“ลาหู่แม่อาย” กับนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รัฐบาล

GreenOpinion : ชนกนันทน์ นันตะวัน

ขณะที่วาทกรรมว่าด้วย “การพัฒนา” กำลังถูกถกเถียงกว้างขวางต่อเนื่อง ทั้งในระดับชาติและระดับโลก หนึ่งในรูปธรรมสำคัญของ “การพัฒนา” ที่มาถึงชุมชนลาหู่ในเขตต้นน้ำฝาง “บ้านโล๊ะป่าไคร้” อ.แม่อาย เชียงใหม่ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา คือ การส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 

นโยบายที่ส่งผลให้วันนี้ ครอบครัวหนึ่งดิ้นให้รอดด้วยการทำไร่ข้าวโพด 60 ไร่ ลงทุนเกือบสองแสน ไม่รวมค่าแรงตัวเอง เพื่อจะขาดทุนและว่ายวนในวงจรหนี้ ท่ามกลางวิกฤตมลพิษหมอกควันภาคเหนือที่คุกรุ่นต่อเนื่อง

(ภาพ: ชนกนันทน์ นันตะวัน)

“การพัฒนา” ที่มาถึง

บ้านโล๊ะป่าไคร้ ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือประมาณ 180 กิโลเมตร เป็นชุมชนชาติพันธุ์ลาหู่ ขนาด 96 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ราบลุ่มเชิงภูเขา มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ที่ลุ่มที่มีน้ำไหลผ่านใช้สำหรับการทำนาปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน และที่สูงที่ไม่มีน้ำไหลผ่านใช้สำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง เป็นต้น 

พื้นที่ดังกล่าวมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลางประมาณ 300-500 เมตร ลักษณะทางธรณีเป็นดินทรายปนกรวด มีลำน้ำขนาดเล็กไหลผ่านพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรตลอดทั้งปีเรียกว่า “น้ำแม่วังน้อย” และ “คลองโป่ง” ใช้สำหรับการอุปโภคและการเกษตรใน พื้นที่ลุ่ม (นาข้าว) พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรของชุมชนอยู่ในเขตของศูนย์จัดการต้นน้ำแม่ฝาง ส่วนจัดการต้นน้ำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 

วิถีคนในชุมชนลาหู่โล๊ะป่าไคร้ (ภาพ: ชนกนันทน์ นันตะวัน)
นาข้าวในพื้นที่ลุ่มและไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่สูง บ้านโล๊ะป่าไคร้   (ภาพ: ชนกนันทน์ นันตะวัน)

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่กลายมาเป็นอาชีพหลักของชุมชน เดิมชุมชนมีวิถีทำการเกษตรแบบยังชีพระดับครัวเรือนด้วยการปลูกข้าว ผัก และเลี้ยงสุกร ซึ่งใช้พื้นที่ไม่มาก ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 มีการส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คนในชุมชนจึงเริ่มขยายพื้นที่ทำการเกษตรออกไปในเขตพื้นที่ป่า เนื่องจากสร้างรายได้และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน

นับจากนั้นเป็นต้นมาชุมชนก็ยึดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลัก ส่งผลให้พื้นที่เกษตรของชุมชนเป็นที่ราบขนาดเล็กสลับกับภูเขามีลักษณะเป็นพื้นที่โล่งไม่มีป่าไม้หรือที่เรียกว่าดอยหัวโล้น

ภูเขาหัวโล้นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บ้านโล๊ะป่าไคร้ (ภาพ : ชนกนันทน์ นันตะวัน)

วงจรที่เป็นอยู่

ช่วงหลังปีใหม่และประเพณีกินวอระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้งไม่มีน้ำฝนสำหรับทำการเกษตรบนพื้นที่สูงและลาดชัน เกษตรกรจะปล่อยให้หญ้าและวัชพืชขึ้นปกคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของตนเองและถือเป็นช่วงพัก เกษตรกรบางส่วนใช้เวลาพักจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มที่มีน้ำไหลผ่าน เมื่อใกล้ถึงช่วงปลายฤดูร้อนประมาณเดือนเมษายน มักจะมีพายุฤดูร้อน

เกษตรกรจะเริ่มแผ้วถางด้วยเครื่องตัดหญ้าและจุดไฟเผาพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของตนเพื่อเตรียมหน้าดินให้โล่ง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 เมื่อฝนตกแล้วจึงเริ่มเตรียมแปลงเพื่อหยอดเมล็ดพันธุ์เพราะดินจะอ่อนง่ายต่อการจัดการ ในระหว่างช่วงที่เตรียมแปลงอาจมีหญ้าและวัชพืชที่งอกขึ้นใหม่ เกษตรกรจะต้องฉีดพ่นเคมีฆ่าหญ้าให้ทั่วพื้นที่เพาะปลูก เพื่อไม่ให้หญ้าหรือวัชพืชแย่งสารอาหารของต้นกล้าข้าวโพด และทำการเผาซ้ำอีกรอบเพื่อกำจัดเศษชีวมวลเหล่านี้

