เส้นทางสู่คำพิพากษา “คดีเสือดำ” วันนี้ จากสนง.อัยการสูงสูด-ศาลยุติธรรม

จากการยื่นฟ้องศาลชั้นต้น 30 เม.ย. 61 ถึงคำพิพากษาศาลฏีกา 8 ธ.ค.64 ที่มาที่ไปของคำตัดสินวันนี้ “จำคุกเปรมชัย 2 ปี 6 เดือน (พร้อมอีกสองจำเลย) พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย 2 ล้าน” จากสำนักงานอัยการสูงสุด

พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมจากสำนักงานศาลยุติธรรม “4 จำเลย ผิด 6 ฐานความผิด ตาม 4 พรบ.” “ไม่ต้องรับโทษอาญา เพราะกฏหมายสัตว์ป่าฉบับใหม่” และ “ลดดอกเบี้ยค่าเสียหาย จาก 7.5% ต่อปี เป็น “ตามกฏหมายใหม่-ไม่เกิน 7.5% ต่อปี”

จากศาลชั้นต้น : ศาลจังหวัดทองผาภูมิ

“คดีนี้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 อัยการจังหวัดทองผาภูมิได้ยื่นฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูตร จำเลยที่ 1 นายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่สอง นายนที เรียมแสน จำเลยที่ 3 นายธานี ทุมมาศ จำเลยที่ 4 ในข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาอื่น ๆ อีกหลายข้อหา ซึ่งต่อมา วันที่ 19 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดทองผาภูมิพิพากษาจำคุก

นายเปรมชัย กรรณสูต จำคุก 16 เดือน นายยงค์ โดดเครือ จำคุก 13 เดือน นางนที เรียมแสน จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท รอการลงโทษ 2 ปี และนายธานี ทุมมาศ จำคุก 2 ปี 17 เดือน

โดยยกฟ้องจำเลยบางข้อหา โดยเฉพาะนายเปรมชัย กรรณสูต ศาลยกฟ้องในข้อหาร่วมกันเก็บของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และข้อหาร่วมกันมีซากสัตว์คุ้มครอง (เสือดำ) แต่ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนในข้อหาร่วมกันมีซากสสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) แทน” ข่าว “ศาลฏีกาตัดสินคดีนายเปรมชัย กรรณสูต จำเลยกับพวก (คดีเสือดำ)” จากสำนักสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผย

สู่ศาลอุทธรณ์ ภาค 7

“ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 อธิบดีอัยการศาลสูงภาค 7 ได้ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามคำฟ้องขของพนักงานอัยการโจทก์ทุกข้อหา

และต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทุกคน ตามที่พนักงานอัยการศาลสูงภาค 7 ยื่นอุทธรณ์ โดยจำคุกนายเปรมชัย กรรณสูต 2 ปี 14 เดือน จำคุกนายยงค์ โดดเครือ 2 ปี  17 เดือน จำคุกนางนที เรียมแสน 1 ปี 8 เดือน รอการลงโทษให้ตามศาลชั้นตน และจำคุกนายธานี ทุมมาศ จำคุก 2 ปี 21 เดือน

หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทุกคน ตามที่พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว อธิบดีอัยการศาลสูงภาค 7 จึงมีคำสั่งไม่ฏีกา”

วันนี้ คำพิพากษาศาลฏีกา

“ครั้งต่อมา วันที่ 31 มีนาคม 2563 จำเลยจำนวน 3 รายได้แก่นายเปรมชัย กรรณสูต นายยงค์ โดดเครือ และนายธานี ทุมมาศ ได้ยื่นฏีกาต่อศาลฏีกา และอธิบดีอัยการศาลสูงภาค 7 ได้แก้ฏีกาเรียบร้อยแล้ว

คดีนี้ ศาลฏีกาได้พิจารณาแล้ว ได้มีคำพิพากษาวันนี้ (8 ธ.ค. 64) ดังนี้

ฏีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น และไม่มีเหตุผลต่อการรอการลงโทษ แต่ต่อมาได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า แก้ไขเพิ่มเติม ปี พ.ศ. 2562 ได้ยกเลิกมาตรา 55 การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงไม่มีความผิดในส่วนนี้ ตาม ป.อาญษ มาตรา 2 คงจำคุกจำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 คงจำคุก 2 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 4 คงจำคุก 2 ปี 13 เดือน

ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 2 ล้านบาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ แต่ให้ปรับแก้ไขดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฏหมายใหม่” ข่าวสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุ

(ภาพ : pptvhd36)

4 จำเลย ผิด 6 ฐานความผิด ตาม 4 พรบ.

“โดยคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ เป็นโจทก์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นผู้ร้อง (ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย) นายเปรมชัย กรรณสูต จำเลยที่ 1 นายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่ 2 นายนที เรียมแสน จำเลยที่ 3 และนายธานี ทุมมาศ จำเลยที่ 4 ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

จำเลยที่ 1, 2 และ 4 ยื่นฏีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิด ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพปาสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 20,000 บาท 

ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากเสือดำซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 30,000 บาท

ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากไก่ฟ้าหลังเทา ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท

ลงโทษจำเลยที่ 1,2 และ 4 ฐานร่วมกันล่าเสือดำ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุกคนละ 1 ปี

เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 เดือนของจำเลยที่ 2 และ 4 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กับโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1, 2 และ 4 ในความผิดฐานพยายามล่ากระรอก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดทองผาภูมิ) 

คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 14 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 17 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 21 เดือน โทษจำคุกจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นอกจากที่แก้ให้เป็นไปปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น” กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้อธิบายเพิ่มเติม

(แฟ้มภาพ : tna.mcot)

ไม่มีโทษอาญา เพราะกฏหมาย “สัตว์ป่า” ฉบับใหม่

“ผลของคำพิพากษาศาลฏีกา สรุปได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันมีซากเสือดำ ที่ร่วมกันฆ่าไว้ในครอบครอง และสถานที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแหห่งชาติ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 แและที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย จึงให้ลงโทษฐานร่วมกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงกรรมเดียว โดยให้การกำหนดโทษเป็นไปตามมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ส่วนความผิดฐานร่วมกันรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งซากไก่ฟ้าหลังเทา ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 55 นั้น ระหว่างการพิจารณาของศาลฏีกาฯ ได้มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.เดิม ซึ่งตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ไม่ได้บัญญัติให้การกระทำควาามผิดตามกฏหมายเดิมในมาตรา 55 นั้น เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยทั้งสี่จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 55 ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

ดังนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงยังคงมีความผิดฐานร่วมกันมีซากไก่ฟ้าหลังเทา ซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่ ส่วนฏีกาข้ออื่น ๆ ของฝ่ายจำเลยฟังไม่ขึ้น

ทั้งนี้ ศาลฏีกามีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลออุทธรณ์ภาค 7

ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสี่ในความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนแและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 55” ข่าวจากสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุ

(แฟ้มภาพ : tna.mcot)

ลดดอกเบี้ยค่าเสียหาย จาก 7.5% ต่อปี เป็น “ตามกฏหมายใหม่-ไม่เกิน 7.5% ต่อปี”

“สำหรับค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ให้แก่กรมอุทยานฯ ผู้ร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 4 ก.พ. 2561 ถึงวันที่ 10 เม.ย. 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง 

อนึ่ง อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเปป็นพระราชกฤษฏีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องขอ

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในชั้นฏีกาให้เป็นพับ ส่งผลในส่วนของคดีอาญามีการลงโทษจำเลยทั้งสี่ดังนี้

จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 14 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 17 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 21 เดือน” ข่าวจากสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุ