“อันดับ 9 ของโลก” ไทยอ่วมผลกระทบโลกร้อน ประยุทธ์โพสต์ย้ำความสำเร็จ

กลับจาก COP26 นายกโพสต์ไทยอยู่อันดับ 9 จาก 180 ประเทศทั่วโลกเสี่ยงสุดผลกระทบจากโลกร้อน ย้ำความสำเร็จลดโลกร้อนที่ผ่านมา “แต่เราต้องไม่พอใจเพียงเท่านี้” ขณะที่กลุ่มประเทศเปราะบางรวมตัวแสดงจุดยืน เรียกร้องประเทศพัฒนารับผิดชอบ เปิดตัว 7 สมาชิกใหม่ ไร้ไทย

นายกเยี่ยมประชาชนสิงห์บุรีที่ประสบน้ำท่วม ตุลาคม 2564 (ภาพ: กรมชลประทาน)

นายกเผย “โลกป่วย-ไทยเปราะบางอันดับ 9 ของโลก”

3 พฤศจิกายน 2021 เพจเฟสบุ๊กทางการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เผยข้อความหลังกลับจากประชุมโลกร้อน COP26 ที่สหราชอาณาจักร เกี่ยวกับการประกาศเจตนารมณ์ครั้งล่าสุดว่าไทยพร้อมยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทาง

“พี่น้องประชาชนที่รักครับ คำว่า ‘โลกกำลังป่วย’ นั้น ไม่ได้เป็นคำพูดที่เกินจริงเลย ไม่เพียงแต่วิกฤตโควิดที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อชาวโลกอยู่ในขณะนี้ โดยส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคนไทย ทุกอาชีพ ทุกวัย นอกจากนี้ ‘ภาวะโลกร้อน’ ก็เป็นอีกภัยเงียบ ที่กำลังส่งเสียงคำราม ดังขึ้นๆ ทุกวัน”

“ท่านรู้หรือไม่ว่า หากปล่อยให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียส ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเฉลี่ยทั่วโลก 1.1 เมตร ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในเมืองต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพมหานคร ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงจากน้ำท่วมตามแนวชายฝั่งและการทรุดตัวของดิน” ข้อความส่วนหนึ่งระบุ

“โดยมีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด เป็นลำดับที่ 9 ของโลก ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม ฝนแล้ง พายุรุนแรง ที่ส่งผลต่อพืชผลทางการเกษตร และความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนด้วย”

การจัดอันดับว่าไทยเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุดเป็นลำดับที่ 9 ของโลกจาก 180 ประเทศนั้น จัดโดย German Watch กลุ่มอิสระที่วิเคราะห์นโยบายสากลในรายงานดัชนีความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศโลกปี 2021 ซึ่งประมวลข้อมูลช่วงปี 2000-2019

Climate Watch อธิบาย “ความเสี่ยงจากโลกร้อน” ว่าเป็นสถานะเสี่ยงต่อสภาพอากาศผันผวนอย่างน้ำท่วม คลื่นความร้อน ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนยากจน ซึ่งมักจะประสบกับความผันผวนนั้นก่อนและไม่พร้อมตั้งรับและปรับตัว ดังนั้นการสนับสนุนและวางแผนปรับตัวให้ถึงท้องถิ่นจึงสำคัญมาก

ในสเตตัส นายกยังได้ย้ำว่าที่ผ่านมา การเข้าร่วมประชุมผู้นำระดับสูงโลกร้อน วันที่ 1-2 พฤศจิกายนที่ผ่านเป็นภารกิจที่สำคัญเพื่อลูกหลานและอนาคตของประเทศไทย รัฐบาลนั้นตระหนักดีถึงภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ร้ายแรงนี้และได้พยายามอย่างเต็มที่ จนบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ในการประชุม ว่าจะมีวาระเรื่องนโยบายสิ่งแวดล้อม 

ไทยได้ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าเป้าหมาย 2 เท่า และเร็วกว่าแผน 1 ปี “แต่เราต้องไม่พอใจเพียงเท่านี้” และเตรียมยกระดับเป้าหมาย โดยตั้งเป้าจะถึงสภาวะเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ในปีค.ศ.2050 และขยายถึงก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ในปี 2065 พร้อมกับนำแผนพัฒนาธุรกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียวปรับใช้ในยุทธศาสตร์ชาติ

น้ำท่วมปี 2564 (ภาพ: Thai News Pix)