หลังจากที่เตรียมหน้าดินเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณเดือนพฤษภาคม เกษตรกรจะเริ่มหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลงในพื้นที่แปลงปลูกและปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยอาศัยน้ำฝน เมื่อต้นกล้าของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เริ่มงอกเกษตรกรจะฉีดพ่นเคมีฆ่าหญ้าและเคมีฆ่าแมลงเพิ่มเติม เพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตได้ดี 

จากนั้นทิ้งระยะประมาณ 3 เดือน เพื่อให้ต้นข้าวโพดโต เกษตรกรจะทำการใส่ปุ๋ยบำรุงเพื่อให้ดอกและฝักมีความสมบูรณ์แข็งแรง และทนทานต่อโรคของพืช เช่น โรคราน้ำค้าง เป็นต้น 

ในขั้นตอนของการใส่ปุ๋ยและฉีดพ่นเคมีกำจัดศัตรูพืชนี้ เกษตรกรแต่ละคนจะใช้วัตถุดิบในการดูแลผลผลิตของตนเองแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่มีอยู่ ถ้าเกษตรกรที่มีทุนมากก็จะมีโอกาสเลือกและใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพการันตีผลผลิต แต่ถ้ามีทุนน้อยก็จะมีข้อจำกัดในการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพรองลงมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผลผลิตและราคาที่จะขายให้กับตลาดหรือผู้รับซื้อ

หลังจากที่ข้าวโพดออกดอกและติดฝักในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม เกษตรกรจะปล่อยให้ฝักข้าวโพดแห้งในแปลงปลูกเพื่อรอการเก็บผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม โดยมีรถของพ่อค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงในพื้นที่ และจะต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมเพื่อเตรียมงานปีใหม่และประเพณีกินวอ ซึ่งกิจกรรมการปลูก เก็บเกี่ยว และขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ก็จะวนรูปแบบเดิมเช่นนี้ทุกปี

ราคาที่ต้องจ่าย

กรณีตัวอย่าง นายสมบูรณ์ เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บ้านโล๊ะป่าไคร้

ที่ดินสำหรับการเพาะปลูก: 60 ไร่นายสมบูรณ์ มีพื้นที่สำหรับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 60 ไร่ ต้องมีรายจ่ายสำหรับต้นทุนวัสดุเพื่อเตรียมการเพาะปลูกดังต่อไปนี้ ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 20,400 บาท ค่าเคมีกำจัดศัตรูพืช 46,000 บาท และค่าปุ๋ย 16,800 บาท รวมเป็น 83,200 บาท 

จากการสัมภาษณ์พบว่านายสมบูรณ์จำได้ว่าค่าต้นทุนเหล่านี้มีอะไรบ้างและราคาเท่าไร แต่ไม่ได้มีการบันทึกไว้เพื่อนำมาคำนวณราคาต้นทุนทั้งหมด และต้นทุนเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายจากตัวแทนจำหน่าย แม้ว่าเกษตรกรจะไม่มีเงินสดก็สามารถลงบิลนำของไปใช้ก่อนได้ เมื่อขายผลผลิตเสร็จแล้ว จึงนำเงินมาชำระพร้อมดอกเบี้ย หรือเป็นการทำสัญญาว่าจะขายเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับตัวแทนในราคาที่ตัวแทนกำหนดเพื่อเป็นการชำระหนี้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีราคาต้นทุนการเพาะปลูกที่เป็นค่าแรงหรือค่าจ้างแรงงานที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อที่จะทราบต้นทุนที่แท้จริงอีกด้วย ซึ่งในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ล้วนแต่มีการกำหนดค่าแรงไว้แล้ว ในกรณีที่พื้นที่ของใครต้องการแรงงานมาช่วยในกิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็น ตัดหญ้า เตรียมหน้าดิน หยอดเมล็ดพันธุ์ ใส่ปุ๋ย พ่นเคมีฆ่าหญ้า พ่นเคมีคุมหญ้า พ่นเคมีฆ่าแมลง เก็บเกี่ยว และขนย้ายผลผลิต เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมการตัดหญ้าและขนย้ายต้องคำนวณค่าเชื้อเพลิงพลังงาน (ค่าน้ำมัน) ตามจริงเข้าไปด้วย

หากเทียบข้อมูลระยะเวลาในการเตรียมไปจนถึงการเก็บผลผลิตตามปฏิทินการเพาะปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น เกษตรกรจะต้องใช้เวลาทั้งกระบวนการนานกว่า 11 เดือน 

