เครือข่ายเหมือง “ดงมะไฟ” ขยับสู้ผ่านกลไกท้องถิ่น ส่ง 4 ตัวแทนลง “อบต.”

หวังเปลี่ยนใหญ่ “จากพื้นที่เหมืองเจ้าปัญหา เป็นตำบลแห่งแหล่งอาหารยั่งยืน-ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” พร้อมชูจุดแข็ง “หญิงสิแกร่ง” หัวหน้าพรรคสามัญชนหนุนสุดตัว ชี้ “ดีกว่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ”

(ภาพ : Lertsak Kumkongsak)

เลิศศักดิ์” โพสต์หนุน

“ดีกว่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ” เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน และที่ปรึกษาเครือข่ายฯ โพสต์แสดงความเห็นและสนับสนุนความเคลื่อนไหวล่าสุดของเครือข่ายดงมะไฟคัดค้านการทำเหมืองหินปูนและโรงโม่ที่ ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ที่ตัดสินใจส่งตัวแทน 4 คนเข้าเป็นผู้สมัครรับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 พ.ย. นี้

“การต่อสู้ที่นี่สืบสานอุดมการณ์กันมาสี่รุ่นแล้ว จนทำให้ความคิดและการกระทำตกผลึกพอสมควรว่า ‘พื้นที่ต่อสู้’ กับ ‘พื้นที่การเมือง’ เป็นพื้นที่เดียวกัน ไม่แยกออกจากกัน จะต้องยึดโยง เชื่อมร้อย สอดประสาน และทับซ้อนเป็นเนื้อเดียวกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และโดยเฉพาะถ้าจำเป็นต้องเสนอตัวมาเป็นผู้เล่นเอง (ลงสมัครแข่งขันเลือกตั้งในนามกลุ่ม/องค์กรของขบวนประชาชน) จะดีกว่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ” เลิศศักดิ์กล่าวผ่านโพสต์เฟสบุ๊ก

(ภาพ : Lertsak Kumkongsak)

เมื่อการเมืองใหญ่ไม่เอื้อ การเมืองท้องถิ่นจึงน่าหวัง

“เส้นทางการต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองหินปูนและโรงโม่ที่ ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ทอดยาวนานกว่า 26 ปี ล้วนขรุขระเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม สะดุดติดขัด ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ถูกหักหลังจากหน่วยงานรัฐ นายทุนและพวกเดียวกันเองครั้งแล้วครั้งเล่า มีผู้ถูกสังหารถึง 4 คนจากการลุกขึ้นสู้ และมีคนถูกข่มขู่คุกคามทำให้หวาดกลัวอีกนับไม่ถ้วน จนขบวนการเคลื่อนไหวของพี่น้องล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม สลับกันไปตลอดเส้นทางแทบไร้พลัง 

แต่สิ่งวิเศษก็คือความคับแค้นที่เก็บสะสมอัดแน่นฝังอยู่ในใจจนเปี่ยมล้นได้ลุกโหมกลายเป็นเชื้อไฟแห่งการต่อสู้รอบล่าสุดอย่างมีทิศทางและความหวังที่จะประสบความสำเร็จ

สามสี่ปีก่อน จากการที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาชั้นต้นให้ยกเลิกเพิกถอนหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลางเพื่อทำเหมืองหินปูน และเพิกถอนใบอนุญาตต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองแร่หินปูน ของบริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด เนื่องจากเห็นว่ามติของสภา อบต.ดงมะไฟ ซึ่งนำไปประกอบการขออนุญาตดังกล่าวมีกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบข้อกฎหมาย ได้เริ่มปูทางไปสู่ความหวังที่จะได้รับชัยชนะจากการต่อสู้ยืดเยื้อมาหลายปี

แต่ในเวลาต่อมาบริษัทฯ/ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด จึงทำให้คดียังไม่ถึงที่สุด ยังเปิดช่องให้บริษัทฯ ทำเหมืองต่อไปได้

ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมโดยศาลปกครองยังเปิดช่องให้บริษัทฯทำตัว ‘หูทวนลม’ ‘เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา’ ‘สีซอให้ควายฟัง’ ไม่สนใจใยดีต่อความทุกข์ร้อนของพี่น้องหลายหมู่บ้านจากการประกอบกิจการเหมืองหินและโรงโม่ที่นำพาผลกระทบหลายด้านมาสู่ชุมชน

การใส่เกียร์ว่าง ละเลย เพิกเฉย ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ/อนุญาตและกำกับ ติดตาม ควบคุม ดูแลในการประกอบกิจการดังกล่าวทำให้พี่น้อง 6 หมู่บ้านในตำบลดงมะไฟตัดสินใจชุมนุมปิดทางเข้าออกเหมืองและโรงโม่เพื่อกดดันให้แก้ไขปัญหา 

