ช้างปล่อย

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 16 ช้างปล่อย

ตาล วรรณกูล

 

ในคืนเดือนมืด บ้านพักหลังน้อยที่ดัดแปลงจากร้านอาหารกลางหนองน้ำถูกปิดไฟให้มืดสนิด ขณะที่หรีดหริ่งเรไรส่งเสียงระงมไปทั่วทั้งคุ้งน้ำแห่งนั้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือความมืดมิด ไร้แสงและไร้สี

“ใกล้เวลาที่ไอ้พลายหลบแสงจะออกมาแล้วครับ” 

จวบ เจ้าของบ้านแจ้งพวกเราก่อนที่เขาจะเดินตรงไปที่สวิสท์ไฟเพื่อปิดมัน 

“เราอาจต้องอยู่กันเงียบ ๆ สักปะเดี๋ยว เพื่อคอยฟังเสียงของมัน ผมเชื่อว่าคืนนี้มันต้องมาอีกแน่ ๆ เพราะมันหักต้นค็อกเทลไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน” 

ในฐานะแขกผู้มาเยือน ผมจึงว่าง่ายและทำตามที่เขาแนะนำ

ผมนอนนิ่งอยู่บนเปลที่ผูกติดระหว่างเสาคอนกรีต ถัดไปเป็นปัญญา อาสาสมัครติดตามพฤติกรรมช้างป่าจากบ้านสวนป่าลาดกระทิง และเด็ก ๆ จากหนองปรือกันยางและสวนป่าลาดกระทิงอีก 4 คน ประกอบไปด้วย แบม ไอซ์ บูม และกาย 

“นี่แหละครับอาสาสมัครฟันน้ำนม” ปัญญาแนะนำทีมเด็ก ๆ ด้วยอารมณ์ที่ขบขัน

การมาที่บ้านเขากระดาษ ท่าตะเกียบ ฉะเชิงเทรา ของพวกเราไม่ใช่เพียงการมาเพื่อเป้าหมายให้ผมได้ถ่ายทำสารคดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นการมาเพื่อช่วยเหลือจวบและชาวบ้านในแถบนี้ให้คลี่คลายจากปัญหาช้างป่าเพศผู้ 3 ตัว ที่เข้ามาหลบพักและออกหากินพืชผลทางการเกษตรในบริเวณนี้มากว่า 5 คืนแล้ว

“พื้นที่นี้เริ่มเผชิญกับพวกฝูงช้างป่าที่ออกนอกเขตป่าอนุรักษ์มาก็ร่วม ๆ จะ 2 ปีแล้วครับ พวกมันค่อย ๆ รุกคืบเข้ามาเรื่อย ๆ จนมารวมกันที่เขายายหมาน้อย และผลักพวกช้างเพศผู้วัยหนุ่มออกมาหากินในพื้นที่รอบ ๆ จนไอ้สามตัวนี้ที่มีไอ้พลายหลบแสงเป็นเหมือนผู้นำพาช้างบริวารข้ามถนนสาย 3259 เข้ามาหลบพักนอนที่เขากระดาษ แล้วพวกมันก็ออกหากินตามไร่มันสำปะหลังและไร่สับปะรด ถ้ายังขืนปล่อยปละละเลยอย่างนี้ ไม่นานช้างฝูงก็จะตามพวกมันเข้ามา เมื่อนั้นจะเดือดร้อนกันใหญ่” 

จวบให้ความเห็นก่อนเสียงนั้นจะค่อยหรี่ลงไปจนกลายเป็นความเงียบงันในที่สุด และเช่นเคยเมื่อความสงบมาเยือน เสียงกรนของปัญญาก็ดังขึ้นมาทดแทน ผมหลับไปตอนไหนไม่อาจจะหวนคำนึงได้จนกระทั่งใกล้รุ่ง

เสียงนกอีแพรดคอขาวที่นอนอยู่บนต้นมะกอกน้ำสามสี่ต้นริมน้ำนั้นปลุกผมตั้งแต่ตีนฟ้ายังไม่ยก ผมลุกมานั่งปั่นเมล็ดคั่วกาแฟ ต้มน้ำ และดรีปกับกระดาษกรองสีขาว ก่อนที่ทุกคนจะพร้อมใจกันตื่นขึ้นเพราะเสียงฝีเท้าของผมที่เดินไปเดินมาจนไม้กระดานโยกไหวเลือนลั่น ภายหลังจากจิบกาแฟ ปฏิบัติการณ์ก่อกวนพื้นที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยของไอ้สามสหายช้างป่าหนุ่มก็เริ่มต้นขึ้น

