คำถามต่อองค์กรผู้ตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อม

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

1.

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมที่จัดขึ้นโดยกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวกับโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพลมาชี้แจงรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยครั้งนี้ผู้แทนจากกรมชลประทาน สำนักแผนและนโยบายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มาชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ 

ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและนักวิชาการ หน่วยงานรัฐผู้เป็นเจ้าของโครงการยังคงเดินหน้าต่อไป โดยหน่วยงานที่เป็นผู้ตรวจสอบมีท่าทีชวนให้น่ากังขา ในขณะที่ชาวบ้านและนักวิชาการก็ไม่มีโอกาสได้รับการชี้แจงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน จึงใช้อำนาจเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาชี้แจงและตอบคำถาม เพื่อหาความชัดเจนสู่สังคม 

ผมติดตามข้อมูลเรื่องโครงการนี้มาโดยตลอด แต่การเข้าประชุมครั้งนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสรู้เรื่องที่ถูกเจ้าของโครงการและบริษัทเอกชนผู้จัดทำรายงาน EIA ปกปิดหลายเรื่อง รวมทั้งเมื่อฟังนักวิชาการวิเคราะห์แล้ว ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาในหลายเรื่องเลยทีเดียว  

2.

การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องมากจากเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 คุณทิม พิธา ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาจากชาวบ้านที่อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และได้รับปากกับชาวบ้านว่าจะให้ ส.ส. ของพรรคก้าวไกล ที่เป็นกรรมาธิการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาชี้แจงและตอบคำถามของชาวบ้าน 

ผู้แทนจากกรมชลประทาน (ชป.) สำนักงานแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ชี้แจงในทำนองเดียวกันว่า กรมชลประทานซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ ได้จัดให้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ถูกต้องครบถ้วนตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และตามหลักวิชาการแล้ว 

มีการศึกษาครอบคลุมพื้นที่โครงการอย่างละเอียด พบว่าโครงการนี้มีผลกระทบน้อยมาก ซึ่งได้ออกแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามหลักวิชาการ และได้เสนอการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบตามกฎหมายแล้ว พร้อมทั้งได้ทำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างครบถ้วนแล้ว 

โดยเฉพาะผู้แทนจาก คชก. ย้ำว่าได้ทำการตรวจสอบแล้วและพบว่ารายงาน EIA ทำมาถูกต้องครบถ้วนโดยผู้เชี่ยวชาญ สำหรับข้อทักท้วงของชาวบ้านที่ว่า เจ้าหน้าที่บริษัทที่ปรึกษาเข้าไปพบชาวบ้าน ผู้นำ เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนตามสถานที่ต่างๆ แล้วถ่ายรูปเอาไปประกอบรายงาน EIA นั้น ถือว่าเป็นเทคนิคการมีส่วนร่วมร่วมรูปแบบหนึ่ง    

ผมได้ย้อนไปตรวจสอบจากข่าวที่นำเสนอเรื่องนี้ พบว่าโครงการนี้ได้ผ่านการพิจารณาของ คชก. เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เมื่อวันที่  15 กันยายน 2564 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเอาเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีต่อไป

แม่น้ำยวม
แม่น้ำยวมบริเวณนี้จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำหากโครงการเขื่อนน้ำยวมและอุโมงค์ผันน้ำยวมก่อสร้างแล้วเสร็จ (ภาพ : ปรัชญ์ รุจิวนารมย์)

3.

ทุกวันนี้เราพบเห็นฝ่ายรัฐเผยแพร่เฉพาะข้อมูลด้านเดียว และคอยทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชน รวมทั้งหลายๆ ครั้งที่เห็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของรัฐ ออกมาทำหน้าที่แก้ต่างให้แก่โครงการที่ถูกครหาหรือตั้งคำถามจากประชาชน 

สำหรับโครงการนี้ รัฐเน้นย้ำเฉพาะข้อมูลที่อ้างว่าจะแก้ไขปัญหาน้ำแล้งให้พื้นที่ภาคกลาง เป็นการเอาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนภาคกลางมาเป็นข้ออ้าง โดยที่ประชาชนเหล่านั้นเองก็ไม่รู้ข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญ 

ส่วนปัญหาและผลกระทบนั้นก็ถูกตีกรอบมาให้เหลือเพียงไม่กี่ครอบครัว อีกทั้งตัวรายงาน EIA ฉบับที่จะใช้จริงก็ถูกปกปิดมาโดยตลอด โดยเหตุผลและข้อโต้แย้งของชาวบ้านและนักวิชาการก็ไม่ถูกพิจารณาอย่างจริงจัง 

ผมเคยฟังนักวิชาการและทนายความหลายคนที่บอกว่ากระบวนการตรวจสอบรายงาน EIA ของไทยนั้นมีปัญหาหลายประการมาก ซึ่งจากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมได้ตระหนักว่าระบบกฎหมายเกี่ยวกับการทำและตรวจสอบ EIA ของไทยมีปัญหาจริง ผมจะขอยกมาเป็นตัวอย่าง 2 ประการ คือ 

ประการแรก ปัญหาความสัมพันธ์ในการจ้างทำรายงาน EIA ระหว่างเจ้าของโครงการซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง กับบริษัทที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้รับจ้าง 

ระบบกฎหมายของไทยไม่ได้ห้ามผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างทำรายงาน EIA มีอิทธิพลต่อกันหรือชักจูงด้วยผลประโยชน์ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ผู้รับจ้างทำรายงาน EIA ไม่ได้ทำตามหลักวิชาการจริง แต่ทำตามความต้องการของว่าจ้าง เพราะว่ารับเงินเขามาโดยตรงและรับเป็นงวดๆ อาจแบ่งเป็น 3 หรือ 4 งวด หากไม่ทำตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างก็อาจจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้ ซึ่งเป็นเงินจำนวนหลายล้านหรือหลายสิบล้าน 

ภายใต้ระบบเช่นนี้ คงไม่มีเจ้าของโครงการคนไหนปล่อยให้รายงาน EIA ออกมาโดยระบุว่ามีปัญหาและไม่สมควรดำเนินการ เมื่อลงทุนจ้างไปแล้วพวกเขาย่อมต้องการให้รายงาน EIA ระบุว่าไม่มีผลกระทบหรือหากมีก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด ไม่ว่าความจริงจะทำได้หรือไม่ก็ตาม 

ซึ่งกรณีนี้ในบางประเทศระบบกฎหมายออกแบบมาห้ามไม่ให้เจ้าของโครงการจ้างบริษัทที่ปรึกษาเอง แต่กำหนดให้หน่วยงานรัฐใช้เงินกองทุนของรัฐบาลว่าจ้าง โดยเจ้าของโครงการและบริษัทผู้จัดทำ EIA ไม่มีโอกาสพบกัน จะเป็นหลักประกันความเป็นกลางของตัวรายงานที่จัดทำ

นอกจากนี้ก็ไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์ตรวจสอบจริยธรรมทางวิชาการของผู้เขียนรายงาน และไม่มีมาตรการตรวจสอบมาตรฐานทางวิชาการของตัวรายงาน EIA จึงอาจจะมีการใช้ระเบียบวิธีที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้ลงมือทำจริง รวมทั้งอาจจะมีการคัดลอกรายงาน ข้อมูล หรือความเห็นจากรายงานเล่มอื่นๆ โดยไม่มีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์จากกรณีเฉพาะนั้นจริง จึงพบบ่อยๆ ว่ารายงาน EIA บางฉบับมีการระบุชื่อคนและสถานที่ผิด แต่ความจริงคือคัดลอกรายงานเล่มอื่นมาแต่ลืมแก้ชื่อเดิม  

ประการที่สอง ปัญหาการตรวจสอบรายงาน EIA ของ สผ. และ คชก. 

ผมเคยสอบถามนักวิชาการท่านหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น คชก. นักวิชาการท่านนั้นเล่าให้ฟังว่าทางปฏิบัติแล้ว ทั้ง สผ. และ คชก. ให้ความสำคัญกับการพิจารณารูปแบบของตัวรายงาน EIA เป็นหลัก (ทำครบตามแบบฟอร์ม) สำหรับเนื้อหาของรายงานนั้น หากไม่ได้ผิดในส่วนที่เป็นสาระสำคัญจริงๆ และไม่มีการโต้แย้งด้วยเหตุผลที่จัดเจน ก็จะไม่ถูกหยิบมาพิจารณา

อีกสิ่งที่เห็นจากกรณีนี้คือ เมื่อ สผ. และ คชก. มาชี้แจง พวกเขาพูดเน้นย้ำว่ารายงาน EIA ทำถูกต้องสมบูรณ์โดยผู้เชี่ยวชาญ และเรื่องที่เป็นปัญหาก็ถูกแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว ท่าทีเหมือนพยายามปกป้องรายงาน EIAที่ผ่านการพิจารณาของพวกเขาไปแล้ว   

ดังนั้น ในทางปฏิบัติ สผ.และ คชก. ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบรายงาน EIA ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของชุมชนและสังคมโดยรวมจริง แต่กลับทำหน้าที่รับรองความถูกต้องให้กับรายงาน EIA ที่เต็มไปด้วยคำถามและข้อครหา แม้ว่าจะไม่มีการทุจริตใดๆ เลยก็ตาม

4.

การจัดทำระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ต้องเป็นการสร้างสิ่งที่จำเป็นและใช้ได้จริง และที่สำคัญต้องเป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ได้จริง 

นี่เป็นบทบาทของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริง ที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐ ที่จะใช้งบประมาณมหาศาลและอาจก่อผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม ถูกนำมากางบนโต๊ะ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและนักวิชาการได้ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งการตัดสินใจโครงการประเภทนี้เป็นเรื่องนโยบายของรัฐ ดังนั้น การตัดสินใจในโครงการที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างเช่นนี้ จะต้องทำบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

การประชุมของกรรมาธิการครั้งนี้ ได้ทำให้ข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่ถูกแอบซ่อนไว้ และข้อมูลโต้แย้งของนักวิชาการ ถูกนำมาเปิดเผย ทำให้เราได้เห็นทั้งส่วนที่เป็นผลกระทบต่อชาวบ้าน กระบวนการทำงานของกรมชลฯ และบริษัทเอกชนที่ทำรายงาน EIA รวมทั้งท่าทีและทัศนะของ สผ.และ คชก.