ไทยเล็งทวิภาคีเยอรมัน 1,540 ล้าน ช่วย ‘ยานยนต์ไฟฟ้า-ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ’

หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในกลาสโกว์เผย กำลังเจรจาทวิภาคีกับเยอรมันนีภายใต้กรอบทวิภาคีภายใต้ TRANSfer Project ให้เยอรมนีช่วยหนุน-ดันโมเดลธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า-โมเดลปลูกข้าวแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อให้บรรลุเป้าลดโลกร้อนประเทศที่นายกฯ ประกาศ

พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช (ภาพ : NNT)

อัพเดตจากกลาสโกว์

“(เรา)ได้หารือทวิภาคีกับ นายฟิลิปป์ เบเรนส์ ผู้อำนวยการแผนงานการปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน ณ เมืองกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ สหราชอาณาจักร 

โดยทั้ง 2 ประเทศได้แสดงความชื่นชมต่อการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีความท้าทาย ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าจะลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ขณะที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2045” ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการ สผ. และประธานการประชุมคณะผู้แทนไทยในระหว่างการประชุม COP26 เปิดเผยกับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ วันนี้ (7 พ.ย 2564)

(ภาพ : NNT)

ทวิภาคี 40 ล้านยูโร 

“(เรา) ยังได้หารือความก้าวหน้าและเร่งรัดความร่วมมือในปัจจุบันร่วมกัน เช่น กรอบความร่วมมือทวิภาคีภายใต้แผนงานการปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากลระหว่างปี 2022 – 2026 

โดยสาธารณรัฐเยอรมนีจะสนับสนุนงบประมาณ 40 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,540 ล้านบาท ในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบ และการเสริมสร้างบทบาทของกองทุนสิ่งแวดล้อมของไทยในการสนับสนุนโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

โมเดลยานยนต์ไฟฟ้า-ปลุกข้าว “คาร์บอนต่ำ”

“พร้อมกันนี้ ประเทศไทยได้ขอให้สาธารณรัฐเยอรมนีเร่งสนับสนุนและผลักดันโครงการ TRANSfer project ที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนายานยนต์สะอาดในประเทศไทย (TCMP) ด้วยการออกแบบกลไกทางการเงินและโมเดลทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งมวลชน ที่มีแผนจะจัดทำโครงการนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 

และขอให้เร่งผลักดันโครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ เพื่อส่งเสริมการทำนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและมีความยั่งยืน 

ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดส่งแนวคิดโครงการฯขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว หรือ Green Climate Fund

(เรา) ยังหารือแนวทางความร่วมมือในอนาคตทั้งสาขาเกษตร คมนาคม การจัดการของเสีย และแสวงแนวทางความร่วมมือเพิ่มเติมภายใต้ NDC Partnership และ NAMA Facility เนื่องจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากต่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของไทยให้บรรลุตามเป้าหมายที่แสดงเจตนารมย์ไว้” ดร.พิรุณ กล่าว

(ภาพ : NNT)

ยึดกรอบมติครม. ในการเจรจา

ก่อนหน้านี้ (5 พ.ย.) ดร.พิรุณได้ชี้แจงผ่านเพจ สผ.และเพจ ทส. ถึงนโยบายการเจรจาของคณะผู้แทนไทยว่า 

“นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. ขอให้ผู้แทนไทยเข้าร่วมการเจรจาโดยยึดถือกรอบท่าทีเจรจาของไทยสำหรับการประชุม COP26 ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินงานภายในประเทศและแสดงถึงความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อประชาคมโลกอย่างเป็นธรรม

พร้อมทั้งได้แสดงความห่วงใยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้แทนไทยโดยเน้นย้ำให้มีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไว้รัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด” ดร.พิรุณชี้แจง

“เป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุม World Leaders Summit เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการมุ่งบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-zero GHG emission) ภายในปี 2065 

ซึ่งหน่วยงานไทยต้องร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนและแสวงหาโอกาสการสนับสนุนเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย โดยผู้แทนไทยหารือต่อความก้าวหน้าของประเด็นเจรจาที่ประเทศไทยให้ความสำคัญตั้งแต่มีการเปิดการประชุม COP26 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 

ซึ่งครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย อาทิ กรอบความร่วมมือภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส เกี่ยวกับกฎ ระเบียบ แนวทางการดำเนินงานของกลไกที่ใช้ตลาดและไม่ใช้ตลาด ซึ่งยังมีหลายประเด็นที่ไม่สามารถได้ข้อสรุป 

เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมจากถ่ายโอนเครดิตไปยังกองทุนด้านการปรับตัว (Share of proceed) การปรับบัญชี NDC ของประเทศในกรณีที่มีการถ่ายโอนเครดิตจากก๊าซอื่น ๆ ที่ใช่และไม่ใช่ก๊าซเรือนกระจก การยินยอมและแนวทางให้มีการถ่ายโอนเครดิตจากการดำเนินโครงการภายใต้พิธีสารเกียวโตมายังกลไกภายใต้ข้อ 6.4 (Sustainable Development Mechanism) ของความตกลงปารีส การกำหนดโครงสร้างเชิงสถาบันของกลไกที่ไม่ใช่ตลาด เป็นต้น 

กรอบเวลาการดำเนินงานร่วมกันของเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ซึ่งยังมีทางเลือกที่หลากหลายเกือบ 10 ทางเลือก เช่น 5 ปี 10 ปี หรือแล้วแต่ละประเทศจะกำหนด และการกำหนดปีที่จะเริ่มใช้กรอบเวลาร่วมกันดังกล่าว 

และการกำหนดรูปแบบตารางการรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจก การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของ NDC และการรายงานการสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพที่ได้รับภายใต้กรอบความโปร่งใสของความตกลงปารีส ว่าควรมีความยืดหยุ่นให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร ควรบังคับใช้กับทุกประเทศหรือให้แต่ละประเทศสามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม และการกำหนดกรอบเวลาในการพัฒนาระบบสำหรับการรายงานว่าควรดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อรองรับการจัดส่งรายงานความโปร่งใสรายสองปีฉบับแรกของภาคีได้ทันตามกรอบเวลาไม่เกิน ค.ศ. 2024 เป็นต้น 

การกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินระยะยาวที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องให้แก่ประเทศกำลังพัฒนารวมถึงการระดมทุนให้ได้ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตามเป้าหมายทางการเงินที่ได้ตกลงร่วมกันไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายดังกล่าวในขณะนี้

ทั้งนี้ ในการเจรจาประเด็นต่าง ๆ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในประเด็นต่างๆ ที่สอดคล้องกับหลักการของกรอบอนุสัญญาฯ และความตกลงปารีส มีความยืดหยุ่นต่อประเทศกำลังพัฒนาโดยคำนึงถึงสถานการณ์และขีดความสามารถของประเทศที่แตกต่างกัน พร้อมกับผลักดันให้มีการสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศกำลังพัฒนาทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวฯ อย่างสมดุล และคาดหวังได้ อันจะนำมาสู่การขับเคลื่อนตามเป้าหมายของประเทศได้อย่างแท้จริง” ดร.พิรุณกล่าว