ฝูงช้างในป่ายูคาฯ

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 14 ฝูงช้างในป่ายูคาฯ

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

 

บริเวณที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลของผืนป่าพนมสารคาม

ผมนึกภาพอดีตไม่ออกเลยว่าสภาพมันจะเป็นเช่นไร แต่เมื่อพิจารณาจากซากตอไม้ที่หลงเหลือก็คะเนได้ว่าพื้นที่แห่งนี้อาจเคยเป็นป่าไม้ที่มีพวกต้นมะค่าโมง ตะแบกใหญ่ กระบก ประดู่ สมพง ยางนา ตะเคียน ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เป็นป่าผสมพลัดใบสลับกับทุ่งหญ้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลในยุคนั้น แต่ทว่าปัจจุบันมันถูกแปรสภาพเป็นป่าไม้เศษฐกิจและไร่พืชระยะสั้นที่ดูแปลกหูแปลกตาไปเสียทุกที่ ทุกหน และทุกแห่ง และพวกช้างป่าก็ปรับตัวอยู่อาศัยในป่าเหล่านั้นอย่างไม่ยี่หระ

“โอกกกกกก!!!”

เป็นเวลาเที่ยงวันเกือบถึงบ่ายหลังจากที่เรา อันหมายถึงเด็ก ๆ ทีมฟันน้ำนมและผมนอนแผ่พุงย่อยอาหารเที่ยงอยู่บนเปลที่ผูกเรียงรายในกุฏิวัดป่าแห่งนั้น ก็ปรากกฏเสียงร้องเรียกรวมของช้างแม่แปรกที่เรียกลูกฝูงมารวมตัวกัน ไม่ห่างจากพวกเรามากนัก

ผมจับทิศทางได้ว่า มันร้องมาจากป่ายูคาลิปตัสแห่งหนึ่งที่ห่างจากเราออกไปไม่ถึงกิโลเมตรดี เพราะจากที่เราเคยสำรวจ ก็พบว่าพื้นที่แห่งนั้นพวกฝูงช้างเพศเมียเคยใช้เป็นที่พักหลับนอนในยามเดินทางไกลเสมอ

เจ้าแบมกับเจ้าไอซ์พรวดพราดขึ้นจากเปล เงี่ยหูฟังราวกับว่าพวกเขากำลังรอให้ช้างแม่แปรกตัวนั้นร้องอีกเป็นครั้งที่สอง

“น้ารู้แล้วล่ะว่ามันอยู่ตรงไหน เอ๊าพวกเราแต่งตัวใส่รองเท้าให้พร้อม เราจะเข้าไปดูกัน”

หลังจากฝนทิ้งช่วงไปหลายวัน ท้องฟ้ายามบ่ายเป็นสีฟ้าสดใส ไร้หมู่เมฆบดบังแสงตะวัน มันเป็นเวลาที่ใครต่อใครก็ไม่อยากจะย่างกรายผ่านทุ่งเลี้ยงวัวแห่งนั้น เพราะแสงแดดที่แผดเผาผนวกกับสายลมที่พัดเอามวลความร้อนจากผืนดินที่กำลังระอุเดือดกระทบผิวกายจนร้อนผ่าว ร่างกายของเราเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหล ไคลที่ย้อย อีกทั้งบาดแผลที่ถูกหนามข่วนเมื่อวันวานมันแสบซ่านทะลุทะลวงเข้าไปถึงทรวง เสี้อผ้าที่สวมใส่กลับเพิ่มน้ำหนักขึ้นจากความชุ่มโชก แข้งขาที่ก้าวย่างช้าลง ช้าลง และช้าลง

เมื่อเราผ่านทุ่งนั้นมาได้ ก็เข้าสู่ป่ายูคาฯ ลำต้นเท่าแขนที่ถูกปลูกขึ้นเรียงรายเป็นทิวแถว ร่องรอยหญ้าที่ลู่ชี้เข้าไปตามช่องว่างระหว่างแถวยูคาฯ บ่งบอกเราให้รู้ว่าช้างฝูงนั้นมุ่งหน้าเข้าไปด้านใน

“ข้างในมีจุดหนึ่งที่เคยมีน้ำขังครับน้าตาน หลายวันที่ผ่านมาฝนตกหนัก หนูว่าน้ำน่าจะเยอะ ช้างเลยเข้าไปหาน้ำ”

เจ้าแบมกระซิบกระซาบ ผมพยักหน้ารับข้อมูลจากเขา ก่อนจะหันไปหาเจ้าไอซ์และเจ้าไผ่ ที่เดินตามมาติด ๆ

“ไอซ์ เดินล่วงหน้าไปดูรอยอีกปล่องหนึ่งข้างหน้าซี ดูหญ้ามันลู่ทวนทิศออกมานะ”

อย่างว่าง่าย เจ้าไอซ์เข้าไปตรวจสอบในแทบจะทันที และกลับมากระซิบกระซาบได้ความว่า

“ช้างเดินวนครับน้าตาน มันเข้านี่ วนออกนั่น และกลับเข้ามานี่เหมือนเดิม”

เราเดินตามร่องรอยนั้นเข้าไป ด้านซ้ายมีรอยแยกออกไปและวนกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งเป็นรอยเดียวกันกับที่เจ้าไอซ์ไปดูก่อนหน้านั้น ผมนึกสงสัยว่ามันทำแบบนี้เพื่ออะไร แทนที่จะเดินตรงเข้าไปเลยจะดีกว่า 

“พวกช้างเมื่ออยู่ในที่ที่ใกล้คนมาก ๆ มันก็จะทำทางหลอกแบบนี้ครับ แต่หนูไม่หลงกลมันหรอก น้าดูรอยหญ้าที่ทับกันนี่ รอยล่าสุดจะเห็นเป็นต้นหญ้าที่ล้มทับอยู่ด้านบน ส่วนต้นหญ้าที่ซ้อนอยู่ด้านล่างเป็นรอยก่อนที่มันทำไว้หลอกเรา ช้างอาจฉลาดนะ แต่หนูฉลาดกว่ามันเยอะ”

เจ้าไอซ์ได้ที ผมมองแววตาเด็กหนุ่มวัย 13 ปี เขาดูมีความรอบรู้เรื่องรอยช้างอยู่มาก และนั่นทำให้ผมยอมรับพวกเขาในฐานะผู้ปราดเปรื่องเรื่องช้างป่าในระแวกนี้

ในระยะไม่ถึง 500 เมตรที่เราแกะรอยเข้ามาก็ปรากฏเสียงจุ๋มจั๋ม โป๊ะป๊ะ อันเป็นเสียงการเล่นโคลนของฝูงช้าง ทันทีที่ยินเสียงเหล่านั้นผมเงยหน้ามองไปยังเบื้องหน้า บริเวณคุ้งน้ำขังที่แบมให้ข้อมูลไว้ ก็ปรากฏฝูงช้างเพศเมียราว 20 ตัวกำลังสนุกกับการอาบโคลนตอนบ่าย

ผมส่งสัญญาณให้ทุกคนนั่งลง ก่อนที่เจ้าแบมจะจุดไฟแช็คตรวจกระแสลม ซึ่งลมพัดจากฝูงช้างมาหาเรา นับเป็นโอกาสที่ผมจะได้บันทึกพฤติกรรมฝูงช้างในยามที่ผ่อนคลายที่สุดอีกครั้ง

เราใช้เวลาอยู่ร่วมกับช้างป่าฝูงนั้นนานเกือบชั่วโมง จนทำให้เราเห็นอิริยาบถของพวกมันแทบจะทุกมิติ ซึ่งในฝูงมีแม่แปรก เป็นช้างเพศเมียอาวุโส ใบหูด้านบนพับจนเต็ม หน้าผากยุบเข้าไปลึกโบ๋ ความเหี่ยวย่นและริ้วรอยบนผิวหนังทำให้เจ้าแบมคะเนว่า

“มันแก่มากเลยครับน้า แต่ก็ยังมีแรงนำฝูงอยู่”

“น้าตานดูสิครับ ในฝูงมีแต่ช้างตัวเล็ก ๆ เยอะมาก”

เจ้าไผ่สำทับขึ้น 

“ใช่น้า มีช้างน้อยกำลังซนอยู่ด้วย”

เจ้าแบมเสริม ผมขยับแหวนซูมของเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้เข้าไปเพื่อจะดูรายละเอียดของช้างเด็กตัวที่ว่านั้น ก็พบว่ามันเป็นช้างแรกเกิดจากช้างพังในฝูงไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง มันมีดวงตากลมโต ใบหูเล็กเรียบเนียน และมีขนอ่อนปกคุมตัว บ่งบอกว่าของลูกช้างตัวนั้นเพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่ถึงเดือนดีดัก

“โพละ”

ไม่ทันที่ผมจะบันทึกพฤติการณ์ของลูกช้างตัวนั้น เสียงหักไม้ก็ดังออกมาจากอีกฟากหนึ่งของฝูงช้าง ซึ่งแสดงว่าช้างยามตัวหนึ่งสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมอยู่ใกล้พวกมัน เมื่อแม่แปรกได้ยินดังนั้นมันจึงยกงวงขึ้นชูเพื่อสำรวจกลิ่น ขณะที่เจ้าแบมก็จุดไปแช็คตรวจกระแสลมอีกครั้ง ลมยังคงพัดมาจากพวกมัน

“เกิดอะไรขึ้น” ผมถาม

“มีเสียงมอเตอร์ไซต์แล่นเข้ามาครับน้า” เจ้าไอซ์ตอบ

ทันใดนั้นเองช้างทั้งฝูงก็วิ่งกรูเข้ามาทางเราโดยพวกมันไม่รู้เลยว่ามีพวกเราซุ่มนิ่งอยู่ตรงนั้น

“ถอย ๆ”

ผมบอกเด็ก ๆ ให้ถอยออกมาตามทางด่าน และฉีกออกมาทางด้านขวาซึ่งเป็นช่องทางสำหรับรถลากไม้ยูคาฯ เราหลุดออกจากเส้นทางช้างทั้งฝูงเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนที่มันจะทะลุออกมาบนทางลากไม้ ช้างเล็ก 4-5 ตัวเดินนำออกมาโดยไม่สนใจที่จะมองซ้ายหรือขวา

ขณะที่พวกเราหยุดนิ่ง แม่แปรกตัวนั้นก็โผล่ออกมา บัดนั้นทิศที่เราหลบออกมาอยู่เหนือลมเสียแล้ว แม่แปรกหันมาทางพวกเรากางหู ก่อนจะกันช้างรุ่นทั้งหมดหลบเข้าไปยังแนวป่ายูคาฯ อีกครั้ง เสียงซวบซาบดังออกมาทางด้านซ้ายมือของพวกเรา เป็นเสียงวิ่งของช้างไม่ทราบจำนวน มุ่งมายังทิศที่เรายืนอยู่

“น้าตาน วิ่ง ๆ พวกมันไล่ตามเรามา”

ไม่ทันสิ้นเสียงเจ้าไอซ์ ผมก็ยกกล้องภาพยนตร์ที่มีน้ำหนักเกือบ 20 กิโลกรัมขึ้นบ่าโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต

นับตั้งแต่ปี 2513 ที่รัฐบาลมีนโยบายให้สัมปทานทำไม้ในผืนป่าภาคตะวันออกถึง 8 โครงการ และมีบริษัทเอื้อวิทยาเป็นเจ้าแรกที่ได้รับสัมปทาน และตามมาด้วยบริษัทต่าง ๆ อีกหลายบริษัทจนเต็มพื้นที่

ผ่านมาเกือบ 50 ปี พื้นที่ป่าพนมสารคามก็กลับกลายเป็นป่าแปลกตา หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางป่ากลายเป็นชุมชนใหญ่ และยกระดับเป็นตำบล เป็นกิ่งอำเภอ ขยับขยาย ผู้คนมากหน้าหลายตาหลังไหลมาจากทั่วสารทิศ ต่างจารีต ต่างวัฒนธรรม และภาษา

อีกไม่ช้าไม่นานต่อจากนี้ แผนและโครงการมากมายภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังจะเปลี่ยนหน้าตาของป่าพนมสารคามอีกครั้ง เพียงแค่หวัง “คนและช้าง” จะเอาตัวรอดต่อไปเช่น ไร