“เสี่ยงสูญพันธุ์” 44 สายพันธุ์ลิงลุ่มโขง เหตุ “ป่าลด-ค้าสัตว์ป่า” วิจัย WWF เผย 

งานวิจัย WWF ล่าสุดเผยกว่าครึ่งใกล้สูญพันธุ์ และราว 1 ใน 4 ถูกขึ้นบัญชี “ตกอยู่ในอันตรายใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” ของ IUCN และหลายสายพันธุ์เจอแค่ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ไม่นับสถานการณ์ความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ที่เกี่ยวข้องกับโควิด–19 ในคน

วิกฤตวงวานร 

5 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ได้ เผยแพร่รายงาน Primates of the Greater Mekong: Status, Threats and Conservation Efforts” (อันดับวงวานรในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง: สถานภาพ และปัจจัยคุกคาม กับความพยายามในการอนุรักษ์) ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญระบุว่า ผลการประเมินความเสี่ยงของสถานภาพครั้งหลังสุด แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประชากรวงวานรที่อาจจะเข้าสู่สภาวะสูญพันธุ์

“ลิงลม ลิงแสม ค่าง และชะนี ที่มีถิ่นอาศัยใน 5 ประเทศรอบลุ่มน้ำโขง (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย) มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ย่อยที่แตกต่างทั้งด้านพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่อาศัย อาทิ ชะนีคิ้วขาว สกายวอล์คเกอร์ (skywalker hoolock gibbon) ที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นสายพันธุ์ใหม่ในปี ค.ศ.2017 และ ค่างโพพาร์ แลงเกอร์ ที่เพิ่งถูกค้นพบในปี ค.ศ.2020 

ภูมิภาคนี้มีการกระจายพันธุ์ของไพรเมท หรือวงวานรมากกว่า 44 สายพันธุ์ โดย 19 ชนิดถือเป็นสายพันธุ์เฉพาะถิ่น ซึ่งปรับตัวและอยู่รอดได้ภายใต้สภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ 

ปัจจุบัน 1 ใน 4 ของสายพันธุ์ทั้งหมดได้ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีสัตว์ประเภทที่กำลังตกอยู่ในอันตรายใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง จากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ในขณะที่อีกกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ 

การประเมินความเสี่ยงของสถานภาพครั้งหลังสุด ยังแสดงให้เห็นถึง ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประชากรวงวานรอีก 1 ใน 4 ที่อาจจะเข้าสู่สภาวะสูญพันธุ์” WWF กล่าว

พื้นที่ป่าลด-ขบวนการค้าสัตว์ป่าล่า : 2 สาเหตุสำคัญ

“ปัญหาจากการแผ้วถางพื้นที่ป่า การสูญเสียที่อยู่อาศัยที่มีความอุดมสมบูรณ์ การล่า จากขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และการบริโภคสัตว์แปลก คือปัจจัยคุกคามลำดับต้นๆ ที่ส่งผลต่อประชากร และความอุดมสมบูรณ์ของวงวานร หรือไพรเมท ที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์

วงวานร หรือไพรเมทที่อาศัยในภูมิภาคนี้ ไม่เพียงแต่กำลังสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยในอัตราเร่งเครื่อง แต่พวกมันกำลังถูกคุกคามจากการล่า และการค้าสัตว์ป่าที่ทั้งผิดและไม่ผิดกฎหมาย 

เนื้อของพวกมันถูกนำไปเป็นอาหาร ในขณะที่ชิ้นส่วนอวัยวะบางอย่าง ถูกนำเข้าสู่ขบวนการผลิตยาตามความเชื่อโบราณ ขณะเดียวกัน  ไพรเมทที่ยังมีชีวิตก็เป็นที่ต้องการของตลาดสัตว์เลี้ยงสัตว์แปลก หรือเป็นสัตว์ที่ถูกใช้เพื่อตอบสนองความบันเทิงของนักท่องเที่ยวในสวนสัตว์ นอกจากนั้น จำนวนตัวเลขของสายพันธุ์ลิงที่อยู่ในขบวนการค้าสัตว์ผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่ไปรวมกันอยู่ที่การนำไปทดลองในเชิงวิทยาศาสตร์และวงการยา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น จากการที่กฎหมายในบางประเทศเปิดโอกาสให้การค้าลิงสามารถทำได้ ทั้งนี้ มูลค่าที่เคยประเมินไว้ในปี ค.ศ.2015 อยู่ที่กว่า 138 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” WWF กล่าว

แนวทางออกเร่งด่วน อนุรักษ์ผืนป่าเหลือ

“เรากำลังเสี่ยงที่จะเห็นลิงหลายสายพันธุ์สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในภูมิภาคนี้ หากเราไม่รีบมองหาวิธีในการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน

วานรหลายสายพันธุ์มีถิ่นกำเนิดและเติบโตเฉพาะในลุ่มน้ำโขงบางพันธุ์ก็อยู่แต่เฉพาะในบางประเทศ หรืออาศัยเพียงในบางพื้นที่ที่มีอาณาเขตจำกัดมากๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกมันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยิ่งเปราะบางต่อปัจจัยคุกคามที่เกิดจากมนุษย์” เค. โยกานันด์ หัวหน้าฝ่ายงานอนุรักษ์สัตว์ป่าประจำองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง กล่าว 

เตือนลิงเสี่ยงติดเชื้อ SARS-CoV-2 โยงโดวิด-19 

“ข้อมูลยังระบุอีกว่าสัตว์ตระกูลวานรทั้งในเอเชีย และแอฟริกากำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดเชื้อโควิด19 สู่มนุษย์ ทั้งนี้ การแพร่กระจายเชื้อโรคจากสัตว์สู่มนุษย์นั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสระหว่างสัตว์ป่าและคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านรูปแบบของการค้า และเชื้อโรคก็สามารถส่งกลับมายังสัตว์ได้เช่นกัน โดยมีรายงานการติดเชื้อ SARS-CoV-2  ในลิงวอก และลิงแสมหายาวในห้องทดลอง และพัฒนาไปสู่อาการคล้ายการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในมนุษย์

อย่างไรก็ตาม องค์กรอนุรักษ์ รวมไปถึงองค์กรภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่น ได้พยายามที่จะปกป้องสัตว์วงวานรเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไป WWF ได้ทำการสำรวจพื้นที่อนุรักษ์เพื่อติดตามประชากรของวานรเหล่านี้ อาทิ ชะนีมือขาว ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำปุย ในประเทศลาว และที่ Ha Tinh ในเวียดนาม และในเมียนมาร์ WWF ได้ทำงานร่วมกับองค์กรอนุรักษ์ และชุมชนโดยมีการติดตั้งแนวสายไฟฟ้าใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้ชะนีถูกไฟฟ้าดูด

ประชากรของวงวานรหรือไพรเมทในภูมิภาคนี้ยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือและการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย และตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าเราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร” ผู้บริหารจาก WWF กล่าว

อ่านรายงานฉบับเต็ม : https://bit.ly/3qU4rz3

WWF ไทย พยายามผสานความร่วมมือหาทางออก

“องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ World Wide Fund for Nature (WWF) เป็นหนึ่งในองค์กรอนุรักษ์ระดับสากลที่มีเครือข่ายการทำงานกว้างไกลที่สุดในโลก  WWF ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2504 ด้วยเป้าหมายในการทำงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาวะธรรมชาติจากการกระทำของมนุษย์

สำหรับ WWF-ประเทศไทยนั้น ยุทธศาสตร์การทำงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติถูกกำหนดและแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ น้ำจืด, สัตว์ป่า, มหาสมุทร, ภูมิอากาศและพลังงาน, ป่าไม้ และอาหาร โดยมีกลไกทางการตลาด การเงิน และธรรมาภิบาลเป็นหัวใจหลัก ที่ถูกเชื่อมโยงเข้ามาบูรณาการโครงการต่างๆ ร่วมกัน ในการฟื้นฟูทรัพยากรทางธรรมชาติ อีกทั้ง WWF-ประเทศไทย ยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของ WWF ที่มีเป้าหมายหลักในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของโลกที่มีมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้อย่างมีความสมดุล

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความถดถอยของระบบนิเวศและทรัพยากรทางธรรมชาติ ขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศยังเป็นภัยคุกคามต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและป่าไม้ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา WWF-ประเทศไทย ทำงานร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในหลายระดับ ตั้งแต่รัฐบาล ไปจนถึงภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อปกป้องสัตว์ป่าสายพันธุ์ที่สำคัญ อาทิ เสือโคร่ง ช้างป่า และประชากรเหยื่อ ภารกิจฟื้นฟูสภาพป่าช่วยปกป้องบ้านของสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ และเปิดโอกาสให้สัตว์แต่ละสายพันธุ์ได้ดำรงอยู่ และเพิ่มจำนวนประชากรต่อไปได้” WWF ระบุ