12 ยักษ์ค้าปลีกไทย “สอบตก” จัดการขยะพลาสติก รายงานกรีนพีซเผย

องค์กรอนุรักษ์กรีนพีซประเทศไทย เปิดรายงานครั้งแรกผลประเมินการจัดการมลพิษพลาสติกของธุรกิจค้าปลีกไทย พบทั้ง 12 แห่งไม่ผ่านเกณฑ์ซึ่งรวมถึง Lotus’s Makro Tops 7-Eleven CP Freshmart Big C FamilyMart Gourmet Market MaxValu Foodland Villa Market และ CJ Express

เสนอ 4 ข้อปรับปรุง : จัดทำยุทธศาสตร์ ติดตามรอยเท้าพลาสติก เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และสร้างนวัตกรรมทดแทน

(ภาพ : oknationblog)

ครั้งแรก รายงานค้าปลีกไทยพลาสติก

วันนี้ (30 .. 2564) กรีนพีซ ประเทศไทยได้เผยแพร่รายงานร้านค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต และวิกฤตมลพิษพลาสติก : การจัดอันดับนโยบายพลาสติกของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในประเทศไทย ปี 2563” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญระบุว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ทั้ง 12 แห่งของประเทศไทยที่มีการสำรวจในรายงาน ยังไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน และต้องปรับปรุงและมุ่งมั่นมากขึ้นในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อต่อกรกับวิกฤตมลพิษพลาสติกอย่างเร่งด่วน

รายงานนี้จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อประเมินนโยบายและแนวทางการจัดการพลาสติกของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในประเทศไทยเพื่อประโยชน์สาธารณะ 

ใช้แบบสำรวจที่ประกอบด้วยเกณฑ์ 4 ด้านหลัก คือ ด้านนโยบาย(Policy) ด้านการลดพลาสติก(Reduction) ด้านนวัตกรรมและการริเริ่ม(Initiatives) และด้านความโปร่งใส(Transparency) ประกอบกับการสืบค้นข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงและสื่อสาธารณะ ช่วงเวลาการประเมินคือระหว่างเดือนมิถุนายน 2563-กุมภาพันธ์ 2564” กรีนพีซฯ กล่าว พร้อมชี้แจง 6 วัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงานครั้งนี้ ดังนี้

  1. กระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะผู้ผลิตที่จะหาทางออกจากวิกฤตมลพิษ
  2. พลาสติกที่ต้นทางอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม แทนที่จะผลักภาระไปที่ผู้บริโภค
  3. ให้ข้อมูล ส่งเสริมสิทธิและพลังของผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลให้เกิดการลดรอยเท้าพลาสติกของผู้ผลิตและธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่
  4. สร้างข้อมูลฐาน (baseline) เกี่ยวกับการรับรู้เข้าใจของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในประเทศไทยในประเด็นวิกฤตมลพิษพลาสติก และการจัดการปัญหาผ่านนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการดำ เนินกิจการ เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงของการจัดการมลพิษพลาสติกในอนาคต
  5. สร้างความตระหนักแก่ผู้บริโภคในประเทศไทยเกี่ยวกับการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) อันเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และเป้าหมายที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่เกิดขึ้น
  6. เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ ด้วยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เพื่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

ผลสอบตก” 12 ค้าปลีก

“Lotus’s ซึ่งอยู่ในลำดับต้นจากการประเมินครั้งนี้ มีคะแนนรวมเพียง 29.1% รองลงมาคือ Makro ซึ่งมีคะแนน 21.9% ส่วน Tops, 7-Eleven, CP Freshmart, Big C, FamilyMart, Gourmet Market, MaxValu, Foodland, Villa Market, และ CJ Express มีคะแนนรวมไม่ถึง 20% สะท้อนว่าธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในประเทศไทยจะต้องมีนโยบายและแผนปฏิบัติการที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อลดรอยเท้าพลาสติก (plastic footprint) [2] ของตนส่วนหนึ่งของรายงานผลประเมินกรีนพีซฯ ระบุ

ดูรายละเอียดรายแบรนด์ใน รายงานฉบับเต็ม

4 ข้อเสนอ ค้าปลีกกับบทบาทแก้วิกฤตมลพิษพลาสติก

พลาสติกทุกชิ้นที่ผ่านจากร้านค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นสามารถหลุดออกสู่สิ่งแวดล้อม ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร ทำลายสุขภาพของมนุษย์ เร่งเร้าให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศและส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการต่อกรกับวิกฤตนี้ และต้องลงมือทำอย่างจริงจังพิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าว

กรีนพีซฯ ได้ยื่น 4 ข้อเสนอเพื่อเรียกร้องให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ของไทยมีบทบาทในการลงมือดำเนินการแก้ปัญหาวิกฤตมลพิษพลาสติกอย่างครบวงจร ดังนี้

  1. จัดทำยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนปฏิบัติการที่ระบุถึงเป้าหมายการเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งตลอดการดำเนินกิจการอย่างชัดเจน แก้ปัญหาตรงจุดและวัดผลได้จริง  ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทานของสินค้าทั้งหมด ทั้งสินค้าตราห้างและสินค้ายี่ห้ออื่น ๆ
  2. ติดตามรอยเท้าพลาสติก(plastic footprint) ของบริษัท รายงานความคืบหน้าของบริษัทไปสู่เป้าหมายการลดพลาสติกในแต่ละปี และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งของบริษัทต่อสาธารณะ
  3. ให้ความสำคัญกับการลดพลาสติก โดยปรับเปลี่ยนไปสู่การเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และมุ่งไปสู่การลดจำนวนรวมของบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ใช่เพียงทำให้สินค้ามีน้ำหนักเบาลงเท่านั้น ตลอดจนกำจัดพลาสติกที่ไม่จำเป็นและพลาสติกที่จัดการได้ยากเป็นอันดับแรก
  4. สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อทดแทนการพึ่งพาพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และนำระบบใช้ซ้ำและระบบเติมสินค้าที่ไม่สร้างขยะพลาสติกมาผนวกกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่งสินค้า อีกทั้งยังลดการปล่อยคาร์บอนและเป็นทางออกที่ยั่งยืนของวิกฤตพลาสติก