เลือกตั้ง อบต. กับปัญหาดิน น้ำ ป่า

1. 

พรุ่งนี้ (28 พฤศจิกายน 2564) จะเป็นวันเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ น่าเสียดายที่ตำแหน่งนายก อบต. ในตำบลที่ผมอยู่ มีผู้สมัครคนเดียวจึงไม่มีการแข่งขัน คนไทยห่างเหินจากการเลือกตั้ง อบต. มานานจนจำแทบไม่ได้แล้ว ครั้งสุดท้ายที่มีการเลือกตั้ง อบต. คือวันที่ 20 ตุลาคม 2556 จนถึงขณะนี้ผ่านมาเป็นเวลา 8 ปี แล้ว ซึ่งปกติสมาชิก อบต. และนายก อบต. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่หลังรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2557 มีคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 1/2557 ต่ออายุให้อยู่ในตำแหน่งต่อจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่

การที่ไม่มีการเลือกตั้ง อบต. ทำให้คนไทยรู้สึกห่างเหินจาก อบต. ไม่ค่อยรู้สึกว่าได้ประโยชน์อะไรจาก อบต. สำหรับคนที่อยู่ในอำนาจ อบต.ก็เงียบๆ ไม่ออกมาเคลื่อนไหวอะไร ทำให้ อบต.มีความสำคัญต่อประชาชนน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก 

2. 

หลายๆ กรณี การเมืองท้องถิ่นขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่ตระกุล ตกลงกันเพื่อแบ่งเก้าอี้ ให้คนหนึ่งไปเป็น สจ. คนหนึ่งไปเป็นกำนัน คนหนึ่งไปเป็นนายก อบต. แล้วพวกเขาก็อยู่เป็นเนื้อเดียวกับฝ่ายราชการ มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนกัน ระบบการเมืองแบบนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร หากพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้มีอิทธิพลด้วยแล้ว ประชาชนในท้องถิ่นจะถูกอำนาจเหล่านั้นกดทับเสียอีกต่างหาก  

โดยทั่วไปแล้ว การเมืองที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ต้องเป็นการเมืองที่มีการแข่งขันกันจริง และมีวาระที่พอเหมาะพอดี เพราะโดยทั่วไปแล้วคนที่อยู่ในอำนาจนานๆ โดยไม่มีคู่แข่งทางการเมือง ย่อมไม่มีแรงผลักดันให้เขาต้องสร้างผลงานเพื่อเอาใจประชาชน

ดังนั้น การมีผู้บริหาร อบต.ที่ดี จึงย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง สำหรับประเทศไทยออกแบบให้การได้มาซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นผ่านระบบการแข่งขันเพื่อคัดเลือกเอาคนที่เหมาะสมที่สุดมาทำหน้าที่ โดยให้ประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่และเสียภาษีเป็นผู้เลือก อันเป็นรูปแบบที่อารยะประเทศใช้กัน 

การเมืองท้องถิ่น เช่น อบต. เป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก จึงมีความสำคัญอย่างมาก บางทีอาจสำคัญกว่าการเมืองระดับชาติด้วยซ้ำ เพราะเป็นหน่วยงานรัฐที่อยู่กับประชาชน มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ และที่สำคัญคือมีเงินงบประมาณสำหรับจัดทำโครงการพัฒนาเพื่อให้บริการประชาชน 

สำหรับประเด็นความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ที่ อบต. ที่มีความความคิดก้าวหน้า มีวิสัยทัศน์ และทำงานบริหารเป็น สามารถใช้อำนาจในการผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็สามารถตรวจสอบ ถ่วงดุลสิ่งที่จะกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่น หรือใช้งบประมาณที่มีอยู่ในมือ จัดทำโครงการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นได้

3. 

การที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ต่ออายุผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ครบวาระ ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายกองค์ อบต. อยู่ในอำนาจต่อมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องลงแข่งขันสมัครรับเลือกตั้งอีก แต่ยังคงมีงบประมาณจากส่วนกลางมาหล่อเลี้ยงให้พวกเขาได้บริหาร และรับค่าตอบแทนพร้อมโบนัสก้อนโตแบบยาวๆ นายก อบต. จำนวนมากจึงไม่สนใจทำงานพัฒนาอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่สนใจปัญหาที่ประชาชนได้รับ นั่นทำให้ประชาชนในท้องถิ่นใดที่เผชิญกับปัญหาความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมโดยลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการยึดที่ดินทำกิน การสั่งห้ามไม่ให้ทำโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การทำเหมืองแร่ การสร้างเขื่อน หรือสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อชุมชน นอกจากนี้มีนายก อบต. หลายคนมีท่าทีสนับสนุนโครงการที่คนในท้องถิ่นคัดค้าน   

ในประเด็นเรื่องดิน น้ำ ป่าและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และคุณภาพชีวิตของคนชนบทมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ที่ผ่านมามี อบต.เพียงน้อยนิดเท่านั้นที่พยายามเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ โดย อบต. ส่วนใหญ่จะอ้างเสมอๆ ว่า ไม่มีกฎหมายให้อำนาจโดยตรง และขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับไม้ รวมทั้งไม่มีงบประมาณเพียงพอ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ประจานพวกเขาเหล่านั้นว่าเห็นแก่ตัว ทัศนคติคับแคบ และไม่พร้อมต่อสู้เพื่อสิทธิของประชาชนในท้องถิ่นจริง   