สมมติว่าเกษตรกรเจ้าของแปลงจะต้องดูแลเพียงคนเดียวตลอดระยะเวลาการเตรียมไปจนถึงการเก็บเกี่ยวทุกวัน (หยุดพักวันเสาร์และอาทิตย์) ในเวลา 1 เดือน จะทำงานในพื้นที่แปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 20 วัน ค่าแรงวันละ 300 บาท รวมค่าแรงแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน ทั้งหมด 11 เดือน เป็นเงินค่าแรงที่เกษตรกรจะต้องจ่ายให้กับตนเอง 66,000 บาท 

แต่จากการสัมภาษณ์ เกษตรกรไม่ได้คิดค่าแรงของตนรวมไปในต้นทุนการผลิตด้วย จากข้อมูลนี้จึงนำมาสู่ข้อสมมติฐานว่า การที่เกษตรกรไม่คำนวณค่าแรงของตนเองเป็นต้นทุนการผลิตนั้น ทำให้ไม่ปรากฏข้อมูลต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และอาจเป็นสาเหตุให้เกษตรกรติดอยู่ในวงจรหนี้สินและจะต้องปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อนำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้ไม่จบสิ้น

(ภาพ: thairath)

รายได้จริง กับสิ่งที่เผชิญ

หากครอบครัวใดมีหนี้สินจากการทำการเกษตรมาก และรายได้จากการขายผลผลิตไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่เกิดจากการเชื่อกับนายหน้าหรือร้านค้าวัสดุทางการเกษตร สมาชิกในครอบครัวที่เป็นวัยแรงงานก็จะต้องออกจากหมู่บ้านเพื่อไปรับจ้างเพื่อให้มีรายได้เสริมมาชำระหนี้

ปี พ.ศ. 2564 ราคารับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากนายหน้าที่เข้ามารับซื้อในหมู่บ้าน ราคากิโลกรัมละ 6 บาท ถือว่าราคาอยู่ในระดับปานกลาง เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้านมีความหวังว่าจะได้กำไรจากการขายผลผลิตเพื่อนำไปชำระหนี้ที่คงค้าง 

ประกอบกับเป็นปีที่รัฐบาลมีนโยบายประกันรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไร่ละ 2,500 บาท โดยเกษตรกรจะต้องดำเนินการรวบรวมเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมในที่ดินที่ตนถือครองเพื่อยื่นข้อมูลขอรับสิทธิ์การเยียวเคมี ผ่านผู้นำหมู่บ้าน 

ซึ่งยังไม่ทราบข้อมูลว่า นายสมบูรณ์จะได้ค่าชดเชยเท่าใด เพราะต้องรอกระบวนการตรวจสอบชี้แนวเขตเพื่อออกใบรับรองที่ดินทำกินจากเจ้าหน้าที่ ดูเหมือนเป็นความหวังของเกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือจากภาระหนี้สิน

แม้ว่าราคารับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้จะอยู่ในระดับปานกลาง และมีมาตรการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร แต่นายสมบูรณ์กลับสะท้อนว่า ปีนี้ราคาปุ๋ยซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า จาก

เดิมเคยซื้อปุ๋ยในราคากระสอบละ 350 บาท (10 กิโลกรัม) เป็นกระสอบละ 900 บาท ทำให้รู้สึกสิ้นหวังที่อเคมีกจะออกจากวงจรหนี้สินของการเป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่รวดเร็วในการเข้าถึงต้นทุนการผลิตได้ง่ายเช่นวิธีนี้แล้ว

ข้อมูลจากแสดงรายได้จากการขายผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของนายสมบูรณ์ บ้านโล๊ะป่าไคร้ เป็นข้อมูลเอกสารใบเสร็จในการขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปี พ.ศ. 2563 จำนวน 6 ฉบับ จาก ก.วิชิตชัยการเกษตร และ ทรัพย์รุ่งเรืองพืชผล ข้อมูลดังกล่าวผู้เขียนได้นำเอาข้อมูลราคาขายผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของนายสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2563 ทั้ง 6 ฉบับมาคำนวณเป็นรายได้สุทธิของปีนั้น รวมแล้วเป็น 78,169.50 บาท 

และเมื่อทดลองคำนวณหักต้นทุนวัสดุในการเพาะปลูกจากตารางที่ 2 จำนวน 83,200 บาท หมายความว่านายสมบูรณ์จะขาดทุน 5,030.50 บาท โดยคิดเป็นแรงงานฟรีตลอดช่วงฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต 

หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐหรือประกอบอาชีพเสริมเพื่อให้พอมีรายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว ชำระหนี้สินครัวเรือน และหนี้สินจากการสัญญาเชื่อเพื่อการเกษตร ก็เพียงพอที่จะตั้งข้อสังเกตได้ว่าเพราะเหตุผลนี้หรือไม่ที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนหนึ่งยังคงติดอยู่ในวังวนหนี้สินนี้ และเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ได้

(ภาพ: ชนกนันทน์ นันตะวัน)
(ภาพ: ชนกนันทน์ นันตะวัน)

ชนกนันทน์ นันตะวัน นักวิจัยศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยังยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่