คพ.รับมาตรฐานคุณภาพอากาศไทยหย่อนกว่าสากลมาก จะหาทางปรับปรุง

WHO ชี้มาตรฐานมลพิษอากาศโลกใหม่ล่าสุด “จำเป็นต้องเข้มขึ้น” จะช่วยประชากรโลกได้กว่า 33 ล้านคนต่อปี คพ.ยอมรับมาตรฐานไทย “หย่อน” กว่ามาก กำลังหาทางปรับปรุง ด้านก.สาธารณสุขเห็นด้วย พร้อมหนุน เสนอเน้นงานสื่อสาร

(ภาพ : unsplash)

มาตรฐานใหม่จำเป็น จะช่วยคนได้กว่า 33 ล้านต่อปี WHO

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 เวลา 9.00-12.00 น. ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (CCAS) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. และกรมควบคุมมลพิษ เสวนา “ประเทศไทยไปทางไหน ต่อเกณฑ์แนะนําคุณภาพอากาศใหม่ของ WHO” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างหน่วยงานแนวโน้มการปรับค่ามาตรฐาน Air Quality Guidelines – AQGs WHO ออกเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ในรอบ 15 ปี 

ได้รับความสนใจ กรมควบคุมมลพิษ องค์การอนามัยโลก WHO คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมอนามัย และผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ

Dr. Uma Rajarathnam องค์การอนามัยโลก(WHO) Sountheast Asia Regional Office ให้รายละเอียดเกี่ยวกับNew Who Air Quality Guidelines เปิดเผย เกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศระดับโลก (Air Quality Guidelines – AQGs) ฉบับใหม่ ที่ได้กำหนดค่าแนะนำของคุณภาพอากาศใหม่ที่ปรับลดระดับมลพิษทางอากาศตัวสำคัญเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยเป็นการปรับเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศครั้งแรกในรอบ 15 ปี ขององค์การอนามัยโลก

“ฝุ่นละอองขนาดเล็กขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เป็นมลพิษที่มีขนาดเล็กที่สุดและยังเป็นอันตรายที่สุด ผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นก่อนให้เกิดการระคายเคืองตา จมูก ลำคอ เกิดการไปและการหายใจเสียงหวีด และด้วยขนาดที่เล็กมากเมื่อหายใจเอาฝุ่น PM2.5 เข้าไป มลพิษเหล่านี้จะสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลในปี 2019 พบว่า มากกว่า 90% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 เกินค่าที่เกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกกำหนด

เกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศระดับโลกปี 2021 นี้ได้ปรับลดค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 จากเกณฑ์ในปี 2005 จาก 10 µg/m3 ลดลงเป็น 5 µg/m3 และยังปรับค่ามลพิษทางอากาศที่สำคัญอื่น ๆ อีก รวมทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) โอโซน (O3) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)” Uma Rajarathnam กล่าว

อีกทั้ง เมื่อวันที่ (22 กันยายน 2564) รายงานศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Centre for SDG Research and Support : SDG Move) WHO_Air Pollution Slides_200921_CC Air Quality guidelines ในแต่ละปี การรับสัมผัสมลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลกถึง 7 ล้านคน หากรัฐบาลทุกประเทศใช้เกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศฉบับปี 2021 นี้เพื่อกำหนดกฎระเบียบด้านคุณภาพอากาศทั้งภายนอกและภายในอาคารให้ได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว องค์การอนามัยกล่าวว่า จะช่วยลดตัวเลขผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM 2.5 ต่อปีลงได้เกือบ 80% หรือน้อยลงถึง 3.3 ล้านคน

“มลพิษทางอากาศคุกคามสุขภาพควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นการดำเนินการเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศต้องเป็นไปพร้อมกับความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่นี้ได้สะท้อนถึงข้อสรุปของรายงานทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศชิ้นสำคัญของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม 

ซึ่งเรียกร้องให้มีการลดการปล่อยมลพิษต่าง ๆ ที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็กและไนโตรเจนไดออกไซด์ให้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีส่วนทำให้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นและยังทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงไปด้วย” รายงานระบุ 

(ภาพ : SDG Move )

ยอมรับมาตรฐานไทยหย่อนกว่าของโลกมาก กำลังหาทางปรับ คพ.เผย

พันศักดิ์ ถิรมงคล ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ อธิบายเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของกรมอนามัยโลกเป็นเกณฑ์ระยะสั้น 24 ชม. กับเกณฑ์ระยะยาว มีความเข้มข้นมากขึ้น มีการผ่อนคลายในเรื่องซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และมีการกำหนดขึ้นมาใหม่เรื่องของไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) 24 ชั่วโมง ขึ้นมา หรือคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) 24 ชั่วโมง ตัวที่ยังอยู่ที่เดิมคือโอโซน (O3) ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร 

“เปรียบเทียบมาตรฐาน24 ชม.ของไทยพบว่ามาตรฐานไทยจะหย่อนกว่าไกด์ไลน์อนามัยของโลกค่อนข้างมาก PM 10 หย่อนกว่าเกือบ 3 เท่า PM 2.5 หย่อนกว่า 3 เท่า ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หย่อนกว่าถึง 7 เท่า โอโซน (O3) อาจจะใกล้เคียง 24 ชม. ส่วนไนโตรเจนไดออกไซต์ (NO2) กับ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) 24 ชั่วโมงเรายังไม่มี เป็นส่วนที่จะต้องพิจารณาต่อไป 

ส่วนค่า Annual Average ก็เหมือนกันค่าไทยหย่อนกว่าอนามัยโลก ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เกือบ 5 เท่า PM 10 กับ PM 2.5 หย่อนกว่าค่อนข้างมาก” พันศักดิ์  กล่าว

ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ อธิบายอีกว่า ทิศทางประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษก็มีแนวทางที่จะใช้ เกณฑ์คุณภาพใหม่องค์การอนามัยโลก New Who Air Quality Guidelines เป็นเป้าหมาย หรือ Final Goal ของประเทศ ซึ่งจะต้องใช้ทรัพยากรและเวลา จำเป็นต้องมีมาตรฐานคุณภาพอากาศ ต้องปรับตามกฎหมายหลักการวิชาการ กฎเกณฑ์ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยมีผู้ขับเคลื่อนหลักคือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป 

กรมควบคุมมลพิษ จะนำเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่ WHO พิจารณาปรับปรุงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ‘การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง’ ระยะถัดไปปี 2565 ดําเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศที่กําหนดไว้แล้วให้เข้มข้นขึ้น สําหรับสารมลพิษทางอากาศที่มีแนวโน้มสถานการณ์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ในลําดับแรก คือ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไนโตรเจนไดออกไซต์ NO2 และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ SO2 ซึ่งเป็นสารมลพิษตั้งต้นที่สําคัญในการเกิดฝุ่นทุติยภูมิ(Secondary PM2.5) โดยอาจพิจารณาค่าเป้าหมายระหว่างทาง (Interim Targets) หรือเกณฑ์แนะนํา คุณภาพอากาศใหม่ของ WHO ตามบริบทที่เหมาะสมของประเทศต่อไป

ดนัย ธีวันดา (ภาพ : มติชน)

ควรปรับ พร้อมหนุน กำลังหาทางพัฒนากลไก สธ.เผย

ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงมุมมองด้านสาธารณสุขต่อเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHO ใหม่ว่าต้องดูเรื่องความเป็นไปได้ของไทยว่ากลไกที่มีจะดำเนินการได้แค่ไหน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข จะยินดีมากหากทุกภาคส่วนสามารถทำให้ค่าเป้าหมายเหล่านี้ไปถึงตรงนั้นได้ 

สธ.ได้มอบหมายทีมงานกรมการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้พยายามพัฒนากลไกที่สร้างรองรับมาตรฐานปรับแนวทางวินิจฉัยโรคที่อาจจะเกี่ยวเนื่องเรื่องมลพิษทางอากาศ ซึ่งตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ชัดเจนนัก ยังอยู่ในขั้นตอนปรับระบบเพื่อให้เห็นภาพที่มีกลไกมากขึ้น

มลพิษทางอากาศ เป็นประเด็นที่คุกคามสุขภาพทั่วโลก ประเทศไทยมี Roadmap นี้ กลไก WHO AQG 2021 ขึ้นมา ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูง ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด ขับเคลื่อนในเรื่องของการดำเนินการตรงนี้อย่างเต็มที่ ค่าตรงนี้จะเอาไปดำเนินการใช้มากน้อยแค่ไหน ก็ยังอยู่ในส่วนของคนที่เกี่ยวเนื่องไม่ว่าจะเป็นส่วนภาคเกษตร ขนส่ง อุตสาหกรรม อีกส่วนหนึ่งภาคความเป็นอยู่ในครัวเรือน การพยายามสร้างการสื่อสารตระหนักรับรู้ในสังคมเอง ให้ประชาชนในทุกๆระดับ สังคมเมือง ในส่วนสังคมภูมิภาคชนบทสังคมที่อยู่บนเขาบนดอยที่มีปัญหาในการเผาในพื้นที่โล่งแจ้งตรงนี้ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งอาศัยความจำเป็นในทุกภาคส่วน” ดนัย กล่าว

รองอธิบดีกรมอนามัย ยังอธิบายการดำเนินการวางนโยบายที่จะทำให้เกิดขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง

เป้าหมาย SDG 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ข้อ3.9 การลด การป่วยสารอันตรายและสารเคมีที่เป็นพิษ ซึ่งเราจะมาโยงตัว3.9.1 ลดการเสียชีวิตจากมลพิษ ทางอากาศในบรรยากาศและในครัวเรือนในปี 2573 ตามเป้าหมายของ 1 st Global Conferrance on Air Pollution : Geneva Action Agenda ซึ่งตัวนี้ทำให้เรามากำหนดกับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดวาระแห่งชาติว่าด้วยเรื่องการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ซึ่งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขก็จะรับช่วงในเรื่องของการจะทำให้การดูแลสุขภาพเชื่อมโยงของสุขภาพเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริม

“เราจะมาเน้นเรื่องของการสร้างการสื่อสาร ในส่วนกลุ่มเป้าหมายต่างในระดับพื้นฐาน อาศัยรากฐานเดิมที่เราทำไว้ กลไกประชาชน กสม. ในสมัยทำเรื่องสุขภาพดีทั่วหน้า ติดอาวุธทางปัญหาสร้างกลไกให้มีการสื่อสารของประชาชน ก็จะเข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องมลพิษทางอากาศ และการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ขุมขน พยายามที่จะใช้เรื่องเทคโนโลยีต่างๆ ทางทีมงานส่วนกลางพยายามพัฒนาร่วมกับ ทางมหาวิทยาลัย หน่วยงานส่วนกลางต่างๆ ที่มีการดำเนินการปัจจุบัน ให้แนวทางต่างๆในการที่จะพิจารณาให้คำแนะนำตนเอง บทบาทที่สำคัญในการดำเนินการ

เรื่องการพัฒนาวิชาการเทคโนโลยี ขอบคุณ สสส. เป็นทุนให้กับสกสว.ที่ได้มีโอกาสได้ร่วมเอาบรรดานักวิชาการต่างได้พูดคุยสร้างแนวร่วมต่างเป็นหมวดหมู่ได้นำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปดำเนินการต่อในชีวิตประจำวัน Health in All Policy เป้าหมายสุขภาพดีทั้งสิ้น” ดนัย เผย

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมคนไทยเผชิญพื้นที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กเกิน 50 มคก. / ลบ.ม. เป็นจำนวน 38 ล้านคน แยกย่อยประชากรที่มีความเสี่ยงสูงเป็น 15 ล้านคน พร้อมได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้นเป็นจำนวน 7 ล้านคนทั่วโลกแต่ละปีตามองค์การอนามัยโลก WHO ประเมิน มลพิษอากาศอยู่ระดับที่ 5 จากผลกระทบของมลพิษอากาศในบรรยากาศของโลก แบ่งผลกระทบได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด

(ภาพ : รู้ทันฝุ่น)