มินามาตะ ภาพถ่ายโลกตะลึง

มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) จัดฉายภาพยนตร์ “มินามาตะ ภาพถ่ายโลกตะลึง” ในกรุงเทพ หวังรณรงค์สร้างความตระหนักสาธารณะ กรณีปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่กำลังเพิ่มระดับวิกฤต

“มินามาตะ ภาพถ่ายโลกตะลึง เป็นภาพยนตร์ที่ตีแผ่ผลกระทบสารปรอทจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม จนกลายเป็นโศกกนาฏกรรมทางสิ่งแวดล้อมครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” มูลนิธิฯ กล่าว

มูลนิธิฯ กล่าวว่า การจัดฉายภาพยนตร์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมในประเทศไทย จัดขึ้นโดยความร่วมมือของมูลนิธิฯ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำหรับสื่อมวลชนและภาคีเครือข่าย ในวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2564 ณ โรงภาพยนตร์ SFX เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

“สื่อมวลชนและภาคี/เครือข่ายสามารถสำรองที่นั่งเพื่อรับชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ 02-952-5061 และ 086-644-2361 ภายในวันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564

กิจกรรมจะเริ่มในช่วงเวลา 10.00 น. ในงานจะมีการกล่าวเปิดโดย ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. ตามด้วยการแชร์ประสบการณ์จริงของเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศด้วย” มูลนิธิฯ กล่าว

(ภาพ : flickeringmyth.com)

มินามาตะ บนแผ่นฟิล์ม

Minamata เป็นภาพยนตร์แนวดราม่า กำกับโดย Andrew Levitas สร้างขึ้นจากหนังสือชื่อเดียวกันของ Aileen Mioko Smith และ Eugene Smith แสดงนำโดยจอห์นนี่ เดปป์ (ผู้ร่วมกำก้บ) แสดงเป็นสมิธ ช่างภาพชาวอเมริกันที่เข้าไปทำสารคดีเกี่ยวกับพิษสารปรอทที่เกิดกับประชาชนในเมืองมินามาตะ เขตคูมาโมโตของญี่ปุ่น 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายรอบพรีเมียร์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2020 ได้รับเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเสียงชื่นชมการแสดงของจอห์นนี่ เดปปว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เขาแสดงได้ดีที่สุด รวมถึงการแสดงของเหล่านักแสดงสมทบและการกำกับของ Levitas

“เมื่อช่างภาพข่าวสงคราม W. Eugene Smith เดินทางกลับไปญี่ปุ่น เพื่อถ่ายทำสารคดีเผยโฉมความเสียหายที่เป็นผลกระทบจากพิษปรอทในชุมชนชายฝั่ง” imdb.com กล่าวถึงหนังมินามาตะ

ชมตัวอย่าง :  MINAMATA Official Trailer (2021)

(ภาพ : marumura.com)

มินามาตะ บทเรียนครั้งประวัติศาสตร์จากญี่ปุ่น

มินามาตะ (Minamata) เป็นเมืองเล็กเมืองหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโต (Kumamoto) บนเกาะคิวชู เกาะทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมด้วยเทือกเขาอันอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ด้านหนึ่งเปิดโล่งออกสู่ทะเลชิรานุอิ (Shiranui Sea) บริเวณอ่าวมินามาตะ มีประชากรเพียงไม่กี่หมื่นคน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ตามแบบพื้นที่ชนบทของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นชาวประมง

ภายหลังเริ่มมีการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือโรงงานผลิตปุ๋ยของบริษัทชิสโซะ ที่เปิดกิจการในปี 1908 และต่อมาก็พัฒนาขึ้นเป็นโรงงานผลิตสารเคมีขนาดใหญ่ 

ในปี 1908 บริษัทชิสโซะ (Chisso Corporation) ซึ่งเป็นกลุ่มทุนใหญ่ในพื้นที่เทศบาลเมืองมินามาตะ ได้รับการเชื้อเชิญอย่างดีจากชาวบ้านให้เปิดทำการ โดยมุ่งหวังให้นำมาซึ่งความเจริญในท้องถิ่น มีการจ้างแรงงานชาวบ้านถึง 4,000 คน เรียกได้ว่าคนส่วนใหญ่ในเมืองนี้ก็เป็นลูกจ้างของบริษัทนี้นั่นเอง 

ในปี 1932 บริษัทชิสโซะได้เริ่มการผลิตสาร Acetaldehyde ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเคมีภัณฑ์หลายชนิด และมีการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทลงสู่แหล่งน้ำ หลังจากนั้นก็มีการรายงานว่าพบความผิดปกติในเด็กที่เกิดใหม่ รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ตามธรรมชาติ เช่น นก ปลา หรือแมว 

Hajime Hosokawa นายแพทย์ผู้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของบริษัทชิสโซะ ได้ศึกษาพบที่มาของความผิดปกติว่าเกิดจากสารปรอทที่โรงงานปล่อยออกมา และได้ทำการทดลองนำหอยที่อาศัยในบริเวณทางปล่อยน้ำเสียของบริษัทมาเป็นอาหารเลี้ยงแมว พบว่าภายใน 78 วัน แมวก็มีอาการเหมือนผู้ป่วยโรคมินามาตะ 

