ฤๅจะลืมอดีต

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 20 ฤๅจะลืมอดีต

ตาล วรรณกูล

แสงอรุณจากดวงตะวันเริ่มฉาบลงมาระบายสีให้กับยอดไม้และใบหญ้าขณะที่หยดน้ำค้างเกาะ สะท้อนระยิบระยับฉายแฉกเป็นดวง ๆ ช่อดอกขจรจบหรือที่เรียกกันว่าหญ้าคอมมิวนิสต์ชูลวงเป็นพลวงหางกระรอกอวดโฉมงามฟุ้งอยู่ริมทาง บ้างก็ถูกกระแสลมพัดปลิดเมล็ดปลิวไปไกลจากต้นเพื่องอกงามในที่แห่งใหม่ เช่นเดียวกันต้นนนทรีป่าที่ยืนต้นก็ทิ้งใบโกร๋นลดการสูญเสียน้ำในยามแล้งร้อนและแห้งเหือดของผิวดิน มันเป็นช่วงฤดูของการผลัดเปลี่ยนการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดของหมู่ไม้ในป่ารุ่นสองที่เพิ่งฟื้นคืนจากการถูกถากถางได้เพียงไม่กี่ปี ซึ่งเราเรียกที่นี่ว่าป่าห้าร้อยไร่ ป่าที่กรมป่าไม้ทวงคืนจากการสัมปทานปลูกไม้เศรษฐกิจพวกยูคาลิปตัสและยางพารามาเนิ่นนานนับตั้งแต่ปิดป่าเมื่อราว 30 ปีมาแล้ว

ในเพิงพักของจุดเฝ้าระวังช้างป่าที่อาสาสมัครฯ สร้างไว้อย่างง่าย ๆ ด้วยเศษซากของไม้ยูคาลิปตัสที่เหลือทิ้ง ทำเป็นเสา เป็นขื่อ เป็นแป และจันทัน มุงด้วยสังกะสีผุ ๆ ที่สนิมกัดกินไม่ทิ้งร่องรอยของความใหม่นั้น ถูกผูกแขวนไปด้วยเปลนอนระโยงระยาง ไม่เว้นแม้แต่รถกระบะสองคันที่จอดอยู่ด้านนอกก็กลายเป็นที่แขวนเปลนอนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและอาสาสมัครเฝ้าระวังช้างป่าร่วมสิบชีวิตที่รวมตัวกันออกมาผลักดันช้างป่าฝูงใหญ่กลับเข้าไปยังผืนป่าเขาอ่างฤาไน

“ทีมของหัวหน้าเตี้ยเข้าไปกดตูดมันตั้งแต่เช้ามืดแล้วครับน้า ป่านนี้ช้างพวกนั้นคงใกล้ถึงเราเต็มที” เจ้าไอซ์ที่นั่งอยู่บนเปลโยกไหวไปมาทำให้เสาที่ขัดกันกับแปส่งเสียงออดแอดหันมาบอกกับผมอย่างนั้น “น้าเตรียมกล้องของน้าไว้ได้เลยครับ วันนี้น่าจะสนุกเพราะในฝูงช้างมีลูกเล็ก ๆ อยู่หลายตัว” 

ผมหันไปมองเด็ก ๆ ทีมฟันน้ำนมคนอื่น ๆ เจ้าแบม เจ้าไผ่ และเจ้าที ยังคงนอนคุดคู้ไม่กระดุกกระดิกอยู่บนแปลส่วนตัวของพวกเขา 

“น้าปัญญาก็เข้าไปด้วยรึ” ผมกระทู้ถาม เมื่อเห็นเปลของปัญญา อาสาสมัครรุ่นใหญ่แห่งลาดกระทิงว่างเปล่า

“ใช่ครับ” เจ้าไอซ์ตอบขณะที่สายตาของเขายังคงจดจ่ออยู่กับการพิมพ์อะไรบางอย่างบนสมาร์ทโฟนของเขา 

“แล้วนั่นทำอะไร” 

“หนูกำลังส่งข้อความไปบอกที่บ้านถึงเหตุผลที่ไม่กลับบ้านเมื่อคืนนี้ครับ”

“เหตุผลที่บอกไปว่าอย่างไร”

“หนูมาเฝ้าช้างครับ” 

เหตุผลของพวกเขาเมื่อหายออกไปจากบ้านมีไม่กี่อย่าง ถ้าไม่ไปหาปูหาปลาตามบึงตามหนอง ก็จะมาเฝ้าช้างไม่ให้ไปก่อความเสียหายให้กับชาวบ้านเช่นนี้ ซึ่งครอบครัวของเด็ก ๆ ต่างก็เข้าใจในข้อนี้เป็นอย่างดี และพวกเขาก็ดูเหมือนจะวางใจและให้การสนับสนุน

ครั้งหนึ่ง แม่ของเจ้าทีเคยส่งข้อความแชทมาหาแล้วบอกกับผมว่า “ไปดูช้างที่ไหนก็อย่าลืมพาลูกทีไปด้วยนะ เขาจะได้เรียนรู้จากคุณด้วย” ฟังดูเหมือนผมได้กลายเป็นพี่เลี้ยงของเด็ก ๆ พวกนี้ไปเสียแล้ว ทั้งที่ไม่มีเจตนาจะให้เป็นเช่นนั้น เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ทำกันเป็นกิจวัตรอยู่ตลอดเวลา ผมเองต่างหากที่จะต้องติดสอยห้อยตามพวกเขาไปเฝ้าระวังช้างป่าตามที่ต่าง ๆ ในฐานะนักเล่าเรื่องราวที่กำลังติดตามค้นหาวัตถุดิบในการเล่าเรื่อง ซึ่งในทางกลับกันพวกเขาต่างหากที่เป็นพี่เลี้ยงแก่ผม

ขณะที่ดวงตะวันค่อย ๆ เคลื่อนตัวขึ้นพ้นเหนือยอดต้นนนทรีป่าจนส่องแสงเจิดจ้าแผดเผา เสียงโหวกเหวกของทีมผลักดันช้างป่าก็ค่อย ๆ ดังกระชั้นถี่ขึ้นและใกล้เข้ามา บรรยากาศนั้นทำให้ผมหวนถวิลหาครั้งที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของการไล่ราวร่วมกับญาติ ๆ ในป่าบ้านเกิดทางภาคเหนือ ซึ่งพ่อให้ถือปืนไบคาลแฝดซุ่มอยู่ตามรายด่านที่ลูกราวกำลังไล่ต้อนหมูฝูงมาให้ผมยิง หากแต่ ณ เวลานี้ผมมีเพียงกล้องภาพยนตร์ที่หนักอึ้งอยู่ในมือ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการล่า เพียงอุปกรณ์นั่นเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แน่นอนว่าครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วผมหมายจะเอาชีวิตสัตว์ป่าเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ป่าไม่ได้เป็นป่ารกดงเถื่อนเหมือนอดีต สัตว์ไม่ได้มีมากเหมือนแต่ดั้งแต่เดิม การวางปืนหันมาถือกล้องและเปลี่ยนการล่าที่หมายเข่นฆ่ามาเป็นการล่าที่หมายจะเอาแค่ภาพถ่ายก็ไม่ถือว่าผิดวิสัยของพรานไพรมากนัก เพราะยังคงใช้ทักษะเดิมในการทำงาน

เสียงนั้นเงียบหายไปสักชั่วครู่ ทว่ากลับทดแทนด้วยกลิ่นหญ้าแตกและเสียงดังโผงผางออกมาจากทางด้านขวาของผม 

“น้า ๆ ช้างเข้ามาใกล้แล้วครับ” ทันทีที่เจ้าแบมส่งเสียงร้องบอก พวกเขาทั้งสี่คนก็จัดแจงแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง เพื่อไปปิดกั้นรถราที่จะวิ่งผ่านมาบนถนนและปล่อยให้ช้างป่าฝูงนั้นได้เดินข้ามทางกลับเข้าไปยังป่าใหญ่อันเป็นถิ่นที่พวกมันเคยใช้อาศัยหากิน หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือป่าที่พวกมันเคยใช้เป็นที่หลบภัยมาตั้งแต่ยุคสัมปทานทำไม้ขายไปยังต่างดินแดนของรัฐบาลในอดีตนั่นเอง

ในเมื่อยุคสมัยมันเปลี่ยน ความสะเทือนเลือนลั่นจากการละเบิดป่าขายเป็นสินค้าสงบลง รวมทั้งการออกกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ช้างป่าพวกนั้นก็ถูกทางการคุ้มครอง พวกมันจึงถือโอกาสปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตจากที่เคยอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ก็เป็นการปรากฏตัวให้ผู้คนได้เห็นมากขึ้น และเมื่อพื้นที่ใช้ประโยชน์ของทั้งคนและทั้งช้างป่าทับซ้อนกัน ความบาดหมางแคลงใจก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนทะเลาะกับช้างมากขึ้น และบางทีคนเองก็หันมาทะเลาะกันและกัน กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ดูท่าจะไร้ทางออก เหล่านี้หากไม่พยายามทบทวนรากเหง้าเพื่อหาทางปรับเปลี่ยนวิธีคิดและปฏิบัติ มีหรือแสงสว่างจะปรากฏให้เห็นที่ปลายอุโมงค์อันดำมืดนั้นได้

หากจะว่าไปแล้วนั่นก็แค่ปัญหาที่เกิดขึ้นมานานนม บางพื้นที่ก็อาจคุ้นชินและชาเฉย แต่ทว่าวลีเก่าสะท้อนหูยังคงมีความหมาย “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” ดังแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังก่อร่างสร้างตัวในปัจจุบัน … บทเรียนหรือก็แค่อดีต อดีตที่นับวันจะพากันลืมเลือน