“หยุดเขื่อนใหม่-ทบทวนสัญญาซื้อไฟ-สอบผันน้ำยวม” วันหยุดเขื่อนโลก65

ภาวะโขงผันผวนยังคงกระหน่ำคนริมโขงเป็นระยะ ล่าสุด ราว 7 ชั่วโมงก่อนวันหยุดเขื่อนโลก 14 มี.ค.2565 เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันที่หนองคาย แพอาหารล่มเสียหายเบื้องต้น 2 ล้าน

เครือข่ายคนริมโขงจัดกิจกรรมคึกคักในพื้นที่ เรียกร้องรัฐบาล “ยุติก่อสร้างเขื่อนโครงการใหม่ และทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนโขงและน้ำสาขา” พร้อม “ชดเชย เยียวยา ฟื้นฟู”

ด้านเครือข่ายชาวบ้านลุ่มสาละวินจัดกิจกรรมที่บ้านสบเงา เปิดวิพากษ์ “เมกะโปรเจกต์ผันน้ำยวม” ยื่นกมธ.สส.ก้าวไกลให้ช่วยตรวจสอบอีไอเอโครงการฯ และโครงการเกี่ยวข้อง

น้ำขึ้นฉับพลัน ไร้การแจ้งเตือน

สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ระดับน้ำโขงผันผวนอันเป็นผลจากการปล่อยน้ำของเขื่อนบนลำน้ำโขงและลำน้ำสาขา โดยเฉพาะเขื่อนในจีนและสปป.ลาว ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อคนริมโขงภาคอีสานทั้ง 7 จังหวัดในระดับที่แตกต่างกัน โดยล่าสุดได้รับแจ้งจากเครือข่ายในหนองคายว่าเกิดเหตุน้ำขึ้นฉับพลัน ทำให้ผู้ประกอบการเสียหายเบื้องต้นราว 2 ล้านบาท

“เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันที่ 13 มี.ค. 2565 น้ำโขงขึ้นอย่างฉับพลันทำได้เกิดเรือแพของผู้ประกอบกิจการท่าวัดหายโศก อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย ถูกกระแสน้ำพัดล่มจมในแม่น้ำโขง ทำให้เสียหายทั้งลำ ลูกจ้างที่ติดในเรือแพต้องกระโดดลงน้ำหนีตาย โชคดีไม่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยประจักษ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือ

ล่าสุด (วันนี้(14 มี.ค.65 ) เจ้าหน้าที่กู้ภัยประจักษ์หนองคายได้ทำการสำรวจเรือแพที่จมในแม่น้ำโขงก่อนจะทำการตัดเชือกเรือแพและทำการกู้ซากเรือแพขึ้นฝั่งต่อไป

นางสาวเพียงใจ ศรีสงค์ อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเสพอารมณ์ เล่าว่า ตนได้ซื้อเรือแพต่อมาจากเรือแพแม่มุกมาได้ประมาณ 2 เดือน และได้เปิดให้เป็นร้านอาหารและร้านกาแฟ เมื่อเวลา ประมาณ 16.30 น. ของวันที่ 13 มี.ค.65 ได้เกิดกระแสน้ำพัดมาอย่างรุนแรงและรวดเร็วทำให้เรือแพของตนที่มีอยู่ 3 ลำถูกน้ำพัด ซึ่งเรือลำที่ 2 ที่มีโต๊ะ เก้าอี้ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ในการประกอบอาหารและกาแฟถูกกระแสน้ำพัดจมลงในแม่น้ำโขงเสียหายทั้งหมด ส่วนหลังคาเรือแพได้ไปติดกับเรือแพอีกลำ มูลค่าความเสียหายเบื้องตนประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งตนก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่ากระแสน้ำพัดเรือแพของตนจมได้ยังไง เพราะตนได้มีการผูกเรือแพอย่างแน่นหนา คาดเกิดจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนที่กั้นแม่น้ำโขงโดยไม่มีการแจ้งเตือนประชาชนลุ่มน้ำโขง (ใต้เขื่อน) ทำให้มวลน้ำไหลผ่านจังหวัดหนองคายเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่ระดับน้ำโขงที่จังหวัดหนองคายในวันนี้วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย อยู่ที่ 2.64 เมตร เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 0.08  เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 9.56 เมตร” สมาคมฯ เปิดเผยอ้างถึงการรายงานข่าวของข่าวออนไลน์หนองคาย 

(ภาพ : The Citizen Plus)

ข้อเรียกร้องรัฐบาล

ตัวแทนเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสานในหลายพื้นที่ได้มีการจัดกิจกรรมในพื้นที่ ร่วมกันเรียกร้องรัฐบาลเร่งดำเนินการ “หยุดโครงการเขื่อนใหม่ และทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการเขื่อนโขงที่มีอยู่” 

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื้อหาดังนี้

“ดิฉันเคยประกอบอาชีพอิสระ เป็นแม่ค้าขายอาหารตามชายหาดแม่น้ำโขง เวลาน้ำลด ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา สายน้ำมีความผันผวน และอาการหนักขึ้น จนขณะนี้ ขึ้นลงรายวัน ยากจะคาดเดาและวางแผนการทำมาค้าขายได้ ดิฉันสูญเสียอาชีพนั้นไป เฉกเช่นคนตัวเล็กตัวน้อยอื่นๆ ที่วางแผนการผลิตไม่ได้ และได้รับผลกระทบกันไปต่างต่างนานาจากความผันผวนของแม่น้ำโขง  

ในนามผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขง และเป็น 1 ใน 37 ผู้ฟ้องคดีเขื่อนไซยะบุรี เรารอคอยมานานนับ 10 ปี ยังไม่ทราบผลการพิจารณาคดี ในขณะที่ สถานการณ์ปัญหาก็ถูกแก้ไขอย่างล่าช้า เรากังวลว่าระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่เสียหายไปยากที่หวนคืน หากไม่ยุติการสร้างเขื่อนตัวต่อๆไป

ย้อนกลับไปคราวพวกเรา ประท้วงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี พวกเราถูกประนามว่าเป็นเสมือน “กระต่ายตื่นตูม” ถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก กระนั้น พวกเราไม่เคยยอมแพ้ รณรงค์ เก็บกำข้อมูลเพื่อแสดงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น นำเสนอให้สาธารณะเห็น นำเสนอเชิงนโยบายในทุกที่ทุกเวลาที่เราทำได้ เราถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องแม่น้ำโขง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “แม่” ของสรรพสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนสองฟากฝั่ง เราไม่มีอาวุธอื่นใดในการต่อสู้ นอกจาก “ความจริง” 

เนื่องในวันที่ 14 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันหยุดเขื่อนโลก ดิฉันขอเป็นอีกหนึ่งเสียงของคนตัวเล็กตัวน้อย วอนขอให้ผู้นำประเทศ ช่วยยุติการมีส่วนในการสร้างเขื่อนใหม่ ทบทวนการซื้อขายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ดำเนินการเจรจาทวิภาคี กับประเทศต้นน้ำให้เคารพสิทธิคนท้ายน้ำ และอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีทัดเทียม

เราขอให้ผู้นำประเทศ ตัดสินใจในห้วงเวลาอันสำคัญนี้ ดำเนินการเร่งรัด เยียวยา ชดใช้ ทดแทน ฟื้นฟูสภาพนิเวศแม่น้ำโขงที่สูญเสียไป รวมทั้งพิจารณาช่วยเหลือชาวบ้าน ชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และเป็นรูปธรรม” 

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา กล่าวในนามประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จ.หนองคาย 1 ใน37 ผู้ฟ้องคดีเขื่อนไซยะบุรี ศาลปกครองสูงสุด เลขาธิการสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประมงน้ำจืดในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศแม่น้ำโขง ก.เกษตรและสหกรณ์

“สิ่งที่พี่น้องกังวลมาตลอดจากการสร้างเขื่อน  คนน้ำโขงเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขง เห็นหาดทราย เห็นการทำประมงที่หายไป ปลาหลาย ๆ ชนิดที่หายไปเนื่องจากการสร้างเขื่อน น้ำขึ้น-ลง ผิดปกติ อยากขึ้นก็ขึ้น อยากแห้งก็แห้ง ปลาก็หลงฤดู

ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนวัฒนธรรมประเพณีที่เคยทำกันมาทุกวันนี้ไม่มีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแข่งเรือ การเล่นน้ำในช่วงสงกรานต์ มันหายไป สิ่งที่พี่น้องลุ่มน้ำโขงทำได้ตอนนี้คือการทำเขตอนุรักษ์เพื่อจะรักษาปลาในแม่น้ำโขงเพื่อสร้างความสมบูรณ์ทางอาหารให้ลูกหลานได้ดู ปลาหลาย ๆ ชนิดที่มันหายไป เกิดจากการสร้างเขื่อนทั้งนั้น การที่จะสร้างเขื่อนต่อไปควรมาถามพี่น้องให้ดี ๆว่า สมควรที่จะทำหรือไมเพราะมันมีผลกระทบต่อพี่น้องอย่างมาก

อยากขอร้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการหาผลประโยชน์จากแม่น้ำโขง หยุดได้แล้วการทำเขื่อน เพราะว่าพี่น้องลุ่มน้ำโขงเดือนร้อนกันมาก 

เนื่องในวันหยุดเขื่อนโลกนี้ ผมในนามประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด และ หนึ่งในผู้ฟ้องศาลปกครองลำดับที่ 11 กรณีเขื่อนไชยะบุรี ก็อยากขอร้องผู้นำประเทศและผู้ที่มีส่วนในการสร้างเขื่อนให้หันมาฟังเสียงพี่น้องประชาชนคนริมโขงบ้าง ว่าข้อมูลความเดือดร้อนที่พวกเขาเอามานำเสนอจริงหรือไม่ พอเสียทีกับการหาผลประโยชน์กับแม่น้ำโขง” อำนาจ ไตรจักร์ ผู้ประสานงานจังหวัดหนองคาย เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวกับ The Citizen Plus

(ภาพ : The Citizen Plus)

นอกจากนี้ รายงานข่าวจาก คสข.เปิดเผยว่า ในวันนี้ ได้มีกิจกรรมวันหยุดเขื่อนโลกในหลายพื้นที่ริมโขงภาคอีสาน เน้นสื่อสารทั้งในพื้นที่และผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลากหลายรูปแบบ 

ในอุบลราชชธานี มีการจัดกิจกรรมของเครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของจังหวัดอุบลราธานี ภายใต้ชื่อ “ปักหมุดหยุดเขื่อน” ณ หาดวิจิตรา-เก้าพันโบก มีการชูป้ายสื่อสาร “แม่น้ำโขงคือชีวิต” พร้อมตั้งคำถามถึงอนาคตลูกหลาน “เขื่อนมาเราจะอยู่อย่างไร” ระหว่างวันที่ 13 – 14 มีนาคม 2565 โดยจัดร่วมกับเครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของจังหวัดอุบลราชธานี เครือข่ายเยาวชนโฮงเฮียนฮักแม่น้ำของบ้านตามุย เครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ และ HET ACTIE FONDS 

“เพื่อร่วมสื่อสารถึงวิถีความผูกพันของคนริมฝั่งโขง มีการล่องเรือไปถึงพื้นที่เป้าหมาย คือ หาดวิจิตรา และ 9 พันโบก บริเวณที่มีการสำรวจและคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนสาละวัน ในเขต สปป.ลาว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน และสิ่งแวดล้อมของลุ่มแม่น้ำโขงในพื้นที่” คสข. รายงาน

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

จัดวิพากษ์ “เมกะโปรเจกต์ผันน้ำยวม” ริมฝั่งสาละวิน

วันเดียวกัน มีรายงานข่าวจากพื้นที่เปิดเผยว่า ชาวบ้านแม่เงาได้มีการจัดกิจกรรมวันหยุดเขื่อนโลกเช่นกัน โดยจัดที่บริเวณแม่น้ำสองสี บ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกวางแผนให้เป็นสถานีสูบน้ำและปากอุโมงค์ตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพลหรือเรียกสั้นๆว่าโครงการผันแม่น้ำยวม โดยมีชาวบ้านจากลุ่มน้ำสาละวิน เยาวชน นักสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการ กว่า 200 คนเข้าร่วม 

ในงานได้มีการวิพากษ์โครงการผันน้ำยวม เมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน และยื่นหนังสือร้องเรียนแก่มานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลและประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ กรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เดินทางไปร่วมรับฟังปัญหาและรับหนังสือร้องเรียน

