวแลจริงๆ สักที 

ชุมชนชาวเลอยู่ห่างจากเมืองและชุมชนของชนชั้นกลางเพียงไม่เท่าไหร่ บางที่นั่งเรือข้ามเกาะเพียงครึ่งชั่วโมง บางที่เป็นเส้นทางผ่านของนักท่องเที่ยวที่หอบเงินมาเพื่อสัมผัสความงามแห่งท้องทะเล บางที่แค่เดินข้ามถนนไปอีกฝั่งของเมืองที่พัฒนาที่สุดในประเทศนี้ หากแต่คุณภาพชีวิตของพวกเขาช่างแตกต่างเหลือเกิน ผมเคยได้ยินเรื่องราวของชาวเลก็มากอยู่ แต่สิ่งที่เห็นก็ยังเกินกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้

ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ทะเลไพศาล หมู่เกาะสวยงามน่าชื่นชม แผ่นดินรายล้อม แต่สังคมที่เราเรียกว่าพัฒนาแล้ว กลับไม่มีพื้นที่ให้กับชาวเลผู้ซึ่งบรรพชนของเขาอยู่มาก่อนใคร