ผู้ว่าฯ คนใหม่มา ประชาชนจะได้อะไร ?

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

ภาพ : chiangmainews.co.th

1.  

บรรยากาศหนึ่งของหมู่บ้านชนบทห่างไกลคือ เสียงวิทยุเล่าข่าวเคล้าเสียงเพลงตั้งแต่เช้ามืดจนถึงสัก 7 โมงเช้า 

ช่วงนี้ข่าวใหญ่หัวข้อหนึ่งคือการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีอิทธิพลและสัมพันธ์กับประชาชนมากที่สุด ซึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักข่าวและดีเจท้องถิ่นมากที่สุดคือ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัด 52 คน และระดับผู้ว่าราชการจังหวัด 7 คน 

มีการสร้างบรรยากาศที่ทำให้ประชาชนรู้สึกดีใจไปกับบรรดาผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ เหล่านั้น ดีเจรายการมักพูดออกอากาศแสดงความตื่นเต้น ดีใจ กล่าวต้อนรับ สรรเสริญคุณงามความดีกันถี่ๆ 

พิธีการต้อนรับนายคนใหม่จะคึกคัก คนจำนวนมากจะเข้าแถวไปมอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดี ด้วยความหวังว่าเขาจะมาเป็นที่พึงให้ได้ วงการราชการก็จะวุ่นวายไปสักพัก ส่วนราชการที่ใกล้ชิดหน่อยก็จะต้องใช้เวลาปรับจุนกันช่วงหนึ่ง กระจายข่าวประจำหมู่บ้านจะประกาศให้ชาวบ้านรู้ 

ภาพ : Maehongson.cdd.go.th

2. 

ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ถูกเรียกด้วยภาษาปากว่า “พ่อเมือง” อันเป็นคำที่ใช้ยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดนั้นๆ นอกจากนี้ยังสื่อนัยยะว่าเป็นคนที่มีอำนาจและบุญคุณต่อราษฎร เสมือนเป็นพ่อของคนทั้งจังหวัด ซึ่งผมคิดว่าเป็นทัศนะที่ผิด 

เพราะคนที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรมการปกครองให้มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนจากต่างถิ่น ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใดๆ กับจังหวัดนั้น ประชาชนในจังหวัดก็ไม่มีสิทธิคัดเลือก ไม่มีโอกาสตรวจสอบคุณสมบัติ ความคิด รวมทั้งนโยบายที่จะทำ 

“พวกเขามาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่มาทำเพื่อประชาชน” 

คือคำพูดของรองผู้ว่าฯ ใกล้เกษียณคนหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม เมื่อเขามาแล้ว โครงสร้างระบบอำนาจบังคับให้ประชาชนต้องยอมรับให้เขาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ต่อไป

ปัญหาสำคัญที่สังคมไทยเผชิญตลอดเวลา คือ ทิศทางการทำงานของหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ว่า มักไม่ตรงตามความต้องการของประชาชนและไม่มีความต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จริงๆ ผู้ว่าฯ แต่ละคนที่มาต่างคนต่างมีนโยบาย แนวทางและเป้าหมายการทำงานเฉพาะเป็นของตนเอง 

เราจึงพบเสมอๆ ว่านโยบายของผู้ว่าฯ คนก่อนที่เพิ่งวางไว้เมื่อสองปีที่แล้วยังไม่ทันเห็นผลอะไร คนใหม่ที่มาถึงก็ประกาศนโยบายของตนใหม่อีกแล้ว แต่ละคนที่มาทำงานไม่ต่อเนื่องกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติที่อยากทำงานจริง ก็ทำงานต่อเนื่องไม่ได้ จึงต้องคอยแต่รับคำสั่งแล้วทำวัน ๆ เพราะ ๆ เดี๋ยวผู้ว่าก็ย้าย คนใหม่มาก็สั่งไม่เหมือนเดิม 

ระบบนี้ทำให้ตำแหน่งผู้ว่าฯ ไม่ได้ทำงานเพื่อบริการประชาชนจริง แต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของคนที่อยู่ในระบบโครงสร้างอำนาจเท่านั้น

3.

เมื่อพิจารณาในประเด็นความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม คนที่อยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องอย่างไร และพวกเขามักจะทำอย่างไรบ้าง 

กล่าวโดยสรุปคือ มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการหน่วยงานราชการที่ประจำอยู่ในจังหวัด ประสานงานและร่วมมือกับฝ่ายทหาร ตุลาการ อัยการ หน่วยงานด้านการศึกษา เสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามโครงการหรือแผนพัฒนาจังหวัด รวมทั้งกำกับการดำเนินงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ

ซึ่งเมื่อลงรายละเอียดในส่วนที่เป็นรูปธรรมและมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติของชาวบ้าน อาทิ

หนึ่ง การกำกับดูแลการดำเนินงานของหน่วยงานด้านป่าไม้ เช่น เป็นผู้บังคับบัญชาของนายอำเภอ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ 

สอง ให้ความเห็บชอบแก่บรรดาหนังสือขออนุญาตทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า เช่น หนังสือขอสัมปทานเหมืองแร่ การเก็บหาของป่า

สาม การแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินตามนโยบายของรัฐบาล คือ คทช. ซึ่งเป็นหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินในเขตป่าสงวนตามนโยบายของรัฐบาล โดยผู้ว่าฯ จะเป็นได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ แล้วผู้ว่าฯ ก็อนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ต่อในรูปแบบสัญญาเช่า