กลุ่มประเทศเปราะบางเคลื่อนไหว เรียกร้องประเทศร่ำรวยรับผิดชอบ

ในวันเดียวกัน ที่ประชุมกลุ่มประเทศเปราะบาง (Climate Vulnerable Forum : CVF) ได้ออกแถลงการณ์ใหม่ “แถลงการณ์ดาร์กา-กลาสโกลว์” (Dhaka-Glasgow Declaration) ในงานประชุมโลกร้อน COP26 วันที่สี่ที่ “การเงิน” เป็นประเด็นหลักของการพูดคุย

ที่ประชุมประเทศเปราะบาง CVF เป็นการรวมตัวประเทศที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีสมาชิก 55 ประเทศ คิดเป็นประชากร 2 ล้านคนโลก

แถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่พยายามรักษาอุณหภูมิโลกให้ไม่เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามเจตนามรย์การประชุม และขอให้มีแผนปฏิบัติเรื่องการสนับสนุนเงินจากประเทศร่ำรวยผู้ปล่อยก๊าซเพื่อส่งเสริมการลดโลกร้อนในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา

การสนับสนุนเงินนั้นเป็นประเด็นถกเถียงอย่างต่อเนื่องในเวทีประชุมโลกร้อน ประเทศพัฒนาแล้วที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักจะร่วมสนับสนุนเงินเข้ากองทุน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เช่น ปีนี้ ไทยได้รับสนันสนุนเงินเป็นครั้งแรกร่วม 500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงการบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตร รับผิดชอบโดยกรมชลประทานร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)

อย่างไรก็ตาม ปีที่ผ่านมา กลไกสนับสนุนเงินนั้นยังไม่ลงตัวและมีแนวโน้มว่าจะส่งเงินได้ครบจำนวนจริงในปี 2023 

“สมาชิก CVF เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด แม้ว่าตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราแทบไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบกับการเกิดวิกฤตนี้” Sheikh Hasina นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประธานปัจจุบันของกลุ่ม กล่าว 

“ขณะเดียวกัน ประเทศเปราะบางที่สุดแบบเราไม่มีความสามารถพอที่จะก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ เราถูกเบี่ยงเบนให้พยายามออกมาตรการรับมือกับผลกระทบเลวร้ายด้วยตนเอง”

ข้อเรียกร้องนี้ ได้รับการตอบรับจากเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ Antonio Guterres เผยว่า “ประเทศเปราะบางเป็นประเทศด่านหน้าที่ตอนรับมือกับวิกฤตโควิดและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น เป็นรายแรกที่เดือดร้อนและรายสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ ตอนนี้การร่วมมือร่วมใจกันยังหายไป… เราต้องช่วยกันให้มากขึ้น”

น้ำท่วมบังกลาเทศ (ภาพ: UNICEF)

เปิดตัว 7 ประเทศสมาชิกใหม่ ไร้ไทย

ในปีนี้ 7 ประเทศใหม่ได้ประกาศเข้าร่วมกลุ่ม CVF ได้แก่ เบนิน เอสวาตีนี กินี กูยาน่า ลิเบเรีย นิการากัว ยูกันด้า

นับจาก เริ่มต้นก่อตั้งโดยรัฐบาลมัลดีฟ์ในปีค.ศ.2009 ปัจจุบัน CVF มีสมาชิก 55 ประเทศจากทวีปเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลางและอเมริกากลาง-ใต้ ซึ่งเมื่อสำรวจระดับความเสี่ยงต่อผลกระทบโลกร้อนของ Germanwatch ประกอบพบลำดับความเสี่ยงดังนี้ เช่น เวียดนาม (อันดับ 13) กัมพูชา (อันดับ 14) ฟิลลิปปินส์ (อันดับ 14) ติมอร์-เลสเต (อันดับ 174) บังกลาเทศ (อันดับ 7) ภูฏาน (อันดับ 105) คอสตาร์ริกา (อันดับ 89) เฮติ (อันดับ 3)  เคนย่า (อันดับ 34) และ เนปาล (อันดับ 10) 

ประเทศสังเกตการณ์ ได้แก่ ไทย (อันดับ 9) อินโดนีเซีย (อันดับ 72) อินเดีย (อันดับ 20) รัสเซีย (อันดับ 32) จีน (อันดับ 41) สหราชอาณาจักร (อันดับ 58) และสหรัฐอเมริกา (ไม่ปรากฏข้อมูล)