ได้คืบเอาศอก

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564 : ตอนที่ 15 ได้คืบเอาศอก

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

แสงเดือนเต็มดวงในค่ำคืนนั้นส่องสว่างให้เห็นสภาพภูมิประเทศบริเวณจุดที่พวกเราเข้ามาผูกเปลนอนได้ค่อนข้างชัดเจน ยูคาลิปตัสขนาดเท่าขายืนต้นสูงชะลูดเรียงรายเป็นทิวแถวอย่างเป็นระเบียบ ช่องว่างระหว่างแปลงปลูก เปลนอนขนาดต่าง ๆ ซอนแทรกกว่าสิบหลัง บางครั้งมีแสงจากไฟบุหรี่วาบขึ้นมาเป็นระยะ ๆ จากเปลบางหลังที่ผูกห่างออกไป เสียงช้างป่าฝูงใหญ่ยังคงโฮกฮากไม่ห่างจากจุดที่พวกเราพักนอนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ครั้งนั้น เตี้ย หัวหน้าชุดผลักดันช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนรวบรวมอาสาสมัครได้ราวสิบกว่าคน มีอาสาของผู้ใหญ่ดำที่มาจากฝั่งมาสมบูรณ์ 5-6 คน อาสาจากหนองปรือกันยางซึ่งเป็นเด็ก ๆ อีก 4 คน และปัญญาอาสาสมัครผลักดันช้างป่าที่ประจำอยู่ที่สวนป่าลาดกระทิง เข้าปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก 4 คน เพื่อจะผลักดันช้างฝูงใหญ่ฝูงนั้นกลับเข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในตอนรุ่งเช้าของอีกวัน และตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเขาทำเช่นนี้มาถึง 3 ครั้งแล้ว เพราะช้างฝูงเมื่อถูกต้อนกลับไปในตอนเช้า ตอนค่ำพวกมันก็รวมตัวกันออกมาใหม่ และดูท่าว่าจะไม่มีวันสิ้นสุด

“ช้างพวกนี้กลับเข้าป่าไปตอนเช้า เดี๋ยวค่ำมันก็ออกมาใหม่ เราก็ไปต้อนมันใหม่ ฤดูนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฝูงช้างมันมีที่ที่จะไปของมัน” ปัญญาให้ความเห็น

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนเมษายน ผมต้องขับรถข้ามไป-มาระหว่างพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือกับฝั่งทิศใต้ของผืนป่าเขาอ่างฤๅไนสลับกันเช่นนี้เกือบทุกวัน เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ช้างฝูงใหญ่ทั้งสองฝูงออกมาหากินนอกเขตป่าพร้อม ๆ กัน 

ช้างฝูงที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เมื่อถึงรอบวนพวกมันมักจะเข้าไปหากินในบริเวณอ่างเก็บน้ำคลองประแกดในห้วงเวลานี้ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หญ้าคากำลังออกดอกสีขาวบานสะพลั่ง นอกจากมันสำปะหลังและปาล์ม ก็จะมีหญ้าคาที่เป็นอาหารหลักของพวกมันที่นั่น

“เห็นนี่ไหม พวกมันเลือกกินแต่โคนต้น เหง้า และรากของหญ้าคาเท่านั้นนะ” ผมคว้าเอาเศษซากที่เป็นลำต้นจนถึงปลายดอกที่พวกช้างป่าเหลือทิ้งไว้มาให้ใครคนหนึ่งในกลุ่มของเราดู

“ใช่มันกินแค่นี้ คุณลองชิมดูซีโคนต้นมันอ่อนและมีรสหวาน” อรุณ นัคโร สำทับขึ้นพร้อมกับรูดโคนต้นหญ้าคาให้พวกเราได้ลิ้มรสของมัน

หากเป็นในป่า ภายหลังเมื่อหญ้าคาปลิดดอกล่วงหล่นจนเกือบหมด หญ้าคาพวกนี้จะแห้งกรอบเป็นเชื้อไฟโหมไหม้เพื่อรอฝนต้นฤดูมาถึง เมื่อนั้นมันจะระบัดใบขึ้นมาใหม่และกลายเป็นอาหารของพวกสัตว์กินพืชอื่น ๆ ได้ใช้ประโยชน์ ช้างป่ารู้ดีว่าช่วงเวลาไหนที่หญ้าคาให้ประโยชน์ทางโภชณาการแก่พวกมัน นี่จึงเป็นบริบทที่แตกต่างของช้างฝูงทางทิศใต้ของเขาอ่างฤๅไน