สี่ ให้ความเห็นชอบข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และข้อบัญญัติอื่นๆ ของท้องถิ่น เช่น ข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการที่ดินและทรัพยากร ซึ่งในทางปฏิบัติจะมอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแทน เป็นต้น

แม้ผู้ว่าฯ จะมีอำนาจกำกับหน่วยงานด้านป่าไม้ รวมทั้งการอนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิใช้พื้นที่ป่า การสนับสนุนให้ท้องถิ่นจัดทำข้อบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและทรัพยากร การของบประมาณมาช่วยเหลือประชาชน แต่ในทางปฏิบัตินั้นเรากลับพบบ่อยๆ ว่า ผู้ว่าฯ มักวางตนเป็นหนึ่งในกลไกที่คอยใช้กฎหมายกดทับประชาชนอีกชั้นหนึ่ง 

เช่น ผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่จะลอยตัวจากปัญหาที่ที่ดินในเขตป่าและการใช้ทรัพยากรจากป่า แม้กระทั่งปัจจุบันรัฐบาลนโยบายออกหนังสืออนุญาตให้ทำกินชั่วคราวในเขตป่าสงวน คือ คทช. แต่ผู้ว่าในพื้นที่เป้าหมายกลับไม่พยายามดำเนินการใดๆ ละเลยการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนที่อยู่ในเขตป่า แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ว่ามักจะผลักดันหนังสือขอสัมปทานพื้นที่ป่าของนายทุน จนชาวบ้านต้องออกมาประท้วงบ่อยๆ  

สาเหตุที่ผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ไม่รับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากโดยโครงสร้างแล้ว บุคคลที่ได้รับการต่างตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ มาจากการคัดเลือกและแต่งตั้งโดยผู้บังคับบัญชาที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกที ดังนั้น ในทางปฏิบัติพวกเขาจึงรับผิดชอบต่อคนข้างบนที่ให้คุณให้โทษเขามากกว่าที่จะรับผิดชอบต่อประชาชน  

ซึ่งในทางปฏิบัติ แม้ประชาชนจะเดือดร้อนอย่างไร พวกเขาก็ไม่รู้สึกว่ามีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบด้วย เช่น ราคาผลิตตกต่ำ ถนนยากลำบากตลอดทั้งปี ไม่มีไฟฟ้าใช้ โรงเรียนไม่มีคุณภาพ คนยากจนไม่มีที่ดินทำกิน ปัญหาเหล่านี้แม้ผู้ว่าฯ ไม่สนใจทำอะไร ประชาชนในจังหวัดก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะให้คุณให้โทษอะไรแก่ผู้ว่าฯ ได้อยู่แล้ว

ตั้งแต่จำความได้ ผมเคยพบเห็นผู้ว่าฯ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่พยายามแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่า แต่ก็ทำไม่สำเร็จและวิธีการก็ไม่ถูกต้อง สำหรับผู้ว่าฯ เกือบทั้งหมดนั้น เขาไม่เคยร่วมต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของชาวบ้าน แม้กระทั่งการอนุรักษ์รักษาพื้นที่ป่า 

ผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยในใจจริงๆ ในทางตรงกันข้ามเมื่อประชาชนประสบปัญหา และต้อกงการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ผู้ว่าฯ มักขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเวลาที่ชาวบ้านรวมตัวกันไปประท้วงหรือเรียกร้องต่อรัฐบาล ผู้ว่าก็จะสั่งการให้มีการขัดขวางการเคลื่อนไหวของประชาชนบ่อยๆ

เชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนคนใหม่ (ภาพ : Maehongson.cdd.go.th)

4. 

รายชื่อผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มาตำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ มีชื่อจังหวัดของผมด้วย คนที่แล้วอยู่ได้ปีกว่า ผมยังไม่เคยเห็น ไม่รู้จักชื่อ ไม่เห็นว่าเขาทำอะไรให้จังหวัดของผมบ้าง ซึ่งความจริงเขาอาจจะทำแต่ผมไม่รู้ 

ผมคิดว่าคนในจังหวัดของผมกว่า 90% ก็คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กับผม คนที่มาใหม่ก็คงจะอยู่ไม่เกิน 2 ปี แล้วก็ย้ายไปหรือไม่ก็เกษียณอายุราชการ คนต่อไปก็จะมาแทนที่และคงจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

ความจริงแล้วรัฐบาลทุ่มเงินจำนวนมากมากับโครงสร้างนี้ เพื่อเอามาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกนำไปบริหารในที่ลับ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการเสนอโครงการใช้เงิน แม้จะมีกระบวนการจัดทำแผนเป็นขั้นเป็นตอน นั่นก็เป็นเพียงแบบพิธีเท่านั้น และที่สำคัญคือไม่สามารถตรวจสอบได้ 

สิ่งที่คนชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงอย่างผมอยากเห็นคือ ผู้ว่าฯ กำกับให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ใช้กำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณอย่างเต็มกำลัง ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างที่พึงได้รับ เช่น แก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดิน สร้างงานสร้างอาชีพใหม่ๆ ให้คนในท้องถิ่น ฟื้นฟูสภาพป่าให้อุดมสมบูรณ์ อำนวยการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ เป็นต้น 

แต่นี่คงเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ตราบใดที่ระบบโครงสร้างอำนาจไม่เปลี่ยนจากระบบที่แต่งตั้งผู้ว่าฯ จากส่วนกลาง มาเป็นเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยคนในท้องถิ่น