พิธา-ก้าวไกล “ป่าไม้-ที่ดิน-ชนเผ่า”

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

1.

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คุณทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนชนเผ่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับป่าไม้ และพื้นที่เตรียมสร้างโครงการผันน้ำ ซึ่งงานนี้ ผมเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่พาคุณทิมลงพื้นที่ไปพบปะชาวบ้าน 

กำหนดการถูกออกแบบมาให้ไม่มีความเป็นทางการ และลงไปดูหมู่บ้านจริงๆ เพื่อชาวบ้านจะได้มีโอกาสพูดคุยและนำเสนอปัญหาให้กับคุณทิมได้เต็มที่และเป็นธรรมชาติ แม้จะมีการประชุมแต่ก็จัดในรูปแบบล้อมวงคุย และจัดเวลาให้ชาวบ้านมีเวลาพูดมากที่สุด 

คุณทิมเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี รับฟังชาวบ้านอย่างตั้งใจ ตอบคำถามและเสนอวิธีการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าที่สามารถทำได้ ทั้งยังมีความคล่องตัว และเต็มเปี่ยมด้วยพลังในการสื่อสารกับทุกคนที่พบเจอ 

 

2.

สองวันที่ร่วมเดินทางและทำกิจกรรมด้วยกัน ผมได้ฟังคุณทิมพูด และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กัน 

ไม่น่าเชื่อว่าคุณทิมเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และการจัดการป่าอย่างดี หลายๆ เรื่องรู้ลึกและกว้างกว่าผมเสียอีก ทำให้ผมได้เปิดโลกด้านการจัดการป่าอีกครั้ง โดยเฉพาะรูปแบบการรับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ และแนวทางการจัดการป่าที่ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ซึ่งหลายๆ รูปแบบของต่างประเทศที่คุณทิมเล่าให้ฟังนั้นน่าสนใจมาก

คุณทิมยังเล่าให้ฟังว่าเคยมีประสบการณ์ไปพบเห็นและมีเพื่อนเป็นคนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง ตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์และอเมริกา นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์เดินทางไปหลายประเทศแถบลาตินอเมริกาและยุโรป ที่มีกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่  

3.

ปัญหาที่ชาวบ้านมาเล่าให้คุณทิมและคณะของพวกเราฟังนั้น ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องมหากาพย์ปัญหาป่าไม้และที่ดิน ตั้งแต่ที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ รวมทั้งไม่มีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ทรัพยากรจากป่า ทำให้การดำรงชีวิตของชาวบ้านขาดความมั่นคง ตลอดจนปัญหาไม่มีถนนและไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานที่ทำให้สังคมเมืองกับชนบทเหลื่อมล้ำกันอย่างสุดขั้ว

ปัญหาการกดทับกลุ่มกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงด้วยกฎหมายและนโยบาย เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและกระทำอย่างเป็นระบบ โดยมีอำนาจรัฐรองรับ ตั้งแต่การสร้างทฤษฎีรองรับ และสร้างอัตลักษณ์ติดตัวเป็นการเฉพาะให้ แล้วผลิตซ้ำหรือตอกย้ำในสังคมอย่างแนบเนียนและต่อเนื่อง อันนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้รับออกกฎหมายและนโยบายกำกับและควบคุมไว้ในกรอบแคบๆ ไม่ให้มีสิทธิและเสรีภาพได้เหมือนคนทั่วไป แล้วก็อ้างว่าปัญหาที่กระทบต่อคนเหล่านั้นเป็นเรื่องของกฎหมายที่ไม่อาจไปปรับแก้ได้   

จากการพูดคุยกับคุณทิม เราพยายามแลกเปลี่ยนกันเรื่องแนวทางการจัดการป่าไม้และที่ดิน ที่จะสะสามารถก้าวข้ามปัญหาที่ชาวบ้านสะท้อนให้ฟัง เช่น

ประเด็นแรก เรื่องแนวคิดในการบริหารจัดการป่า สำหรับประเทศที่เขาประสบความสำเร็จ เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน แคนาดา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เขาใช้ระบบการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น และส่งมอบภาระกิจในการบริหารจัดการป่าให้แก่ท้องถิ่นและเอกชน สำหรับประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ เขาพยายามคืนสิทธิ์ให้กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเป็นเจ้าของป่า โดยรัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุนการเงิน นโยบาย และความรู้ทางวิชาการ 

