บทเรียน ‘ขั้นบันได’

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

1.

เช้าวันใหม่ของปลายฤดูฝน ผมยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งรวงข้าว แสงแดดๆ อ่อนสาดส่องใบสีเขียวและรวงสีม่วง ที่กำลังโค้งงอ มีลมหนาวโชยเบาๆ ให้รวงที่เรียงรายเป็นชั้นๆ ตามขั้นบันได ไหวเอนอย่างมีชีวิตชีวา กลิ่นหอมของรวงข้าวโชยอยู่รอบกาย ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ชีวิตผมเคยอยู่กับการทำไร่ทำสวนมาจนชินชาแล้ว จึงไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ครั้งนี้กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงกับความรู้สึกของผม อาจเป็นเพราะที่ดินตรงนี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นไร่ขั้นบันไดจากเรี่ยวแรงของผม และเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของผมเอง 

ช่วงนี้ของปีที่แล้ว ผมตัดสินใจวางแผนหยุดงานขององค์กรชั่วคราว หลังจากเกิดภาวะ Burn out ตอนแรกตั้งใจจะออกเดินทาง แต่โควิดระบาด ทำให้แผนเดินทางถูกยกเลิก ผมจึงวางแผนกลับมาอยู่ที่บ้านเพื่อขุดไร่ชันๆ หลังหมู่บ้านให้เป็นขั้นได พอสิ้นปีผมก็ขนข้าวของกลับมาอยู่บ้าน  และเริ่มลงมือขุด โดยมีอุปกรณ์คือ จอบ มีดโค้ง ไม้กระดาน และ A เฟรม

พอลงมือขุดจริง ๆ ก็ไม่ได้ยาก เพียงพยายามวางแนวให้ได้รับระดับเสมอกัน และโค้งไปตามธรรมชาติของพื้นที่เพื่อให้สวยงามและรองรับน้ำได้เสมอกันโดยใช้ A เฟรม ผมค้นหาวิธีการในอินเตอร์เน็ต และลองถูกลองผิดไปสักสองสามวันก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่ที่ต้องใช้เวลาและความอดทนมากคือ การปรับสภาพร่างกาย เพราะผมห่างหายการใช้แรงกายทำงานมานานมากแล้ว เมื่อต้องขุดดินด้วยแรงกายจริงๆ มันเหนื่อยมาก ช่วงแรกๆ ขุด 20 นาที พัก 10 นาที ฝ่ามือพองทั้งสองข้าง ช่วงเช้าทำได้เพียง 2 ชั่วโมง และต่อตอนเย็นอีก 2 ชั่วโมง พอตกกลางคืนกินข้าวเย็น อาบน้ำเสร็จก็หลับเป็นตายเลย พอผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ ร่างกายก็เริ่มปรับตัวได้ สามารถทำได้นานขึ้น และฝ่ามือเริ่มด้าน ตกกลางคืนก็สามารถอ่านหนังสือได้นานขึ้น

ช่วงที่ขุดไร่ขั้นบันไดนั้น ผมยังมีประชุมบ่อยๆ แม้ส่วนใหญ่จะปฏิเสธ ทำให้ต้องหยุดเพื่อเดินทางไปประชุมหรือทำกิจกรรม จึงไม่ได้มาขุดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งระหว่างนี้ผมยังจะต้องเอาเวลาไปสร้างบ้านสำหรับหลบแดดหลบฝน ซึ่งต้องไปตัดไม้ไผ่ ปรับที่ หาวัสดุอุปกรณ์ ลงมือสร้าง อีกทั้งยังต้องมานั่งเคลียร์งานเอกสารบ่อยๆ เมื่อผ่านไปจนถึงต้นฤดูฝน ผมก็ขุดไปได้ประมาณ 1 ไร่ ยังเหลืออีกประมาณ 3 ไร่

เมื่อถึงปลายเดือนพฤษภาคม พ่อกับแม่ก็เอาข้าวไร่ไปปลูกทั้งในพื้นที่ที่ผมขุดไว้ และบางส่วนที่ยังที่ยังไม่ได้ขุด แบ่งปลูกทั้งพันธุ์ข้าวดำและข้าวขาว    

ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

2.

การปลูกข้าวไร่ในแปลงที่ใช้ประจำทุกปีนั้นไม่ง่ายเลย ต้องใช้ทั้งแรงงานและทุนมากพอสมควร จนผมคิดว่าหากเอาต้นทุนที่ใช้ปลูกข้าวไปซื้อข้าว ก็คงได้มาในปริมาณใกล้เคียงกัน ปัญหามีตั้งแต่หยอดเมล็ดก็มีหนูและนกมาขุดคุ้ยไปกิน ต้องไปนั่งเฝ้าและปลูกเสริมเข้าไป พองอกโผล่พ้นดินขึ้นมาและรากเริ่มแทงลงดิน ก็มีหนอนกัดกินรากจนต้นเหลืองและตาย ต้องฉีดพ่นยาลงรากข้าว สัก 1 เดือนผ่านไปหญ้าก็จะขึ้นมาหนามากและขึ้นเต็มไปหมด เพียงใช้มือถอนจะไม่ทันการ ต้องฉีดพ่นยาฆ่าหญ้า หากไม่พ่นยารับรองได้ว่าหญ้าโตแซงข้าวแน่นอน พอต้นโตพ้นเข่าก็ต้องใส่ปุ๋ยบำรุง หากไม่ใส่แล้วต้นก็จะเหลืองและเติบโตไม่เสมอกัน สุดท้ายเมื่อข้าวออกรวงแล้วก็จะมีนกกัดกิน ต้องไปเฝ้าหรือหาอุปกรณ์ที่มีเสียงดังๆ ไปแขวนไว้ เวลาลมพัดก็จะเกิดเสียงดังไล่นก

เห็นอย่างนี้แล้วก็รู้สึกเหนื่อยใช่ไหมครับ ดังนั้น คนปลูกข้าวบนพื้นที่สูงส่วนใหญ่จึงอยากทำในที่ดินแปลงใหม่ ซึ่งในยุคสมัยนี้ไม่สามารถไปแผ้วถางป่าได้แน่ๆ คนจึงเลือกพักที่ดินไว้หลายๆ ปี ให้หน้าดินสะสมปุ๋ยธรรมชาติ และเชื้อโรค แมลง หญ้าหมดไปก่อน เวลาปลูกจะได้ลดปัญหาต่างๆ ที่ผมเจอมาข้างต้นได้ 

แต่ความจริงแล้วจะมีสักกี่คนที่มีที่ดินมากพอให้พักไว้สี่ห้าปีได้ คนส่วนใหญ่ในสังคม แม้กระทั่งบนดอยอย่างบ้านผมที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีที่ดินเพียงคนละแปลงสองแปลง แปลงละไม่กี่ไร่ จะซื้อเพิ่มก็ไม่มีคนขาย ต่อให้นานๆ ทีมีคนขาย ราคาก็แพงจนเราไม่กล้าซื้อ ดังนั้น ผมคิดว่าปรับพื้นที่ให้ราบ และปรับปรุงดินด้วยความรู้ที่ทันสมัย จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เป็นเกษตรกรธรรมดา ซึ่งไร่ขั้นบันไดก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และทำได้ด้วยสองมือของตนเอง

ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

3.

ผมคิดว่า เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่าที่ดินมีจำกัด เราไม่สามารถและไม่ควรขยายพื้นที่เข้าไปในป่าอีกแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เราซึ่งเป็นเกษตรกรคนธรรมดาจะต้องคิดคือ จะพัฒนา ปรับปรุงให้ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งจำกัดทั้งในแง่พื้นที่มีน้อย และคุณภาพดินเสื่อมไปหมดแล้ว ให้เพียงพอและใช้เพาะปลูกได้ผลผลิตดีได้อย่างไร (ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความรวมถึงบริบทของคนที่ทำไร่หมุนเวียน) ซึ่งผมมีที่ดินเป็นไร่ชันๆ ของพ่อแม่เพียงแค่ 4 ไร่ และใช้มานานมากแล้ว แม้แต่หญ้ายังไม่ค่อยเติบโตเลย ผมจึงจัดการเปลี่ยนให้เป็นไร่ขั้นบันได

ระหว่างที่ผมขุดไร่ขั้นบันได ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง “การปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงระดับโลก เขียนโดย “มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” นักชีววิทยาชาวญี่ปุ่น ที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบไม่ไถไม่พรวน ไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้ความรู้ทางชีววิทยาและความรู้แบบสมัยใหม่ รวมถึงการมองถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐ ที่พยายามลบล้างและเบียดขับความรู้ในการทำการเกษตรแบบปลอดสาร ทำให้ได้แรงบันดาลใจในการทำการเกษตรมาก และไม่ตกใจเวลาเจออุปสรรคปัญหา เช่น ต้นซาโยเต้ที่ผมปลูก เน่าตายไปครึ่งกว่าและไม่โต ข้าวโพดมีแมลงกินใบและเจาะกินยอดตั้งแต่ต้นสูงเพียงคืบเดียว หรือต้นกระชายดำเป็นโรคใบเน่าจนตายไปบางส่วนและไม่โต รวมทั้งเวลาไปติดต่อกับหน่วยงานรัฐแล้วได้รับคำตอบว่าช่วยไม่ได้  

จากประสบการณ์การของผม การขุดไร่ที่ลาดชันให้เป็นขั้นบันได จะได้พื้นที่ราบเป็นขั้นแคบๆ แล้วปลูกพันธุ์ข้าวไร่ ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลดีมากเลยทีเดียว ตั้งแต่หน้าดินไม่ถูกชะล้าง เมื่อใส่ปุ๋ยบำรุงดินก็ไม่ถูกชะล้าง สามารถปลูกข้าวได้ถี่และเป็นระเบียบเหมือนข้าวนาดำทำให้เวลาข้าวโตแล้วดูเหมือนข้าวนา คนแก่ที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็เข้าทำได้ ไม่ต้องเดินขึ้นลงตามที่ลาดชัน และที่สำคัญคือต้นข้าวเติบโตสม่ำเสมอกันและได้ผลผลิตดีกว่า 

เวลามีคนในหมู่บ้านผ่านมาเห็น พวกเขาส่วนใหญ่บอกว่าดีที่ผมทำแบบนี้ จะทำให้ดินดีกว่า เพาะปลูกได้ดีกว่า ได้ผลผลิตดีกว่า พวกเขาเองก็อยากทำบ้าง แต่ไม่มีเวลาและไม่มีงบ  

แม้อนาคตข้างหน้า มีแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะออกจากชุมชนไปเรียนและทำงานแบบชนชั้นกลางในเมือง และไม่กลับมาทำทำไร่ทำนาแล้ว แต่ก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่จะยังคงปักหลักทำการเกษตรอยู่ ซึ่งผมสังเกตเห็นว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่ปักหลักทำการเกษตรอยู่ที่บ้านนั้น ไม่ใช่คนที่ไม่มีที่ไปหรือไม่มีโอกาสเรียนสูงๆ อีกแล้ว แต่พวกเขาเห็นโอกาสที่จะสร้างฐานะจากการทำการเกษตร ซึ่งตัวอย่างของคนแถวบ้านผม เขาไม่ใช่เกษตรกรจนๆ แบบในอดีตอีกแล้ว พวกเขาเป็นผู้ประกอบการในไร่ในนา มีการลงทุน จ้างแรงงาน ใช้เครื่องจักร บางครั้งขายผลผลิตล่วงหน้าแบบต่อรองได้ ซึ่งในแต่ละปีพวกเขามีรายได้เฉลี่ยมากกว่าคนที่มีเงินระดับปริญญาตรีด้วยซ้ำ หากจะกล่าวว่า ถ้าใครอยากมีเงินเป็นก้อนให้มาทำการเกษตรที่บ้าน ก็คงไม่เกินเลยความจริง

ดังนั้น ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัด หากยังคงใช้แบบเดิมๆ ย่อมไม่เพียงพอและไม่สามารถใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพได้แน่นอน จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาที่ดินเดิมให้มีคุณภาพ ซึ่งโดยหลักการแล้ว รัฐจะต้องยื่นมือเข้ามาเป็นคนนำ เพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อแก้ไขปัญหาที่จะขึ้นในอนาคต แต่ความจริงคือเราคงได้แต่บ่นไปเท่านั้น 

ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

4.

ปีที่แล้วผมเพิ่งจะขุดไปได้ประมาณ 1 ใน 4 ของพื้นที่เท่านั้น ผมจึงตั้งใจไว้ว่าหลังจากที่เกี่ยวข้าวและผลผลิตอย่างอื่นเสร็จแล้ว จะลงมือขุดส่วนที่เหลือต่อ และหาทางเอาน้ำขึ้นไปเพื่อใช้เพาะปลูกช่วงหน้าแล้งให้ได้  ซึ่งมีเพื่อนบางคนเคยรับปากว่าจะอาสามาช่วยผมขุด ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว หากเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ หรือมาเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวกลับไปทำเองก็ย่อมมาได้ ผมไม่มีเงินค่าจ้างให้ แต่มีที่พัก ที่กางเต็นท์และอาหารเลี้ยงได้ตลอด 

ผมคงไม่กล้าที่จะบอกว่าให้คนทำการเกษตรบนพื้นที่ที่ลาดชันทำเป็นขั้นบันไดทั้งหมด เพราะการพัฒนาที่ดินสามารถทำได้หลายรูปแบบ ผมบอกได้แต่เพียงว่า จากประสบการณ์ของผมแล้ว การทำให้เป็นขันบันไดแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี และทุกคนสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนมาก ถ้าสามารถขยายแนวคิดไปอย่างกว้างขวาง จนทำให้แต่ละคนพัฒนาที่ดินของตนเอง โดยที่มีรัฐเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนแล้ว จะทำให้เกิดผลบวกในหลายด้าน เช่น คนลดการใช้พื้นที่ทำสิ่งแวดล้อมดี เกษตรกรลดทุนทุนแต่ได้ผลิตเพิ่ม รัฐสามารถพัฒนาระบบชลประทานได้และคุ้มค่าแก่การลงทุน เจ้าของที่ดินสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินได้ตามต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดผลสะท้อนต่อเศรษฐกิจของสังคมโดยรวมด้วย

ภาพ : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล