สถิติชี้ “เขื่อนอีสานประสิทธิภาพลดฮวบ แก้แล้ง-ท่วมไม่ได้” รัฐเดินหน้าทิศเดิม

ข้อมูลสถิติภูมิอากาศและการจัดการน้ำภาคอีสานชี้ชัด “ประสิทธิภาพการจัดน้ำเขื่อนลดฮวบ สัมพันธ์กับภาวะวิกฤตโลกร้อน” เกษตรกรอีสานมีแนวโน้มสูง “ประสบท่วมแล้งรายปี แม้มีเขื่อนใหญ่” ด้านกรมชลประทานเดินหน้าทิศเดิมเตรียมผลักดันเมกะโปรเจกต์น้ำมูลค่าการลงทุนกว่า 27,000 ล้าน เหตุผลเดิม “แก้ท่วม – แล้ง”

เรื่อง / ภาพ : ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

 

ห้วยทรายขมิ้น : ประจักษ์พยาน “แก้ท่วมไม่ได้”

“วันนั้นฝนตกทั้งคืน ตอนเช้าเข้าไปดูที่นาเห็นมาน้ำปริ่มอ่างเลย พอช่วงสายเลยมารู้ว่าคันกั้นน้ำมันแตก เถียงนาที่สร้างไว้ เล้าไก่พังหมดเลยถูกน้ำพัดไปหมด นา 10  ไร่กับบ่อปลาก็ 2 บ่อหายไปหมด พังไปหมด ทางอบตก็มีเงินช่วยแสนกว่าบาท แต่ก็ไม่คุ้มอะไรหรอก ทุกวันนี้ก็ยังสร้างทุกอย่างมาใหม่แต่ยังไม่เหมือนเดิม” บรรจงถิ่น รัศมี เกษตรกรชาวจังหวัดสกลนคร กล่าวถึงเหตุการณ์อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นแตก เมื่อสี่ปีก่อน  

บรรจงถิ่น รัศมี

ภายในชั่วพริบตา นาข้าวและบ่อปลาบนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ใกล้กับสันอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ในท้องที่ อ.เมืองสกลนคร ที่ บรรจงถิ่น ลงน้ำพักน้ำแรง ถูกน้ำพัดทำลายสิ้น 

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเขื่อนชลประทานขนาดกลาง ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่ ต.พังขว้าง อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร มีปริมาณความจุ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนที่ตกกระหน่ำรวมกว่า 245 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 20 ชั่วโมง ระหว่างช่วงวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม พ.ศ.2560 จากอิทธิพลของพายุเซินกา ปริมาณฝนที่ตกในห้วงเวลาเพียง 2 วันในเหตุการณ์ดังกล่าว คิดเป็นปริมาณฝน 1 ใน 6 ของค่าเฉลี่ยปริมาณฝนทั้งปีของ จ.สกลนคร ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างมากกว่า 3.7 ล้าน ลบ.ม. จนอ่างเก็บน้ำไม่สามารถรับน้ำได้และแตกท่วมในที่สุด

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เผยว่า อุบัติภัยครั้งดังกล่าว ส่งผลให้พื้นที่กว่า 340,000 ไร่ ใน จ.สกลนคร ต้องจมอยู่ใต้น้ำท่วมสูง โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานเพิ่มเติมว่า ประชาชนกว่า 136,582 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตร 892,793 ไร่ ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมดังกล่าว 

นิรันดร ธรรมศิล

นิรันดร ธรรมศิล ชาวบ้านดอนแคน ต.หนองลาด อ.เมืองสกลนคร อีกหนึ่งผู้ได้รับผลกระทบจากภัยอ่างเก็บน้ำแตก เปิดเผยว่า พื้นที่หมู่บ้านของเขาถือเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากเหตุน้ำท่วมในครั้งนั้น โดยพื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่การเกษตรโดยรอบถูกน้ำท่วมยาวนานกว่า 2 เดือนหลังเกิดเหตุ ชาวบ้านหลายคนต้องย้ายไปศาลาประชาคมนานนับเดือน

“น้ำมาเร็วมากเอาของขึ้นไม่ทัน ข้าวของในบ้านจมน้ำหมดภายในชั่วโมงเดียว ต้องย้ายเอาหลานย้ายไปอยู่กับญาติที่อื่น น้ำมาจากห้วยขมิ้น ที่นาก็ท่วมหมดไม่ได้ข้าวเลยปีนั้น ทางอบต.จ่ายชดเชยค่าเสียหายให้เพียง 14,000 บาท” นิรันดร กล่าว

เขากล่าวว่า จากอุบัติภัยอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นแตก ทำให้เขาต้องล้มเลิกวิถีการทำเกษตรโดยสิ้นเชิง จากความเสียหายน้ำท่วม โดยทุกวันนี้เขาต้องอาศัยเงินที่ลูกส่งให้จากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมใน จ.ระยอง 

อุบัติภัยอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นแตก เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของความล้มเหลวในการจัดการน้ำในภาคอีสาน ด้วยโครงการชลประทานขนาดใหญ่ อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนนำไปสู่อุทกภัยครั้งใหญ่

สุจิตร เพชรดง

แก่งศิลา : ประจักษ์พยาน “แก้แล้งไม่ได้”

สภาพอากาศที่แปรปรวนจากสภาวะโลกร้อน ยังทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อสภาวะภัยแล้งเช่นกัน ดังที่เห็นได้จากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่ลดลงจนต่ำกว่าปริมาณกักเก็บต่ำสุดถึง 3 ครั้งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

สุจิตร เพชรดง ชาวบ้านแก่งศิลา อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงดังกล่าว เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่แห้งแล้งกว่าปกติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนอุบลรัตน์ลดต่ำจนเข้าขั้นวิกฤต โดยในปี พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในเขื่อนลดต่ำจนไม่สามารถระบายน้ำออกทางประตูน้ำได้ ทำให้ชาวบ้าน ซึ่งพึ่งพิงน้ำจากอ่างเก็บน้ำในการทำน้ำประปา ต้องขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคนานหลายเดือนในช่วงหน้าแล้ง

“เดือดร้อนมากน้ำใช้ก็ไม่มี มีเขื่อนแต่ไม่มีน้ำ ปีที่แล้วพอมันแล้งก็สูบน้ำมาทำประปาไม่ได้ เขื่อนน้ำลดมากมันเลยผันมาทำประปาไม่ได้ แถวนี้มันเจาะบาดาลก็ไม่ได้ อบต.ต้องเอารถบรรจุขนน้ำมาให้ชาวบ้านใช้ ต้องไปขนน้ำมาใช้กันเอง” สุจิตร กล่าว

“ผมว่ามีเขื่อนก็ไม่ได้ช่วยชาวบ้าน เกษตรกร เลย ยิ่งพอแล้ง ยิ่งแก้ไม่ได้ ชาวบ้านไม่มีน้ำทำนาเลยมาหลายปีแล้ว แม้กระทั่งน้ำท่วมก็แก้ไม่ได้ พอฝนตกมากหมู่บ้านที่อยู่ใต้เขื่อนก็ท่วมกันอยู่”

ผลพวงจากสภาวะภัยแล้งต่อเนื่องรุนแรงจนทำให้เขื่อนอุบลรัตน์ไม่สามารถจัดสรรน้ำเพื่อการชลประทานได้ ยังส่งผลชัดเจนต่อภาคการเกษตร ดังเห็นได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลผลิตการเกษตรในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ของสำนักงานสถิติการเกษตร ที่ค้นพบว่า ปริมาณผลผลิตการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปรัง มีปริมาณลดลงสอดรับกับช่วงเวลาที่เกิดสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ โดยระหว่างช่วงสถานการณ์ภัยแล้งในปี พ.ศ.2562 ปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังใน จ.ขอนแก่น ลดลงถึงกว่า 85% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สภาพภูมิอากาศ : ปัจจัยท้าทายใหม่และใหญ่ของการจัดการน้ำไทย

จากปรากฎการณ์ดังกล่าว รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ว่า ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งที่รุนแรงขึ้น เป็นผลกระทบโดยตรงจากสภาวะอากาศสุดขั้ว (extreme weather) อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณฝนในไทยในรอบ 100 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง รุนแรงและบ่อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รศ.ดร.เสรี อธิบายว่า สภาวะอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก เป็นผลโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นพลังงาน ซึ่งก่อให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ในชั้นบรรยากาศ เป็นผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกค่อยๆ ทะยานสูงขึ้น นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วงกลางศตวรรษที่ 19

โดยจากรายงานล่าสุดของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) แห่งสหประชาชาติ ปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้สูงขึ้นแล้ว 1.1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 1.5 องศาเซลเซียส ภายใน 10 ปีข้างหน้า ดังนั้นสภาพอากาศทั่วโลกจึงมีแนวโน้มที่จะแปรปรวน เพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติจากสภาพอากาศเช่น พายุ หรือภัยแล้ง มากยิ่งขึ้น

สำหรับในพื้นที่ภาคอีสาน จากการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำฝนย้อนหลังในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และ จ.สกลนคร พบว่า ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2553 ถึง พ.ศ.2563 ปริมาณฝนต่อปีในทั้ง 2 พื้นที่มีความผันผวนในแต่ละปีค่อนข้างมาก โดยทั้ง 2 พื้นที่ มีจำนวนปีที่ปริมาณฝนน้อยกว่าเกณฑ์มากถึง 5 ปี แสดงให้เห็นถึงสภาวะแล้งกว่าปกติในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

“จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะยิ่งประสบกับสภาวะอากาศสุดขั้วบ่อยยิ่งขึ้น สำหรับภาคอีสานก็จะได้รับปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้นตามมา แต่ในระยะยาวจะประสบสภาวะแห้งแล้ง ดังนั้นการจัดการน้ำจึงจำเป็นจะต้องศึกษาวางแผนอย่างรอบคอบ” รศ.ดร.เสรี กล่าว

