ช้างครู

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 17 ช้างครู

ตาล วรรณกูล

สภาพแวดล้อมและสภาพอากาศราวกลางเดือนมิถุนายนช่างดูฉ่ำชื้นไปทั่วแคว้นและดินแดน ร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยละอองฝนเมื่อคราปะทะกับสายลมโชยทำให้เยือกเย็นหนาวสั่น การติดตามพวกช้างป่าเพศผู้ในคลองมะหาดของพวกเราก็ดูจะมีชีวิตชีวามากขึ้น เพราะได้บุกน้ำลุยโคลน ได้เปรอะเปื้อนเกรอะกรังแลดูหรรษายิ่งนัก เด็ก ๆ ฟันน้ำนมที่ทำหน้าที่เป็นพรานแกะรอยและอำนวยความสะดวกระวังภัยให้ก็ดูมีความเบิกบานกว่ายามแล้งร้าย

เช่นเดียวกันกับบ่ายวันหนึ่ง ผมกับเด็ก ๆ ทั้งสองคน ประกอบไปด้วยเจ้าแบมและเจ้าไผ่ ย่างย่ำผ่านป่าทึบ และทุ่งโล่งท่ามกลางสายฝนที่โปรยอ่อน ตลอดเส้นทางที่เราผ่านไปมักจะปรากฏร่องรอยของช้างป่าย่ำดินชื้นแฉะไว้เป็นทาง บางแห่งปรากฏเป็นบ่อโคลนหรือบวกช้างที่พวกมันทำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันแมงหรือแมลงที่คอยก่อกวน กลิ่นสาบทั้งฉี่ทั้งมูลคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ และเราก็ใกล้พวกมันเข้าไปทุกที

“น้าตานครับ ตรงนี้รอยยังใหม่ เพิ่งผ่านไปไม่กี่นาที”

ผมวางใจที่มีเจ้าแบม เด็กน้อยที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มวัย 14 ปี เป็นผู้นำพาผมไปพบกับช้างป่าพวกนั้น เพราะถึงแม้ว่าเขาจะมีช่วงเวลาการติดตามช้างป่าได้ไม่เนิ่นนานเหมือนผู้ใหญ่หลาย ๆ คน แต่เจ้าแบมก็สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ไวพอ ๆ กับฝีเท้าที่ใช้วิ่งหนีช้างของเขา และทุกครั้งเมื่อเขาบอกว่า “หนูมั่นใจ” นั่นแสดงว่าผมจะได้บันทึกภาพพฤติกรรมของช้างป่าอย่างไม่มีข้อผิดพลาด และวันนั้นเองเขาก็พาเราติดตามช้างครูตัวหนึ่งชื่อว่า “พลายชาตรี” 

“ไอ้ชาตรีเป็นช้างครูผู้แก่วิชา”

ผมให้นิยามความหมายของช้างพลายนามว่าชาตรีเช่นนั้น เพราะจากการติดตามบันทึกชีวิตของมันที่ผ่านมาอย่างน้อย ๆ สี่หน มันได้เผยความลับที่ซ่อนเร้นในความหมายของผู้เป็น “ครู” แก่ช้างหนุ่มผู้เป็นศิษย์ และไม่เพียงมันจะเป็นครูของพวกช้างหนุ่ม มันยังเป็นครูที่สอนให้ผมได้เรียนรู้ชีวิตของผมเองอีกด้วย

ครั้งหนึ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนศกที่แล้ว ไอ้ชาตรีตกมันและติดตามฝูงช้างเพศเมียฝูงหนึ่งในพื้นที่ที่ห่างออกไป ครั้งนั้นมันพาเราเดินตั้งแต่ฟ้าอัสดงยังสลัว ๆ จนกระทั่งสว่างคาตาในเช้าอีกวัน ตลอดทั้งคืนนั้นมันแสดงความเป็นครูผู้สุขุม ถึงแม้มันจะเจ็บปวดและทรมารจากการตกมันก็ตามที มันก็ยังคงทำหน้าที่ผู้สอนวิชาใช้ชีวิตแก่ช้างหนุ่มสองตัวที่ติดตามมันอยู่อย่างนั้น

สายฝนที่โปรายปรายลงมาเป็นละอองยังไม่มีทีท่าจะหยุดลง ขณะที่แสงสว่างของกลางวันค่อยสลัวลงเป็นลำดับ จิ้งหรีดนับร้อยตะเบ็งเสียงบรรเลงเพลงอัสดงเซ็งแซ่ อึ่งอ่าง และกบเขียดร่วมผสมโรงให้จังหวะโทนต่ำ ขณะที่น้ำค้างที่เกาะอยู่ตามยอดใบของแมกไม้เบื้องบนร่วงพรูกระทบใบไม้แห้งที่อยู่เบื้องล่างเป็นจังหวะ เปาะแปะ ราวกับว่ายามนั้นผมได้เข้าไปยืนอยู่ในโลกของส่ำสัตว์ที่ห้อมล้อมไปด้วยสรรพเสียงจรรโลงใจ และชั่ววินาทีต่อมาเสียงไม้หัก “โป๊ะ” ดังขึ้นมาจากด้านซ้ายมือของพวกเรา 