แต่สิ่งที่หน่วยงานราชการทำคือนิ่งเฉย ปล่อยให้เจ้าของเหมืองกับชาวบ้านปะทะกันเองโดยขาดกรรมการตัดสิน/ควบคุมกติกา จนชักนำสถานการณ์ไปสู่ความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงอีกครั้งด้วยการวางแผนลอบสังหารผู้ชุมนุมบางคนให้กลายเป็นศพที่ 5 เพื่อทำให้บรรยากาศแห่งความกลัวกลับมาอีกครั้งจนนำไปสู่การยุติชุมนุม เปิดทางเข้า-ออกให้เหมืองและโรงโม่กลับมาดำเนินกิจการใหม่

แต่โชคดีที่การชุมนุมครั้งนี้เริ่มมองเห็นการก่อรูปก่อร่างของความรุนแรงมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว จึงตัดวงจรความรุนแรงลงได้ ก่อนจะมีศพที่ 5 เกิดขึ้น

จุดร่วมที่เหมือนกันของพื้นที่ต่อสู้กับพื้นที่การเมือง คือ ‘การพัฒนา’ ในเมื่อใครก็ตามเข้าไปทำงานการเมืองและราชการเป็น ส.ส. ส.จ. ส.ท. ส.อบต. ฯลฯ ก็เพื่อที่จะเสนอโครงการและแนวนโยบายเพื่อการพัฒนาบ้านเมือง รวมทั้งเขียนกฎหมาย กฎ กติกาเพื่อดูแล ควบคุม กำกับ ติดตามการพัฒนาที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบร่มรื่นและมีความสุข 

แต่เมื่อการพัฒนาเข้ามาสู่พื้นที่แล้วเกิดความไม่ถูกต้องชอบธรรมขึ้น ‘พื้นที่ต่อสู้’ จึงต้องตรวจสอบและต่อต้านการพัฒนาเพื่อให้เกิดการยกเลิกเพิกถอนหรือทบทวนใหม่ ดังนั้น ในเมื่อพื้นที่ต่อสู้มีหน้าที่เช่นนี้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ที่ไม่ต่างจากพื้นที่การเมือง” เลิศศักดิ์กล่าว

(ภาพ : Lertsak Kumkongsak)

4 ผู้สมัครจากเครือข่ายฯ

เครือข่าย “ดงมะไฟ” หรือกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ได้ส่งผู้สมัคร อบต. 4 คนประกอบด้วย

  1. สมควร เรียงโหน่ง ผู้สมัคร ส.อบต. เบอร์ 2 จากบ้านผาซ่อน หมู่ 7 
  2. นวลละออง ไชยช่วย ผู้สมัคร ส.อบต. เบอร์ 2 จากบ้านโชคชัย (บ้านผาซาง) หมู่ 8 
  3. วิลัย อนุเวช ผู้สมัคร ส.อบต. เบอร์ 3 จากบ้านโชคชัย (บ้านผาซาง) หมู่ 12 
  4. จันเพ็ง ชัยมาลี ผู้สมัคร ส.อบต. เบอร์ 2 จากบ้านนาเจริญ หมู่ 11 

4 นโยบาย

ผู้สมัครฯ ทั้งสี่ของเครือข่ายฯ ประกาศนโยบายร่วมกัน 4 ข้อ ดังนี้

  1. ตำบลดงมะไฟ ตำบลแห่งความมั่นคงทางอาหาร
  2. พัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณคดี
  3. ผลักดันสวัสดิการชุมชน ตลาดชุมชนและป่าชุมชน
  4. คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคสู่พื้นที่เกษตรกรรม

“นโยบายหาเสียงสี่ข้อที่กลั่นกรองมาจากข้อเรียกร้องของ ‘กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได’ ที่ต้องการเชื่อมต่อขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภากับขบวนการเคลื่อนไหวในสภาให้ยึดโยงและหนุนเสริมซึ่งกันและกัน 

ทั้งสี่คนได้เข้าร่วมต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง เข้มแข็งและกล้าหาญ ขออาสาตัวเป็นผู้แทน ‘กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได’ เป็นผู้สมัคร ส.อบต. เพื่อเข้าไปทำงานใน อบต.ดงมะไฟ เพื่อต้องการยุติกระบวนการและขบวนการในการอนุมัติ/อนุญาตให้ทำเหมืองหินและโรงโม่ให้สิ้นซาก 

และเสนอวาระให้เกิดการฟื้นฟูภูผาป่าไม้บนภูผาฮวก ที่ถูกระเบิดทำลายจากการทำเหมืองหินของบริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด 

และพัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณคดี เพื่อเปลี่ยนดงมะไฟจากตำบลที่ภูเขาลูกโดดเกือบทุกลูกถูกประกาศให้เป็น ‘แหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง’ มาเป็นตำบลเพื่อการท่องเที่ยว และตำบลแห่งความมั่นคงทางอาหาร” เลิศศักดิ์กล่าว