นายแพทย์ Hosokawa ถูกปิดปาก และผลการศึกษาถูกปิดเงียบ สื่อชาวอเมริกัน W. Eugene Smith ที่พยายามขุดคุ้ยเรื่องราวของโรคมินามาตะ ก็ถูกทำร้ายจนพิการทางสายตา ด้วยเพราะชาวเมืองจำนวนมากก็เป็นลูกจ้าง อยู่ได้ด้วยเงินทุนของบริษัทชิสโซะ นักการเมืองท้องถิ่นรวมถึงข้าราชการก็เป็นคนของบริษัทนี้ การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกับบริษัทนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง

พิษของปรอทกับความผิดปกติของโรคมินามาตะ โลหะหนักในรูปสารประกอบอินทรีย์สามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้ และเนื่องจากไม่ละลายในน้ำ ที่ ๆ สารปรอทมักจะไปสะสมอยู่นั่นก็คือบริเวณก้อนไขมันในสมอง ซึ่งเมื่อแพทย์ชำแหละสมองของผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคมินามาตะ สมองของผู้ป่วยนั้นจะพรุนเหมือนฟองน้ำ ส่วนที่เนื้อสมองหายไปนั่นคือส่วนที่ถูกทำลายด้วยสารปรอท

ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมินามาตะก็คือผู้ที่ป่วยจากการที่สมองถูกทำลาย เริ่มแรกมีอาการชาที่มือและเท้า อาการลามขึ้นไปถึงแขน ขา และริมฝีปาก ต่อมาม่านตาหรี่เล็กลง จิตใจรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย พูดช้าและไม่เป็นภาษา ฟังไม่ได้ยิน การใช้มือ เท้า และกล้ามเนื้อส่วนต่างๆไม่สัมพันธ์กันจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น การดื่มน้ำจากแก้ว การติดกระดุม หรือการเขียนหนังสือ เป็นต้น อาการแขน ขา มือ เท้า สั่น และชักกระตุกจะปรากฏให้เห็นได้ชัด ในรายที่อาการหนักมากอาจควบคุมสติไม่ได้ และพูดตะโกนไม่เป็นภาษา มีอาการวิกลจริตอย่างอ่อน ๆ กรีดร้อง มีการกระตุกตัวแข็ง แขนขาบิดงออย่างรุนแรง

เมื่อมีอาการแสดงออกมาแล้วย่อมไม่มีทางที่จะรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงแค่ประคองอาการไว้และรอวันตายเท่านั้น ปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 60 ปีแล้ว นับจากเหตุการณ์โรคมินามาตะ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ป่วยก็ยังคงมีอยู่ ผู้ที่ได้รับสารปรอทเยอะก็ตายเร็ว ส่วนผู้ที่ได้รับน้อยก็ยังคงมีชีวิตอยู่พร้อมความพิกลพิการ เป็นภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก

แม้จะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก สุดท้ายภาคประชาชนรวมถึงผู้เสียหาย 138 คน ก็ได้ทำเรื่องฟ้องร้องบริษัทชิสโซะ ต่อศาลจังหวัดคุมาโมโตะในปี 1968 ซึ่งต่อมาในปี 1973 ศาลก็ได้ตัดสินให้บริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ชาวเมืองราว 158 ล้านบาท (การจ่ายค่าเสียหายนี้ยังคงดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน) คดีนี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ถูกกล่าวถึงในฐานะคดีที่เป็นชัยชนะขั้นสูงสุดของชาวบ้านตาดำ ๆ คนธรรมดา ถือเป็นกรณีศึกษาให้กับชาติอื่น ๆ รวมถึงกรณีที่เกี่ยวกับกฎระเบียบการควบคุมมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตมาบตาพุดของไทยเราด้วย จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมขั้นตอนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม โดยกำหนดให้ใช้สารเคมีที่เป็นพิษในปริมาณที่จำกัด

หลังจากที่ต้องเผชิญกับวิกฤติมลพิษอย่างหนักจนส่งกระทบกับคุณภาพชีวิต มีผู้คนเสียชีวิตไปหลายพันคน โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ และยังต้องใช้เม็ดเงินฟื้นฟูอีกหลายแสนล้านเยน ต้องลงทุนปิดอ่าวมินามาตะถึงกว่า 23 ปี แล้วขุดลอกตะกอนใต้น้ำเพื่อนำไปฝังกลบบนพื้นที่กว่า 58 เฮคเตอร์ (362.5 ไร่) ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ เมืองมินามาตะจะสามารถพลิกฟื้นกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง พิสูจน์ได้จากรางวัลเมืองที่โดดเด่นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ในการประกวดเมืองแห่งสิ่งแวดล้อมปี 2005 – 2006

ในวันนี้ มินามาตะกลายเป็นเมืองที่ประชากรใส่ใจ และระมัดระวังกับเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก จนได้รับการรับรองเป็นเมือง Eco-Town อีกด้วย นับเป็นฟ้าหลังฝนที่ปลอบใจชาวเมืองจากเรื่องร้าย ๆ 

เหตุการณ์ปนเปื้อนของปรอทในเมืองมินามาตะ จึงถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ทางสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มันไม่อาจประเมิณค่าความเสียหายได้ การบำบัดรักษาผู้ป่วย และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายสิบปี นับเป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย (ที่มา : scimath )