เราบุกไปถล่มรังนอนของพวกมันเสียเละเทะ พวกมันวิ่งจ้าระหวั่นไปทั่วทั้งย่อมป่าเขากระดาษ ขี้เยี่ยว แตกกระจายจนไม่เหลือความห้าวหาญ สิ้นเชิงช้างป่าที่น่าหวาดกลัวเสียสิ้น

“คนต้องแสดงความแข็งแกร่งให้พวกมันได้เห็นเสียแต่ตอนนี้ เพื่อมันจะไม่กลับมาให้เราได้เห็นอีกเป็นครั้งที่สอง” ปัญญาว่า 

“ใช่ ผมผมถึงเรียกพวกมันว่าเป็นช้างปล่อยไง ปล่อยในที่นี้หมายถึงการปล่อยปละละเลยจนพวกมันย่ามใจ และเราไม่ควรปล่อยให้มันมาอยู่ในที่ของคนจนสร้างปัญหาเรื้อรังหาทางจบไม่ได้” จวบขานรับ

ถูกของเขา ‘ช้างปล่อย’ คือช้างป่าที่ถูกปล่อยปละละเลย แต่ทว่าประเด็นนี้ยังคงหนาหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เสียงล่ำลือเสียงเล่าอ้างผ่านกาลเวลาและผ่านยุคสมัยล่วงเลยกลายมาเป็นตำนาน และถูกแปรมาเป็นข้อถกเถียงเรื่องช้างปล่อยไม่ใช่ช้างป่าในปัจจุบัน ทำให้ผมยิ่งทวีความสนใจไปที่เรื่องของประวัติศาสตร์ว่าด้วยช้างในประเทศไทยมากขึ้น

“ผมพยายามค้นหาข้อเท็จจริงมานานหลายปี ถ้าตามคำบอกเล่าที่เขาเล่าต่อ ๆ กันมาว่ามีขบวนรถบรรทุกคลุมผ้าใบนับสิบคันเอาช้างมาปล่อยไว้ที่ป่าแห่งนี้ คุณคิดว่ามันจะเอิกเกริกแค่ไหน คงจะต้องมีภาพถ่าย มีการวิพากษ์วิจารณ์กันจนทั่ว และกลายเป็นข่าวโด่งดังไปแล้วใช่ไหม แต่มันกลับเงียบงันเสียจนกลายเป็นแค่คำบอกเล่ากันเองในกลุ่มแคบ ๆ” 

เมื่อเกือบปีมาแล้ว ผมได้พูดคุยกับอาสาสมัครที่ทำงานติดตามผลักดันช้างป่าคนหนึ่งถึงประเด็นการปล่อยช้างในพื้นที่ภาคตะวันออกว่าเป็นไปตามสิ่งที่ถกเถียงกันในพื้นที่หรือไม่ ทำให้หลังจากนั้นผมต้องยกหูโทรศัพท์ไปพูดคุยกับกลุ่มคนเลี้ยงช้างที่ผมสัมพันธ์อยู่ด้วยทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน เพื่อสอบถามถึงข่าวคราวการนำช้างไปปล่อยในธรรมชาติ ซึ่งพวกเขาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“มีจริง”

“คุณครับช้างนะครับ ไม่ใช่หมาไม่ใช่แมวที่จะเอามันไปปล่อยได้ตามใจชอบ มันมีขั้นตอนมากทีเดียวในปัจจุบัน ทั้งเรื่องของพื้นที่และการจัดการ ซึ่งในประเทศเราที่ทราบมาก็มีอยู่สอง-สามแห่งในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสาน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ภาคตะวันออกอันนี้ยังไม่รู้ครับว่ามีจริงไหม แต่ถ้าย้อนไปสมัยอยุธยานั่นแหละของจริงที่เขาต้องปล่อยช้างให้ไปหากินตามป่าเมื่อยามเสร็จศึก เพราะพื้นที่ป่าภาคตะวันออกอยู่ห่างไกลข้าศึกจึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การปล่อยช้างให้ใช้ชีวิตเองตามธรรมชาติ ถึงเวลาเขาก็ไปต้อนมาเข้าเพนียด”

