“เกิน 1.5 องศาแน่” อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นกับผลเจรจา G20 – COP26

สถาบันทรัพยากรโลกเผยผลวิเคราะห์ล่าสุด แผนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก “ไม่ทันกาล” รักษาระดับอุณหภูมิโลกให้พุ่งเกิน 1.5 องศาตามข้อตกลงปารีส จับตาท่าทีประเทศอุตสาหกรรม G20 ยกระดับเป้าหมายลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในที่ประชุมปลายตุลานี้

น้ำท่วมชัยภูมิและหลายพื้นที่ในไทย 2564 (ภาพ: นักข่าวพลเมืองบำเหน็จณรงค์)

เกิน 1.5° แน่ ผลวิเคราะห์ WRI ล่าสุด

7 ตุลาคม 2021 ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำเรื่องโลกร้อน COP26 เพียงสามสัปดาห์ สถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ใหม่ว่า เป้าหมายรักษาอุณหภูมิโลกให้ไม่สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในศตวรรษนี้ตามข้อตกลงปารีส “ไม่มีทางเป็นไปได้” และอุณหภูมิโลกจะเดินหน้าเพิ่มขึ้นถึง 2.4 องศา เมื่อประเมินจากนโยบายลดโลกร้อนที่นานาชาติกำหนดไว้ในปัจจุบัน

รายงานดังกล่าวจำลองความเป็นไปได้หลากหลายผลลัพธ์ ว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นกี่องศาหากรับมือโลกร้อนอย่างไร โดยคำนวณจากข้อมูลแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำประเทศ (NDCs) ประกอบกับนโยบายปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ G20  ซึ่งผลิตก๊าซเรือนกระจกสัดส่วน 75% ของโลก

นอกจากนั้น แม้หลายประเทศจะขยับออกมาประกาศเป้าลดโลกร้อนอย่างจริงจัง แต่นโยบายหลายอย่างยังประกาศไว้อย่างทะเยอทะยาน แต่ไร้ข้อผูกมัดทางกฎหมาย

“ถ้าประเทศ G20 ปฏิบัติเต็มที่ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้แล้วทั้งหมด อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 2.1 องศาเซลเซียสปลายศตวรรษ” รายงานเผย

“หากสมาชิก G20 ทั้งหมดทำมากขึ้น คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือศูนย์ภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวทางข้อตกลงปารีส อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 1.7 องศา”

G20 คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำที่มีจีดีพีคิดเป็น 80% ของโลกและมีประชากร 60% ประกอบด้วยผู้แทนสหภาพยุโรปและประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย และประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี 

อุณหภูมิโลกขึ้นอยู่กับว่าประเทศ G20 ลดก๊าซเรือนกระจกมากน้อยเพียงไหน
สีแดง 2.8 องศา = ตามปริมาณธันวาคม 2019
สีส้ม 2.4 องศา  = ตามเป้าหมายปัจจุบัน
สีเหลือง 2.1 องศา  = ตามเป้าหมายที่ประกาศจะปฏิบัติ
สีส้ม 1.7 องศา  = ตามเป้าหมายที่ยกระดับ

G20 ตัวแปรสำคัญ 

“ประเทศ G20 เป็นตัวการสำคัญที่จะรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่หลายประเทศกลับเงียบมากที่จะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ดร.Andreas Geiges นักวิจัยที่ร่วมศึกษา ย้ำ

รายงานเผยท่าทีลดโลกร้อนของประเทศ G20 แต่ละประเทศ เช่น ออสเตรเลียยังไม่มีสัญญาณว่าจะยกระดับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกหรือประกาศ Net Zero ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ในเอเชียอย่างจีนยังไม่ได้ส่งแผน NDCs ที่จะต้องส่งล่วงหน้าการประชุม COP26 อีกทั้งยังเป็นประเทศเดียวที่ประกาศ Net Zero ในปีค.ศ.2060 ช้ากว่าประเทศอื่นสิบปี

“ตอนนี้ยังมีก๊าซเรือนกระจกกว่า 29,000,000,000 ตัน ที่เป็นช่องว่างระหว่างเป้าหมายรักษาอุณหภูมิโลกกับแผนลดปล่อยก๊าซที่วางไว้”

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยย้ำว่าหากประเทศ G20 ทะเยอะทะยานลดก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าเดิม จะช่วยลดช่องว่างดังกล่าวและรักษาอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นเป็น 1.7 องศาเซลเซียส เป็นความหวังที่จะรักษาอุณหภูมิโลกให้ไม่เพิ่มกว่า 1.5 องศาที่สุด

นอกจากนั้น รายงานยังเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมสนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดและรับมือโลกร้อน เช่น ล่าสุดเมื่อ 7 ตุลาคม กองทุนภูมิอากาศสีเขียวได้อนุมัติเงินร่วม 525 ล้านบาทให้ไทยดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีระบบจัดการน้ำภาคเกษตรให้รับมืออากาศผันผวน 

กองทุนภูมิอากาศนี้ได้รับงบประมาณร่วมพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปีจากประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นประเด็นเจรจาสำคัญที่ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาจะเจรจาในงานประชุม COP26

จับตา ประชุม G20 และ COP26 ตุลานี้ 

30-31 ตุลาคมนี้ จะมีการประชุมประเทศอุตสาหกรรม G20 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งคาดการณ์ว่าประเทศสมาชิกอาจประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกครั้งสำคัญ

31 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน ยังเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำจากนานาประเทศ รวมถึงผู้ติดตามวิกฤตสภาพภูมิอากาศเดินทางไปยังเมืองกลาสโกลว์ สหราชอาณาจักร เพื่อเข้าร่วมการประชุมโลกร้อน “COP26” ซึ่งเป็นครั้งสำคัญ ที่นานาประเทศจะหารือและทบทวนเรื่องเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDCs) ซึ่งถึงเวลากำหนดครบรอบทบทวนเมื่อปี 2020 แต่การประชุมปีที่ผ่านมาถูกเลื่อน เพราะสถานการณ์โควิด

ประเทศไทย นับว่าเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในโลก ประกาศลดก๊าซเรือนกระจก (NDCs) 20-25% จากกรณีปกติในสาขาพลังงาน ขนส่งและอุตสาหกรรมภายในปี ค.ศ. 2030 และจะปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ในปี 2065-2070 ซึ่งเป็นที่ตั้งคำถามในวงกว้างว่ายังล่าช้าและขาดความทะเยอทะยาน

กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ได้ประชุมเห็นชอบองค์ประกอบของผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมเจรจา มีรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและการต่างประเทศ เข้าร่วม COP26 ปลายเดือนนี้