หากแต่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในอำเภอสนามชัยเขตและอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อช้างฝูงออกมาจากเขตป่าพวกมันมุ่งหน้าค้นหาสิ่งใดกัน

บริเวณสวนป่าลาดกระทิง ทุก ๆ ปี เรามักจะได้ยินข่าวคราวฝูงช้างป่าจำนวนกว่า 100 ตัว ข้ามถนนหลวงหมายเลข 3259 ไป ๆ มา ๆ เป็นประจำ สวนป่าลาดกระทิงเป็นป่าปลูกของกรมป่าไม้ที่มีเนื้อที่กว่า 20,000 ไร่ ไม้หลักที่นี่ก็จะเป็นพวกยูคาลิปตัสและกฐินเทพา ซึ่งก็เหมาะแก่การใช้เป็นที่หลบพักนอนของฝูงช้างป่าจำนวนนี้ได้ เพราะเป็นสวนป่าแปลงใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ๆ ปกคลุมหนาทึบเป็นดงดำรกเรื้อ

“ในพื้นที่บางส่วนของสวนป่าที่ว่างเว้นจากการปลูกต้นไม้ ชาวบ้านก็เข้าไปปลูกมันสำปะหลัง และก็กลายเป็นอาหารของพวกมันอีก” ปัญญาให้ข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะบอกอีกว่า

“รอบ ๆ สวนป่าก็มีสวนขนุนที่กำลังจะสุกพร้อมตัดขายอีกหลายสวน มีสวนสับปะรดที่ใกล้จะเก็บผลผลิตอีกเป็นร้อย ๆ ไร่ จึงไม่แปลกที่ช้างฝูงฝั่งนี้จะมุ่งหน้ามาที่สวนป่าในช่วงฤดูนี้ เพราะครบครันไปด้วย ป่า อาหาร และน้ำ”

อาสาสมัครเฝ้าติดตามพฤติกรรมและผลักดันช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออกรู้ดีว่าพวกช้างป่าต้องการอะไร มีทิศทางเดินอย่างไร พวกเขาอ่านแผนที่ของช้างป่ามานานหลายปี และพวกเขาได้เข้าไปนั่งอยู่ในความคิดของช้างป่าพวกนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็เพียงผู้มีอำนาจจะหันมารับฟังข้อมูลจากพวกเขาและนำไปสู่แนวทางในการบริหารจัดการต่อไป ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวที่แบ่งปันแลกเปลี่ยนกันกับ พิทักษ์ ยิ่งยง หัวหน้าฝ่ายวิชาการด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า ในคืนหนึ่ง

บริเวณใต้ชายคาบ้านพักกลางน้ำหลังนั้น เสียงสนทนาเรื่องราวของช้างป่าระคนปนเปไปกับเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนดังลั่น หากบ้านหลังนั้นตั้งอยู่กลางชุมชนคงอาจมีเรื่องให้เบาะแว้งกับเพื่อนบ้านอยู่มาก เพราะพวกเราไม่ลดลาที่จะแบ่งปันภูมิรู้และประสบการณ์แก่กันและกันด้วยเสียงที่กังวาลและห้าวหาญ

“หากจะว่าไปช้างป่าที่เริ่มออกจากป่าเขาอ่างฤาไนแรก ๆ เลยก็ในพื้นที่ทางตอนเหนือของผืนป่าฝังอำเภอสนามชัยเขต ฉะเชิงเทรานะ ตอนนั้นก็มีพวกช้างเพศผู้ออกมาเลาะ ๆ ตามขอบป่าไม่กี่ตัว แต่เมื่อผ่านไปมันก็พาฝูงช้างออกมาเป็นร้อย” หัวหน้าพิทักษ์ ผู้คร่ำหวอดเรื่องช้างป่าในแถบนี้ตอบคำถามใครบางคนที่ถามถึงการออกมาของช้างป่าในยุคแรกเริ่ม

ครั้งหนึ่งผมเคยติดตามหัวหน้าพิทักษ์ไปทำข้อมูลเส้นทางของช้างป่าเพศผู้สี่ตัวที่พยายามสำรวจเส้นทางมุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือจากเขาอ่างฤาไนมุ่งหน้าสู่ปางสีดา เพื่อจะเชื่อมเส้นทางด้วยตัวมันเองไปยังผืนป่าดงพญาเย็น และพบว่าพวกมันได้วางเส้นทางเดิน จุดแวะพัก และแหล่งน้ำแหล่งอาหารไว้แล้วทั้งตลอดเส้นทาง

“พวกมันอาจใช้เส้นทางเดียวกันกับที่บรรพบุรุษของพวกมันเคยใช้ก็ได้” แกตั้งสมมติฐาน

“มันน่าจะเกี่ยวข้องกับฟีโรโมนด้วยไหมครับพี่” ผมนึกสงสัย เพราะจากการที่เข้ามาสัมพันธ์กับการศึกษาพฤติกรรมช้างป่าในหลายปีมานี้ผมสังเกตเห็นว่าพวกมันเดินตามกันออกมาบนเส้นทางซ้ำ ๆ กัน ถึงแม้ว่าห้วงเวลาจะทิ้งห่างกันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ตาม

“อาจเป็นไปได้ คุณว่าช้างเดินเหมือนมดไหม ที่มันจะมีตัวสำรวจออกมาก่อน แล้วเมื่อใดที่มันพบแหล่งอาหาร เมื่อนั้นมดทั้งฝูงก็ออกมาขนอาหารกลับรัง นั่นก็ฟีโรโมน ซึ่งผมก็อยากศึกษาเรื่องนี้ในช้างป่าเหมือนกันนะ”

ผมมองเข้าไปในแววตาแก ความมุ่งมั่นตั้งใจมันฉายออกมาอย่างเห็นได้ชัด ชัดเสียจนผมต้องหลบหันไปมองสิ่งอื่นแทน ก่อนจะมีใครสักคนในวงสนทนาเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น

“แล้วจะจัดการอย่างไรครับหัวหน้า” จวบ เจ้าของบ้านซึ่งนอนอยู่บนเปลลุกนั่งและตั้งคำถาม

“ชาวบ้านเขาชอบพูดให้ผมฟังว่าช้างมันเป็นสัตว์ที่ได้คืบจะเอาศอกนะ พอมานั่งนึกตามเออมันก็จริง เพราะฉะนั้นเราจะต้องจัดการไม่ให้มันได้สักคืบเลย ผมจึงกำชับพวกไอ้เตี้ยว่าอย่าให้ช้างฝูงออกมาเกินหนึ่งคืนเด็ดขาด คืนแรกอาจไม่เท่าไร เพราะยังอยู่ในขอบเขตที่พวกมันยังสามารถควบคุมได้ แต่ถ้าคืนต่อ ๆ ไปพวกมันจะต้องเหนื่อยเป็นทบทวี เพราะช้างมันจะขยับห่างออกไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่ถูกวางไว้”

ช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่ป่าเขาอ่างฤๅไนชุดแรกในฝั่งอำเภอสนามชัยเขต พวกมันใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบปีกำหนดเส้นทางเดินที่ทิ้งห่างจากผืนป่าอ่างฤๅไนไปไกลเกือบ 100 กิโลเมตรไปชิดติดขอบฝืนป่าดงพญาเย็น ซึ่งช้างฝูงที่รวมกันหลายครอบครัวจำนวน 70-80 ตัวก็กำลังจะหาทางแหวกแนวกั้นมนุษย์ตามพวกช้างป่าเพศผู้นักสำรวจไป หากเมื่อใดที่แนวกั้นมนุษย์ที่หมายถึงเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนอย่างเตี้ยและทีมของเขา รวมถึงอาสาสมัครติดตามพฤติกรรมและผลักดันช้างป่าอ่อนแรงลง จะเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนระหว่างทางเกือบ 100 กิโลเมตรที่ว่านั้น