เมื่อเปิดดูกฎหมายเกี่ยวกับ อบต. พบว่ามีอย่างน้อย 3 ฉบับ ที่บัญญัติให้ อบต. มีอำนาจหน้าที่บางอย่างเกี่ยวกับเรื่องดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อมเอาไว้ ซึ่งหากนายก อบต. ทำงานเป็น ย่อมสามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ (แม้ไม่มาก) ทำประโยชน์ต่อประชาชนในท้องถิ่นได้ (มีตัวอย่างให้เห็นในหลาย อบต. มาแล้ว) กล่าวคือ 

ฉบับแรก ตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16 (24) บัญญัติให้ อบต. มีอำนาจและหน้าที่ในการ จัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ฉบับที่สอง ตาม พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา  67 (7) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย อบต. มีหน้าที่ คุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ฉบับที่สาม ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 57 (2) บัญญัติว่า รัฐต้อง อนุรักษ์คุ้มครองบำรุงรักษาฟื้นฟูบริหารจัดการและใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนโดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ

ดังนั้น แม้กฎหมายจะไม่ได้บัญญัติไว้ว่าให้ อบต. มีอำนาจดำเนินการในเรื่องที่ดิน ป่าไม้ได้โดยตรง แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้ อบต. ที่มีเจตนารมณ์อยากทำ สามารถหาวิธีการทำได้ รวมทั้งสามารถใช้เป็นฐานความชอบธรรมในการขับเคลื่อนให้มีการแก้ไขเปลี่ยนกฎหมายและนโยบาย เพื่อต่อรองเอาอำนาจมาไว้ที่ อบต. ได้ 

มีตัวอย่างของ อบต.ที่มีนายก อบต. ที่เป็นคนหัวก้าวหน้า และพยายามใช้อำนาจตามกฎหมาย แก้ไขปัญหาที่ดินให้ประชาชน โดยการจัดทำโฉนดชุมชน เช่น อบต. แม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ อบต.บ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ โดยออกหลักฐานการครอบครองที่ดิน พร้อมออกระเบียบในการบริหารจัดการให้ทุกคนปฏิบัติตาม ซึ่งนอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงการถือครองที่ดินของทางราชการแล้ว ยังสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ด้วย นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อบต. ที่มีนายกฯ ที่เข้มแข็งและทำงานเป็น จะสามารถใช้อำนาจของ อบต. แก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านได้จริง

ที่กล่าวมาข้างบนนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เมื่อไปดูประเทศที่เขาเจริญแล้ว และมีระบบโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการประชาชนที่ดี ล้วนจัดทำโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในว่าจะอยู่ในรูปแบบใด โดยรัฐบาลกลางมีกฎหมายส่งมอบอำนาจและภารกิจในการพัฒนาและให้บริการประชาชน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปที่ท้องถิ่น

ผมคิดว่าหากสังคมไทยโดยเฉพาะชนบท อยากเห็นการพัฒนาอย่างจริงจัง  ต้องเริ่มต้นด้วยการสร้าง อบต. เทศบาล และอบจ. ให้เข้มแข็ง ด้วยการเลือกผู้บริหารและสมาชิกที่มีความสามารถก่อน นอกจากนี้ยังต้องไปต่อสู้เรียกร้องในระดับกฎหมายและนโยบาย เพื่อต่อรองให้หน่วยงานรัฐส่วนกลาง กระจายอำนาจและงบประมาณลงมายังท้องถิ่น เพื่อให้อำนาจและเงินที่เป็นภาษีของประชาชนตกถึงมือของประชาชนจริง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงหลักการที่เลื่อนลอย แต่สามารถทำได้จริงถ้าท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง 

4. 

อบต. คือหน่วยงานที่ทั้งมีอำนาจรัฐและมีงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ เพื่อนำมาใช้พัฒนาหรือให้บริการประชาชนในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังสามารถเขียนโครงการเพื่อของบประมาณเพิ่มเติม จากงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรลงมาตามนโยบายของรัฐบาล หรือเสนอโครงการไปยังองค์การที่เป็นแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนของหน่วยรัฐ มูลนิธิ หรือสมาคม

ดังนั้น หากได้นายก อบต. ที่มีเข้มแข็ง มีความรู้ จะสามารถใช้อำนาจและงบประมาณเหล่านี้ ทำประโยชน์ให้ประชาชนได้อย่างมาก ซึ่งรวมถึงการแก้ไขปัญหาความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม เช่น สิทธิในที่ดิน การจัดการป่าชุมชน การตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ของรัฐหรือเอกชนที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่น

การเลือกตั้งอาจไม่ใช่วิธีคัดเลือกผู้นำที่ดีที่สุด แต่ในยุคสมัยปัจจุบันทั่วโลกต่างยอมรับว่าการเมืองที่ดีที่สุด ต้องทำการคัดเลือกผู้นำด้วยระบบการแข่งขันเพื่อให้ได้มาทั้งคนที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ การเมืองย่อมมีคู่ตรงข้าม ความขัดแย้งและการถกเถียงเป็นเรื่องธรรมดา การมองว่าคนๆ หนึ่งดีหรือไม่ดีเป็นเรื่องอัตวิสัย เพราะการชอบหรือไม่ชอบใคร คนจะมองจากทั้งความชื่นชอบส่วนตัว อุดมการณ์ที่ตนเองสมาทาน ความสัมพันธ์ และที่สำคัญคือผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