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้ชี้ว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลจากปรากฎการณ์สภาวะโลกร้อน มีส่วนสำคัญบิ่งที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำโดยใช้โครงการชลประทานขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพลดลง 

”สาเหตุหลักที่ทำให้โครงการชลประทานขนาดใหญ่ไม่สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น เป็นเพราะโครงการเหล่านี้พัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงจากสถิติข้อมูลน้ำในพื้นที่ย้อนหลัง 30 ปี ดังนั้นเมื่อสภาพภูมิอากาสเปลี่ยนแปลงไป เช่น ปริมาณความชุกของฝนเพิ่มมากขึ้น หรือความแห้งแล้งที่รุนแรงขึ้น ทำให้โครงการเหล่านี้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้” ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

“ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าก็คือ ขณะนี้โครงการจัดการน้ำใหม่ๆ ที่กำลังจะสร้างขึ้นก็ยังเป็นชุดโครงการรูปแบบเดิมๆ ที่ยังออกแบบโดยอ้างอิงสถิติน้ำและภูมิอากาศย้อนหลัง ซ้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดแผนบูรณาการจัดการน้ำร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นปัญหาต่อการบริหารจัดการน้ำ”

ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.สิตางศุ์ เสนอว่า การออกแบบโครงการด้านชลประทานจำเป็นจะต้องมองล่วงหน้าไปถึงการคาดการณ์สภาพอากาศในอนาคต เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะออกแบบการจัดการน้ำร่วมกันในรูปแบบโครงข่ายน้ำ เพื่อที่จะเชื่อมโยงแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ากับโครงการชลประทานต่างๆ ให้สามารถบริหารถ่ายเทน้ำได้เป็นโครงข่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงผลกระทบสภาวะโลกร้อน เช่น ภาคอีสาน

รัฐยังคงเดินหน้าทิศเดิม ดันลงทุนเมกะโปรเจกต์น้ำอีสาน 27,000 ล้าน

แม้ว่าในช่วงทศวรรตที่ผ่านมา หลายโครงการเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ประสบปัญหาไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ตามวัตถุประสงค์ ซ้ำยังขยายวงความเสียหายจากภัยแล้งและน้ำท่วม เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เปิดเผยว่า การพัฒนาโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ยังคงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ และแก้ปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้ง ในระยะยาว

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหญ่ในการบริหารจัดการน้ำ สทนช. จึงได้มีการปรับปรุงทบทวน แผนแม่บทการจัดการน้ำ ใหม่ใน 8 ลุ่มน้ำทั่วประเทศภายในปีนี้ และในอีก 5 ลุ่มน้ำภายในปีหน้า ตลอดจนได้ทบทวนแผนแม่บทน้ำแห่งชาติให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่แปรปราวนมากขึ้น” 

“นอกจากนี้ สทนช.ยังได้ทำงานประสานใกล้ชิดกับหน่วยวงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มาร่วมกำหนดแนวทางการทำงานเชิงป้องกัน คาดการณ์ปริมาณน้ำฝน น้ำท่า และกำหนดจุดเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ด้านจากการค้นข้อมูลร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2565 พบว่า ในปีงบประมาณใหม่ที่จะถึงนี้ กรมชลประทานได้เสนอโครงการด้านชลประทานและการจัดการน้ำใหม่ ในพืท้นที่ภาคอีสานกว่า 400 โครงการ คิดเป็นมูลค่างบประมาณสูงถึง 27,000 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น โครงการบางส่วนยังเป็นโครงการส่วนย่อยของโครงการเมกะโปรเจ็ค ซึ่งตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายผูกพันยังปีต่อๆ ไป อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ซึ่งจะใช้งบประมาณตลอดทั้ง 5 ระยะของโครงการทั้งหมดถึง 1.9 ล้านล้านบาท

ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ส่งผลให้ฤดูกาลและปริมาณฝนในแต่ละช่วงเวลามีความผันผวน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานตกอยู่ในความเสี่ยงความไม่มั่นคงด้านทรัพยากรน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้มีโครงการชลประทานขนาดใหญ่ก็ตาม

ดังนั้น รศ.ดร.วิษณุ เสนอว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการพัฒนารูปแบบการจัดการน้ำขนาดเล็กที่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละท้องที่ โดยต้องเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรูปแบบโครงการ รวมถึงต้องช่วยเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เพื่อให้ชุมชนเข้ามาจัดการดูแลการจัดการน้ำในท้องที่ของตนเอง

“สำหรับเกษตรกรแต่ละครัวเรือน ควรขุดบ่อกักเก็บน้ำตามหัวไร่ปลายนาของตน หรือทำระบบธนาคารเก็บน้ำใต้ดิน เพื่อเป็นแหล่งสำรองน้ำไว้ใช้ยามฝนทิ้งช่วง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบความแปรปรวนของฝนฟ้าอากาศในพื้นที่เกษตรของตนเองได้” เขากล่าว