“น้า ๆ ถอย ๆ ไอ้ชาตรีมันซุ่มอยู่ตรงนี้ มันเตือนแล้ว ๆ”

พวกเราถอยออกมาได้สักห้าหกก้าวในลักษณะก้าวถอยหลัง ไม่รู้ว่าในจังหวะที่เดินเข้ามาผมไม่ทันสังเกตหรืออย่างไรจึงทำให้ไม่เห็นว่าทางด้านขวามีร่องน้ำลึกราวเมตรเศษอยู่ตรงนั้น “ฟืดดดด” ตามด้วย “อั๊กกก” และร่างของผมก็จมลงไปอยู่ในร่องน้ำนั้นจนเปียกปอนฉ่ำแฉะ สะโพกที่กระแทกขอบตลิ่งด้วยความแรงทำให้สะท้านไปทั้งไขสันหลัง กล้องภาพยนตร์ที่แบกอยู่บนบ่ากระทบกระดูกไหปลาร้าสร้างความเจ็บปวดราวกับถูกไฟช็อต

ทันทีนั้นเองเสียงโครมครามจากอาการตกใจของช้างไม่ต่ำกว่าสามตัวก็ดังขึ้นโผงผางและเงียบหายไปในแทบจะทันที หรีดที่หริ่งชะงักและกลับมาดังใหม่ เด็กทั้งสองคนยืนหัวร่อราวกับว่านั้นเป็นความปกติของชีวิต ทว่ามันทำให้ผมลืมความเจ็บปวดไปเสียสิ้น

“พวกมันวิ่งไปทางไหนแล้วล่ะ” เมื่อผมพ้นจากร่องน้ำนั้นขึ้นมาได้ก็แก้เขินด้วยกระทู้ถามถึงทิศทางการจากไปของไอ้ชาตรีและบริวารของมัน

“มันเข้าเกาะวัดไปแล้วครับน้า เดี๋ยวเราย้อนกลับไปรอมันข้ามทางตรงสะพานดีกว่าแล้วค่อยตามพวกมันไปฝั่งบ้านตาเกิด” เจ้าแบมตอบและปรับแผนการ 

จะด้วยความแปลกประหลาดอันใดไม่มีใครล่วงรู้ เมื่อเราพ้นออกมาจากหย่อมป่าแห่งนั้น ท้องฟ้าก็สว่างไสวทันตา ไม่มีแม้ละอองฝนดังเช่นที่เราเผชิญกันมา ทั่วทุกหัวระแหงยังคงแห้งแล้งไร้น้ำค้างเกาะตามใบไม้และใบหญ้า “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” ผมเปรยกับเด็ก ๆ ก่อนที่ทุกคนจะหัวเราะลั่น

เมื่อพวกมันข้ามถนนที่ตัดผ่านหมู่บ้านคลองมะหาดไปได้ พวกมันก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านถัดไปชื่อว่าอ่างเตย ไอ้ชาตรีช้างครูพาช้างหนุ่มสองตัวไปทำความรู้จักกับไร่มันสำปะหลัง ไปรู้จักกับป่ายูคาลิปตัส และป่ายางพารา ก่อนที่จะวกกลับไปยังท้ายหมู่บ้านหนองปรือกันยางและพากันซุกตัวอยู่ในป่ามะม่วงร้างที่รกเรื้อแห่งนั้น ซึ่งเป็นที่แห่งเดียวที่เราไม่สามารถติดตามพวกมันเข้าไปได้ ด้วยทัศนะวิสัยในการมองเห็นที่จำกัด เราจึงตัดสินใจไปขอผูกเปลนอนฟังเสียงพวกมันอยู่ที่บ้านของตาเกิด ซึ่งเป็นชาวบ้านผู้หนึ่งที่รู้จักชีวิตของช้างป่าพวกนี้เป็นดิบดี 

ตั้งแต่กลางดึกคืนนั้นจนใกล้รุ่งสว่าง เราสัมผัสได้เพียงเสียงหักกิ่งมะม่วงดังโป๊ะ ๆ ก่อนที่มันจะเงียบหายไป และเมื่อนั้นเราจึงรู้ว่าเส้นทางการเรียนรู้ของช้างหนุ่มที่มีครูอย่างไอ้ชาตรียังคงวนเวียนซ้ำ ๆ อยู่ในร่องรอยเดิม ช้างแต่ละรุ่นจึงใช้เส้นทางหากินซ้ำกันไปจากรุ่นสุ่รุ่น ซึ่งไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นร่องรอยทางดั้งเดิมของบรรพบุรุษของพวกมันที่ใช้ชีวิตมาตั้งแต่ศตวรรษใดศตวรรษหนึ่งก็เป็นได้