คดีเสือดำ บอกอะไรคนไทย

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

(ภาพ : ThaiPost)

1.

เมื่อเริ่มต้นเดือนธันวาคม สื่อโซเชียลมีเดียก็เริ่มประโคมข่าวกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา “คดีเสือดำ” และดูเหมือนว่าสังคมไทยยังไม่ลืมเรื่องนี้ 

จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ผมเฝ้ารอฟังข่าวผลของ นี้ทั้งเช้า จนราวใกล้เที่ยง หน้าจอฟิดข่าวในเฟสบุ๊คก็ปรากฏข่าวว่า ศาลฎีกามีพิพากษาให้  “นายเปรมชัย กรรณสูต” ได้รับโทษจำคุก 2 ปี 14 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

เมื่อเห็นผลของคดีนี้ ตอนแรกผมค่อนข้างรู้สึกแปลกใจ ที่ศาลฎีกาลงโทษจำคุกคนที่สถานะทางสังคมสูงส่งอย่างนายเปรมชัย กรรณสูต ซึ่งเป็นถึงประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อบเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งตัวเขาเคยอ้างว่ารู้จักกับผู้มีอำนาจในทุกกระทรวง และทุกคนก็รู้สึกเห็นใจเขา 

2.

คดีนี้ค่อนข้างน่าแปลกใจตรงที่ว่า เป็นการพิพากษาลงโทษจำคุกบุคคลที่มีสถานะทางสังคมสูง ซึ่งผิดแผกแตกต่างจากคดีของชนชั้นสูงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ที่ผ่านมาคดีที่ชนชั้นสูงถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มักจะลงเอยด้วยไม่มีการส่งฟ้องคดีต่อศาล ต่อให้ส่งฟ้อง ศาลก็พิพากษาว่าไมมีความผิด 

เช่น หนึ่ง คดีเขายายเที่ยง ที่พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่าสร้างบ้านพักตากอากาศบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คดียุติลงโดยไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล 

สอง คดีคนในตระกูลเจียรวนนท์ ครอบรคองที่ดินมีโฉนดที่ดิน ที่ออกทับพื้นที่ป่าสงวนเพื่อใช้ทำนากุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2559 แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดี 

สาม คดีสนามเข่งรถโบนันซ่าของนายทุนรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า เขานกยูง และเขาอ่างหิน รวม 166 ไร่ จนบัดนี้คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ 

สี่ คดีนางกนกวรรณ กิจเจริญ ภรรยาของ“ซูโม่กิ๊ก” พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ครอบครองที่ดินที่บุกรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ และป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 713 ไร่ คดีนี้ลงเอยด้วยการสั่งไม่ฟ้องคดีต่อศาล 

ห้า คดีนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง 

(ภาพ : tna.mcot)

3.

คดีนี้ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยและพวกยิงเสือดำ แม้จะปรากฏตามข่าวว่ามีการพิสูจน์ในทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นการพิสูจน์ระบุว่าซากที่ถูกแยกชิ้นส่วนนั้นเป็นเสือดำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการพิสูจน์ว่าจำเลยและพวกเป็นคนยิง มีแต่พยานที่เห็นขณะครอบครองซาก และนำเนื้อมาประกอบอาหารเท่านั้น 

เพราะฉะนั้นในทางคดีการลงโทษข้อหาล่าสัตว์ป่าจึงเปิดช่องทางให้จำเลยต่อสู้คดีได้ และศาลจะตัดสินว่าผิดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าศาลเชื่อคำพูดของฝั่งไหนมากกว่า ซึ่งหากจำเลยสามารถต่อสู้จนหลุดในข้อหาล่าสัตว์ป่า เมื่อเหลือเพียงข้อหาครอบครองซากสัตว์ ศาลก็จะสั่งให้รอลงอาญาได้

ผมคิดว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายเปรมชัยในคดีนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะความชัดเจนของการพิสูจน์ในทางนิติวิทยาศาสตร์เท่านั้น แน่นอนว่านี่เป็นพยานหลักฐานสำคัญประการหนึ่ง แต่ไม่ใช่สาระสำคัญที่มีผลต่อรูปคดีทั้งหมด 

แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญต่อผลของคดีนี้มากมากกว่าคือ 

  1. การกดดันของกระแสสังคมที่ตามกัดไม่ปล่อยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าเรื่องนี้แม้จะผ่านเวลามานานแต่ก็ยังเป็นประเด็นในสังคมเสมอทุกครั้งที่มีข่าวออกมา เมื่อกระแสสังคมไม่จางลง ผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมก็ยากที่จะมองข้ามไปได้ 
  2. ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมของไทยถูกครหาว่ามีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งที่ผ่านมามีคนจนในสังคมไทยจำนวนมากที่ถูกตัดสินจำคุกในคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะคดีชุมนุมทางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องแล้วถูกจับกุมดำเนินคดีด้วย ทำให้คนในสังคมไทยไม่พอใจกับการทำหน้าที่ของศาล เมื่อเกิดคดีนี้คนในสังคมไทยจึงจับตามองมากเป็นพิเศษ ดังนั้น หากศาลมีคำพิพากษาที่น่าเกลียดมากๆ จะยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามและโจมตีศาลมากขึ้นไปอีก จนอาจทำให้ศาลมีความน่าเชื่อถือลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ  
  3. นี่ไม่ใช่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ระบบกระบวนการยุติธรรมของไทยเดินหน้าไปสู่การทลายความเหลื่อมล้ำ อย่างผมได้บอกบอกไปข้างต้นแล้วว่าคดีนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือถูกสังคมจับตามากเกินไป ผมจึงไม่เห็นด้วยตามที่ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า คดีเสือดำสามารถพิสูจน์ และให้คำตอบกับสังคมได้ชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยไม่มีความเหลื่อมล้ำ ในทางตรงกันข้าม สมมติว่าคดีนี้สื่อและสังคมไม่จับตาและช่วยกันสร้างกระกดดันในสังคม ผลจะออกมาเป็นเช่นใด
(ภาพ : TNA.MCOT)

4. 

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นธรรมและไม่เหลื่อมล้ำ จะเป็นโครงสร้างสังคมที่สำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยพยุงและประคับประคองให้สังคมเดินหน้าได้ หากสังคมก้มหัวให้และปล่อยให้ผู้มีอำนาจคุยกันเอง สังคมก็จะต้องพบเจอกับความขัดเคืองในความอยุติธรรมเสมอ 

ผมคิดว่าบทเรียนที่สังคมไทยได้จากคดีนี้ คือ กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาล ไม่ใช่อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจะแตะต้องไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามคนที่อยู่ในอำนาจเหล่านั้นเขารับค่าตอบแทนที่เป็นเงินภาษีของประชาชน ทำหน้าที่รับใช้สังคมตามระเบียบกฎหมาย 

ดังนั้น หากสังคมไม่พึงพอใจย่อมมีสิทธิส่งเสียงแห่งความขุ่นเคืองได้ เมื่อสังคมไม่ปล่อยปละละเลย และช่วยกันส่งเสียงกดดันเหล่าผู้มีอำนาจ ถึงที่สุดแล้วพวกเขาย่อมจะต้องยอมเดินในร่องในรอย หรือหากเรื่องราวบางอย่างถูกเปิดเผยพวกเขาย่อมจะต้องเหนียงอายบ้าง 

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อเสียงของคนในสังคมที่ดังมากพอ คนมีอำนาจก็มีทำหน้าที่อยู่ในร่องในรอยมากขึ้น