แต่สำหรับประเทศไทย มีแนวคิดที่เชื่อว่าประชาชนเป็นพวกหัวขโมย หรือผู้ร้ายที่จ้องแต่ลักลอบบุกรุกและเอาทรัพยากรจากป่า และกลัวว่าคนจนจะทำลายป่าป่าจนหมดประเทศ ซึ่งแนวคิดนี้เป็นที่มาของระบบกฎหมายป่าไม้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความกลัวและไม่ไว้ใจคนในชาติ จึงต้องออกกฎหมายและนโยบายควบคุมอย่างเข้มงวด มีบทลงโทษที่รุนแรง 

ประเด็นที่สอง สัดส่วนการเป็นเจ้าของป่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จนั้น รัฐบาลเขาได้กระจายการเป็นเจ้าของป่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนร่วมเป็นเจ้าของ 

ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ป่า 67.4% ของพื้นที่ประเทศ รัฐบาลกลางเป็นเจ้าของป่า 30% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสำหรับรักษาระบบนิเวศน์และนันทนาการ หน่วยงานท้องถิ่นเป็นเจ้าของป่า 10% และเอกชนเป็นเจ้าของ 60% ประเทศเกาหลีใต้ มีพื้นที่ป่า 64% ของพื้นที่ประเทศ รัฐบาลเป็นเจ้าของป่า 24.2% ท้องถิ่นเป็นเจ้าของป่า 7.7% และเอกชนเป็นเจ้าของป่า 68.1% 

แต่สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่า 31.64% ของพื้นที่ประเทศ รัฐบาลเป็นเจ้าของ 99.66% เอกชนเป็นเจ้าของ เอกชนเป็นเจ้าของ 0.44% (455,190 ไร่) โดยไม่กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

ประเด็นที่สาม แนวทางการจัดการป่าที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ของยุคสมัย โดยประเทศที่ประสบความสำเร็จใช้แนวทางการจัดการป่าที่ทันสมัย ตรงตามศักยภาพของป่าและความต้องการของคนในสังคม ที่สำคัญคือประโยชน์ตอบแทนต้องย้อนกลับมาตกแก่คนในท้องถิ่น 

เช่น ป่าเศรษฐกิจในรูปแบบการท่องเที่ยว การผลิตสินค้าเศรษฐกิจ อนุรักษ์ป่าเพื่อป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือรักษาระบบนิเวศน์ ป่าสหกรณ์ที่คนท้องถิ่นถือหุ้นแล้วได้รับผลตอบแทนจากกำไรที่ผืนป่าสร้างให้ 

ป่าสำหรับดุดซับคาร์บอน โดยคนในท้องถิ่นดูแลป่า แล้วรัฐบาลจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้แก่ชุมชนที่ดูแลป่าสำหรับดูดซับคาร์บอน โดยคนในเมืองที่ปล่อยคาร์บอนสูง มีหน้าที่จ่ายภาษีเพิ่มเพื่อให้รัฐบาลนำไปให้คนที่ดูแลป่า แนวทางเหล่านี้หลายประเทศประสบความสำเร็จในการเพิ่มพื้นที่ป่า ในขณะเดียวกันก็สร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่คนท้องถิ่น 

4.

การสร้างและสงวนรักษาพื้นที่ป่าให้อุดมสมบูรณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากในยุคที่คนทั้งโลกเผชิญกับปัญหาโลกร้อน แต่ปากท้องของคนชนบทจำนวนมากก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น หากรัฐบาลรักษาป่าให้อุดมสมบูรณ์และปลอดการรบกวนจากคนได้ แต่ประชาชนคนในชาติอดอยากยากจน ผืนป่านั้นก็ไร้ความหมาย

ผู้มีอำนาจบริหารประเทศที่ฉลาด เขาจะรู้ว่าจะบริหารจัดการป่าแต่ละพื้นที่อย่างไรให้อุดมสมบูรณ์ และจะใช้ประโยชน์จากป่าไม้และที่ดินเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ ป้องกันภัยพิบัติ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างไร  

ปัจจุบันมีตัวอย่างของต่างประเทศ ที่เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าการกระจายอำนาจ และมอบสิทธิในการเป็นเจ้าของป่าให้หน่วยงานท้องถิ่น และคนในท้องถิ่นร่วมเป็นเจ้าของ นอกจากเพิ่มพื้นที่ป่าแล้วยังสร้างอาชีพใหม่ๆ และรายได้ที่ดีให้แก่คนท้องถิ่น

สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าพื้นที่ป่าไม้และที่ดินในชนบทมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้หลากหลายแนวทาง แต่ผู้มีอำนาจกลับดองไว้ตลอดเวลา กฎหมายและนโยบายของรัฐบาลเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและความต้องการของประชาชนได้ ดังนั้น ถ้าหากประเทศไทยมีผู้นำประเทศที่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหา ย่อมสามารถที่จะทำได้อยู่แล้ว