โดยประเด็นหลักที่มีการวิพากษ์วิจารย์หนักคือประเด็นการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ไม่ได้มาตรฐานและชาวบ้านรับไม่ได้ ประเด็นการไม่เปิดเผยโปร่งใสข้อมูลแก่สาธารณะ และประเด็นการผลักดันโครงการโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ 

ทั้งนี้ภายในงานได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนชาวบ้านจากชุมชนต่างๆ ได้เล่าถึงสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยนายสิงคำ เรือนหอม ชาวบ้านแม่เงากล่าวว่า 

“ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนกะเหรี่ยงไม่เคยรับรู้เรื่องรายงานอีไอเอ แต่เราเข้าใจเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เพราะคนที่มาพูดด้วยใช้ภาษาวิชาการ มารู้อีกทีคือเขาอนุมัติแล้วโดยคนที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี 

หากโครงการผันน้ำเกิดขึ้นเท่ากับทำลายคลังอาหารของเรา ตนยอมตายเพื่อไม่ให้โครงการนี้เกิดขึ้น การที่เราไม่รู้เรื่องอีไอเอเพราะเขามาเปิดเวทีให้นายอำเภอฟังแล้วนายอำเภอจะรู้เรื่องอย่างไร แทนที่จะพูดว่ามาสร้างเขื่อนแล้วจะได้หรือเสียประโยชน์อะไร

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาชี้แจง เขาอาจไปบางพื้นที่แล้วล็อคพ่อหลวงเอาไว้ และอ้างว่าจะพัฒนาให้เจริญ มีเงิน มีงาน เอาภาพต่างๆมาโชว์ แต่ความเจริญขนาดไหนก็ไม่มีความหมายเพราะอีไอเอนี้ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม เขาจ้าง มหาวิทยาลัยนเรศวรมาศึกษา ชื่อของชาวบ้านเขายังเขียนไม่ถูกเลย”สิงคำ เรือนหอม ชาวบ้านแม่เงากล่าวผ่านรายงานข่าวของ สำนักข่าวชายขอบ ซึ่งได้รายงานหลากหลายความเห็นน่าสนใจ รวมถึง

“โครงการอุโมงค์ผันน้ำต้องการใช้พื้นที่ป่าและที่ดินทำกินของชาวบ้านในหมู่บ้าน 91 ไร่เพื่อเป็นกองดิน แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องกระบวนการจัดทำอีไอเอเลย และไม่เคยได้มีส่วนร่วมซึ่งทั้งกรมชลประทานและมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เข้ามาในหมู่บ้านและอ้างว่าได้มาฟังชาวบ้านแล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องเลย”  น.ส.พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าว

“ทุกๆ ปีได้มาดูแม่น้ำสาละวินเพราะยังบริสุทธิ์ แต่แม่น้ำโขงถูกเขื่อนทำลายจนจะวิบัติภายในระยะเวลากว่า 20 ปี ถ้าเป็นคนก็คือคนติดเตียงแล้ว การได้มาลุ่มน้ำสาละวินจึงอยากบอกกล่าวเรื่องอันตรายของเขื่อนซึ่งเป็นตัวทำลายแม่น้ำและวิถีชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำ ดังนั้นความคิดในการสร้างเขื่อนที่ลุ่มน้ำสาละวินจึงล้าสมัย” นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย กล่าว

“การจัดการน้ำโดยการสร้างเขื่อนนั้นไม่ยั่งยืน โดยโครงการผันน้ำยวมนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นแล้วเพราะเป็นการจัดการน้ำที่ไม่ถูกต้องคือการสูบน้ำขึ้นไปซึ่งรัฐบาลไทยไม่มีทุนพอจึงต้องไปยืมมือจีนมาทำ ขณะที่อีไอเอ ไม่เคยมีอะไรพร้อมเลย มีแต่ความอยากและอำนาจทางการเมือง” หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ กล่าว

“ได้เดินทางไปพื้นที่ต่างๆทั่วโลกที่มีโครงการผันน้ำสิ่งที่เห็นคือ 1.รัฐบาลทำวิจัยที่ไม่สมบูรณ์และการใช้ภาษาที่ชาวบ้านไม่เข้าใจ 2.รัฐบาลหรือบริษัทไม่ได้ขออนุญาตชาวบ้านก่อน 3.ชุมชนมีประวัติศาสตร์สำคัญมาก แต่ในรายงานอีไอเอกลับไม่สนใจในเรื่องนี้” ดร.วาเนสซา แลมป์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ซึ่งทำวิจัยโครงการผันน้ำยวม กล่าว