คำพูดของขาว ผู้จัดการวังช้างแลเพนียดอยุธยาทำให้ผมนึกถึงบทความประวัติศาสตร์ช้างป่าที่คุณปิยาณี รุ่งรัตน์ธวัชชัย ที่เขียนถึงการสัมภาษณ์ คุณอนุชา กระจายศรี ผู้อำนวยการส่วนประสานงานโครงการพระราชดำริ (สมัยนั้น) ลงนิตยสารผู้จัดการ 360 องศา ฉบับเดือนมิถุนายน 2554 ว่า

“ผืนป่าตะวันออกเป็นผืนป่าที่เป็นชายขอบของมหานครสำคัญของไทยตั้งแต่ กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี มาถึงยุครัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะช่วงกรุงศรีอยุธยายาวนานถึง 417 ปี เป็นธรรมดาที่ ของดี ของสวย ของแพง มักจะหลั่งไหลมาสู่เมืองหลวง เช่นเดียวกับสัตว์ป่าลักษณะดีก็ถูกขนย้ายเข้ามาในเมืองหลวงเช่นกัน 

โดยเฉพาะสัตว์สำคัญอย่างช้าง เมื่อเสร็จศึกจะเลี้ยงช้างไว้ในเมืองก็เป็นภาระกับผู้เลี้ยงดู จึงต้องหาพื้นที่ปล่อยให้ช้างหากินเองตามธรรมชาติ ถึงเวลาใช้งานจึงค่อยกวาดต้อนกลับเข้าเพนียด พื้นที่ไหนจะเหมาะเท่าผืนป่าตะวันออกก็ไม่มี เนื่องจากผืนป่าตะวันตกก็ใกล้เขตแดนข้าศึกอย่างพม่ามากไป อีกทั้งผืนป่าตะวันตกไล่ตั้งแต่ภาคเหนือลงมาถึงภาค ตะวันตกอย่างกาญจนบุรี เพชรบุรี ก็เป็นพื้นที่สู้รบระหว่างไทยกับพม่าบ่อยครั้ง สัตว์ป่าน้อยใหญ่ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งจากเสียงโห่ร้องรบราฆ่าฟัน ลูกหลงและการถูกล่าเป็นเสบียงทัพ ขณะที่ด้านตะวันออกของไทยนาน ๆ จะถูกรุกรานจากเขมรสักครั้ง อีกทั้งยังมีป่าที่ราบและเทือกเขาสำคัญอย่างเทือกเขาสันกำแพงและเทือกเขาจันทบูรณ์ เมื่อช้างเสร็จศึกป่าทางทิศตะวันออกจึงเหมาะสมที่สุดและถูกเลือกเป็นแหล่งปล่อยช้างให้เข้าไปอยู่อาศัยและหากินเองตามธรรมชาติ”

นั่นคือประวัติศาสตร์ช้างปล่อยเมื่อก่อนปี พ.ศ. 2310 ก่อนที่ป่าจะแตกจากการค้าไม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และก่อนที่จะมีผู้คนมาตั้งบ้านแปลงเมืองอยู่อาศัยในป่าสมบูรณ์แถบนี้ 

หากจะว่ากันตามจริงเรื่องการปล่อยช้างเลี้ยงคืนสู่ธรรมชาติในปัจจุบันก็เกิดขึ้นจริงตามที่ผู้จัดการเพนียดหลวงอยุธยาผู้นั้นกล่าวถึง ซึ่งมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติเป็นเจ้าของและดำเนินโครงการใน 2 พื้นที่ คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง จังหวัดลำปาง และช่วงระหว่างปี 2549-2551 ได้มีการทดลองปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติภูพาน จังหวัดสกลนครอีกหนึ่งแห่ง จำนวน 4 เชื่อกเท่านั้น

ศึกษาเพิ่มเติม โครงการปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติ ได้ที่ https://www.elephantreintroduction.org/