“หญิงสิแกร่ง” แปรจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง 

“ไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งหนตำบลใด มีแต่ผู้คนพูดว่าการเมือง อบต. วัดกันที่ความสัมพันธ์ทางเครือญาติและเงินซื้อเสียง ไม่มีทางที่การเมือง อบต. จะหลุดพ้นจากวงจรนี้ 

ส่วนใหญ่มีอคติต่อผู้หญิงและเพศหลากหลายที่ลุกขึ้นมาเป็นผู้สมัคร ส.อบต. หมู่บ้านที่ไปพบเจอส่วนใหญ่มักหาเสียงกันอย่างไม่ละอายในสามัญสำนึกด้วยความคิดล้าหลังคลั่งเพศว่า “อยากได้คนทำงานให้หมู่บ้าน ต้องเลือกผู้ชายเป็น ส.อบต. ผู้หญิงควรทำงานบ้านและไร่นา” 

เป็นเรื่องน่าแปลก เพราะเท่าที่พบเห็นมา ผู้ชายส่วนใหญ่ที่สมัครเป็น ส.อบต. มักเป็นพวกขี้เหล้าเมายา เล่นพรรคเล่นพวก ขี้ขลาดหวาดกลัว ไม่ช่วยครอบครัวทำงานบ้านและไร่นา ไร้ความกล้าหาญเมื่อต้องเจอสถานการณ์เผชิญหน้า/กดดันจากรัฐและทุนรูปแบบต่าง ๆ ที่เข้ามาคุกคามในหมู่บ้านท้องถิ่นของตน แต่ชอบเจรจาต่อรองและประนีประนอมเสียจนยอมลดทอนข้อเรียกร้องมากเกินควรจนเสียจุดยืน

แต่การเมืองของ ‘อบต.สามัญชน’ คิดกลับด้าน ทำสิ่งที่ยากที่ไม่คุ้นชินด้วยการหาเสียงจากวิสัยทัศน์และนโยบาย และคัดเลือกผู้สมัครจากความหลากหลายทางเพศ 

เพื่อหวังจะทลายความคิดล้าหลังในการเมืองท้องถิ่นที่ฝังลึกในหมู่บ้านตำบลท้องถิ่นที่ลงไปทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษา ทะนุถนอมและจรรโลงไว้ซึ่งดอกไม้หลากสีหรือความคิดหลากหลายของผู้คนที่รวมตัวกันลุกขึ้นสู้กับรัฐและทุนที่เข้ามาคุกคามทำลายหมู่บ้านตำบลท้องถิ่นของตนจากโครงการพัฒนา นโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ให้เป็นขบวนการที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการพัฒนาความรู้สึกนึกคิดอย่างต่อเนื่อง

ขอเชิญชวนทุกท่านส่งแรงใจร่วมแรงเชียร์ ‘อบต.สามัญชน’ โดยผู้สมัคร ส.อบต. ทั้งสี่ที่กล่าวไป ที่ ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู” เลิศศักดิ์ กล่าว

ทั้งความเคลื่อนไหวของเครือข่ายดงมะไฟ และของหัวหน้าพรรคสามัญชน เป็นอีกความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในการเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนตำบลที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 พ.ย. นี้ ด้วยนับเป็นครั้งแรก ๆ ที่เครือข่ายกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระดับชาติอย่างโครงการเหมือง จะตัดสินใจเลือกผลักดันข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ ผ่านกลไกการปกครองท้องถิ่นอย่างชัดเจนและเป็นทางการ

(ภาพ : Lertsak Kumkongsak)

28 พ.ย. : วันชี้อนาคต 5,300 ตำบล

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) ทั้ง 5,300 แห่งทั่วประเทศ

“องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีขนาดเล็กและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบท ซึ่งจัดตั้งโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เพื่อดูแลและจัดทำบริการสาธารณะแก่ประชาชนในหมู่บ้าน ตำบล มีฐานะเป็นนิติบุคคล

ปัจจุบันมีองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. จำนวน 5,300 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กันยายน 2563)

สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เขตเลือกตั้งละ 1 คน โดยกำหนดเขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง เว้นแต่ หมู่บ้านใดมีราษฎรไม่ถึง 25 คน ให้รวมหมู่บ้านนั้นกับหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกัน และรวมกันแล้วมีราษฎรถึง 25 คน เป็นเขตเลือกตั้งเดียวกัน อายุของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล มีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง

กำหนดให้มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 1 คน โดยใช้เขตตำบลเป็นเขตเลือกตั้ง มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ในกรณีดำรงตำแหน่งไม่ครบ 4 ปี ก็ให้ถือว่าเป็น 1 วาระและเมื่อได้ดำรงตำแหน่ง 2 วาระ ติดต่อกันแล้วจะดำรงตำแหน่งได้อีกเมื่อพ้นระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันพ้นตำแหน่ง” กกต. ระบุ