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

คำแถลงจากริมฝั่งสาละวิน

“แม่น้ำสาละวิน เป็นแม่น้ำนานาชาติแห่งหนึ่งในโลกที่ยังคงไหลอย่างอิสระ ผ่านพรมแดนไทย-พม่าตรงข้ามรัฐกะเหรี่ยง ตลอดเส้นทางลำน้ำสาขาต่าง ๆ ทั้งแม่น้ำยวม เงา เมย ลำห้วยน้อยใหญ่ เป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของประชาชน ชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองหลายสิบล้านคน  แม่น้ำสาละวินเป็นที่หมายปองของนักสร้างเขื่อนตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่จวบจนปัจจุบันสายน้ำอันยิ่งใหญ่นี้ก็ยังปราศจากเขื่อนกั้น

ในประเทศไทย รัฐบาลไทย โดยกรมชลประทาน ได้ผลักดันโครงการผันน้ำยวมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่เขื่อนภูมิพล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลาง โดยในวันหยุดเขื่อนโลก ที่ครบรอบ 25 ปี  พวกเราชาติพันธุ์จากลุ่มน้ำเงา เมย ยวมสาละวิน ผู้พึ่งพิงอยู่กับผืนป่า สายน้ำ และรักษาป่า รักษาน้ำ รักษาทรัพยากรธรมชาติของโลกใบนี้มาตลอด กำลังจะถูกเบียดบังและเรียกร้องให้เราเสียสละต่อการพัฒนา

พวกเราขอเรียกร้องให้ยุติโครงการก่อสร้างเขื่อนทุกแห่งทั่วประเทศ และยุติโครงการผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศแม่น้ำและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งลุ่มน้ำสาละวินและวิถีวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นของเรา รัฐต้องรับฟังและเคารพในสิทธิของพวกเราในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของแผ่นดิน”แถลงการณ์ชาวบ้านระบุ

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

ยื่น กมธ. ตรวจสอบโครงการฯ เกี่ยวข้อง

“ชาวบ้านยังได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึง กมธ.กิจการศาล องค์กรอัยการ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโครงการจัดทำรายงานศึกษาผลประทบสิ่งแวดล้อมระบบในโครงข่ายไฟฟ้า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนยวม-เขื่อนภูมิพล 

โดยระบุว่า กฟผ. ได้มีโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า ลำพูน 3–สบเมย (ส่วนที่พาดผ่านพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำ ชั้น 1) ซึ่งอยู่ระหว่างการทำการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยบริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด และมหาวิทยานเรศวร  เครือข่ายประชาชนฯโครงการนี้จะพาดผ่านป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 6 แห่ง และเป็นพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำ ชั้น 1 ระยะทาง 127.96 กิโลเมตร  

โครงการอยู่ในระหว่างการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ โดยชาวบ้านมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวบ้านซ้ำซ้อน โดยเฉพาะสิทธิในที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นนิเวศน์บริการที่ชาวบ้านจะต้องใช้พึ่งพิง และส่งผลต่อประโยชน์สาธารณะ เครือข่ายฯจึงขอท่านได้โปรดตรวจสอบโครงการดังกล่าว” สำนักข่าวชายขอบรายงาน 

วันที่ 14 มีนาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันหยุดเขื่อนโลก” (International Day of Actions for Rivers : against Dams) ตั้งแต่กันยายน 2538 เมื่อขบวนการคัดค้านเขื่อนแห่งบราซิล (Movimento dos Atingidos por Barragens) ได้รวมตัวกันเพื่อหารือถึงปัญหาและต่อต้านความหายนะที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน ความสำคัญของภาคพลเมือง และเล็งเห็นว่าปัญหานี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ประเทศบราซิลที่เดียว แต่ยังเกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำต่างๆ ทั่วโลก ที่ประชุมจึงเสนอให้มีการจัดประชุมสำหรับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในระดับนานาชาติ