จากสภาประชาชนถึงสภาผู้แทนราษฎร

GreenJust : เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

1.

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2564 ผมเข้าร่วมฟังการอภิปรายออนไลน์ ไม่ไว้วางใจรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จัดโดยเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการ ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ซึ่งมีประชาชนที่ประสบปัญหาที่ดินจากทั่วประเทศมารับฟังและส่งตัวแทนอภิปราย โดยมีคนเข้าร่วมผ่านระบบซูมประมาณ 1,000 คน และเข้าไปฟังใน Facebook live อีกประมาณ 500 คน

กิจกรรมนี้ผมอยู่ร่วมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การประชุมเตรียมการ ประสานงานให้ชาวบ้านเข้าร่วม เตรียมเนื้อหาอภิปรายให้ตัวแทนชาวบ้าน และเข้าฟังการอภิปรายตลอดทั้งวัน  

สภาประชาชนครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ภาคประชาชนร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินของคนรากหญ้า โดยมีนักวิชาการอย่าง ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ เป็นประธาน และอาจารย์สุนีย์ ไชยรส เป็นรองประธาน ทำหน้าที่ควบคุมการอภิปราย มีเจ้าหน้าที่องค์กรภาคประชาชนเป็นเลขานุการสภา อภิปรายเปิดประเด็นโดย รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ และมีนักกิจกรรมอภิปรายเปิดประเด็น

หลังจากนั้นก็เปิดเวทีให้ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาอภิปราย นำเสนอปัญหาที่ตนเองเผชิญและชี้ให้เห็นปัญหาของรัฐบาล คนละ 5 -10 นาที ซึ่งมีตัวแทนชาวบ้านจากทั่วทุกภูมิภาคมาร่วมอภิปรายทั้งวัน เมื่ออภิปรายจนครบทุกกลุ่มแล้ว ก็มีการลงมติโดยให้ผู้เข้าร่วมยกมือ ผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมมีมติไม่ไว้วางใจ 480 ต่อ 0

กิจกรรมนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากวิชาการที่ติดตามและร่วมกระบวนการ และได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยสังเกตได้จากมีชาวบ้านเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้งมีสื่อหลายสำนักนำเสนออย่างกว้างขวาง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกชื่นชมผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้มาก โดยเฉพาะคนที่เป็นตัวแทนอภิปราย พวกเขาเป็นชาวบ้านแต่สามารถพูดนำเสนอปัญหา และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างกระชับและน่าสนใจ ทำให้คนสามารถฟังได้ตลอดโดยไม่เบื่อ 

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลออนไลน์ (ภาพ: มพน.)

2.

ปัญหาสิทธิในที่ดิน เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย มีคนที่ได้รับผลกระทบกว่า 20 ล้านไร่ เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงมีมากกว่า 8.6 ล้านไร่ โดยมีคนกว่า 8 ครอบครัว ซึ่งมีข้อสังเกตคือ คนเหล่านี้เป็นคนชนบท ซึ่งบางส่วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่พวกเขาไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง ไม่ใช่กลุ่มคนที่รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะต้องใส่ใจ นอกจากจะไม่ใส่ใจแล้ว ยังพยายามเบียดขับออกจากประโยชน์ในทรัพยากรของรัฐ และกดทับโดยใช้กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับป่าไม้ ทำให้คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ และไม่ได้รับส่วนแบ่งในทรัพยากรของรัฐ เช่น เอกสารสิทธิในที่ดิน การอุดหนุนทุนหรือปัจจัยการผลิตจากรัฐ การส่งเสริมจากภาครัฐ และบ่อยครั้งก็ถูกตรวจยึดและจับกุมดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม

สำหรับรัฐบาลชุดนี้ สิ่งที่พวกเขาทำและคุยนักหนาว่าเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชน คือ ถ้าเป็นในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีนโยบายออก คทช. เป็นการให้สิทธิชั่วคราวในรูปแบบการเช่า สำหรับในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เป็นการอนุญาตให้ใช้ที่ดินชั่วคราว ภายใต้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยผู้ได้รับอนุญาตจะต้องปลูกป่าในที่ดินอย่างน้อย 20% ซึ่งทั้งสองรูปแบบดังกล่าวนี้ หมายความว่าเจ้าของที่ดินจะต้องยกที่ดินของตนเองให้แก่กรมป่าไม้หรือกรมอุทยานฯ ก่อน แล้วค่อยไปขอเช่าหรือขอเข้าร่วมโครงการ 

อย่างไรก็ตาม จนถึงบัดนี้มีการแจกเอกสาร คทช. ให้เพียง 2 พื้นที่ คือ ที่ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ และที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเพียงบางชุมชน โดยกรณีจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นการให้เฉพาะที่อยู่อาศัยเท่านั้น ซึ่งปกติจะไม่มีปัญหาอยู่แล้ว โดยทั่วประเทศเจ้าหน้าที่เพียงแต่ทำข้อมูลเท่านั้น ยังไม่มีการอนุญาตให้อย่างเป็นรูปธรรม

ผมคิดว่า การจัดการปัญหาที่ดินในเขตป่า ทั้งแบบ คทช. และโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นวิธีการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดแบบอำนาจนิยม ที่ต้องการคงอำนาจเหนือที่ดินของประชาชนเอาไว้ เพื่อผลประโยชน์บางอย่างของผู้มีอำนาจ โดยที่ไม่สนใจคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งไม่สนใจและไม่รับผิดชอบต่อเพิ่มพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง 

3.

เท่าที่ผมติดตามการเมืองมา ในระยะเวลาประมาณ 10 ปี ที่ผ่านมานี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่เคยถูกอภิปรายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายงบประมาณ หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ซึ่งจากเนื้อหาการอภิปรายของตัวแทนชาวบ้านในสภาประชาชน มีหลายประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและสังคมไทยโดยรวมด้วย แต่ไม่เคยถูกตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นการออกนโยบายในการบริหารจัดการพื้นที่ เช่น นโยบายป่าไม้แห่งชาติ คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่องทวงคืนผืนป่า หรือการออกเอกสาร คทช. การทุจริตในโครงการปลูกป่า การละเลยและล่าช้าพิสูจน์สิทธิในที่ดิน การตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิในเขตป่าที่ออกให้นายทุนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การแย่งยึดที่ดินจากประชาชนในนามการอนุรักษ์ เป็นต้น 

ผมคิดว่า น่าจะมีคนในสังคมไทยไม่น้อยที่อยากเห็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตัวรัฐมนตรี ถูกอภิปรายอย่างเข้มข้นเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสมของแผนงาน นโยบาย การใช้จ่ายงบประมาณตามโครงการต่างๆ รวมทั้งปัญหาการบริหารงานของรัฐมนตรี หรือหน่วยงานในกระทรวงอย่างจริงจัง เหมือนอย่างที่พรรคก้าวไกลทำ เช่น การเปิดโปงขบวนการไอโอ การเปิดประเด็นตั๋วช้างที่แทรกแซงระบบคุณธรรมของวงการตำรวจ การเจาะปัญหาการจัดซื้อวัคซีนโควิด 19 การตรวจสอบงบประมาณกองทัพและโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ เป็นต้น

สภาประชาชนครั้งนี้ ผู้จัดได้เชิญฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเข้าร่วมด้วย ซึ่งผมหวังว่าสิ่งที่ชาวบ้านพยายามสะท้อน จะช่วยกระตุ้นให้ฝ่ายค้าน หาโอกาสอภิปรายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตัวรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรจริงๆ เพื่อเปิดเผยปัญหาให้สาธารณะได้รับรู้ 

ถ้าหากรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังสำนึกว่าพวกเขามีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาของประชาชน พวกเขาควรใช้อำนาจที่มีอยู่เร่งแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านได้อภิปรายไป ซึ่งไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อน 

นอกจากนี้ ผมอยากจะเสนอในที่นี้ด้วยว่า เมื่อประชาชนผู้เดือดร้อนได้อภิปรายเปิดประเด็นสู่สาธารณะแล้ว ส.ส.ฝ่ายค้านควรไปติดตามตรวจสอบและผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาต่อ ซึ่งมีหลายเรื่องเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน เช่น การออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 การคืนสิทธิในที่ดินและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 การประกาศให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ การเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติที่มีแนวโน้มทับที่ดินและพื้นที่ป่าชุมชน เป็นต้น

ป้ายค้านขึ้นป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกโดยชุมชนในพื้นที่ (ภาพ: GreenNews)

4.

ปัญหาสิทธิในที่ดินของคนชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง มีสาเหตุสำคัญที่เป็นรากฐานของปัญหา คือ ประการแรก ปัญหาโครงสร้างสังคมที่เหลื่อมล้ำ ผู้มีอำนาจจึงออกกฎหมายและนโยบายที่ไปจำกัดสิทธิของคนชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ทำให้พวกเขาไม่มีสิทธิในที่ดินและทรัพยากรจากป่า แม้ว่าจะมีความชอบธรรมในข้อเท็จจริงก็ตาม

ประการที่สอง การรวมศูนย์อำนาจใจการจัดการทรัพยากรป่าไม้และที่ดินไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้การบริหารจัดการป่าไม่มีประสิทธิภาพ กฎหมายและนโยบายบางเรื่องไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และคนในท้องถิ่นไม่มีสิทธิและอำนาจใจการบริหารจัดการพื้นที่ป่าและที่ดิน  

ดังนั้น หากจะทำให้ประชาชนที่ประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้น สามารถก้าวข้ามปัญหาสิทธิในที่ดินและทรัพยากรได้ จำเป็นที่จะต้องเขย่าระบบโครงสร้างอำนาจที่เป็นปัญหา โดยสภาผู้แทนราษฎรจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชนชน

ติดตามและตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานด้านป่าไม้และรัฐมนตรีอย่างจริงจัง รวมทั้งจะต้องผลักดันให้มีกฎหมายและนโยบาย ที่จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริงๆ 

หมายเหตุ : พบกับ GreenJust ทุกเช้าวันเสาร์