‘กสิกรไทย’ ประกาศเป้าปล่อยกู้พลังงานหมุนเวียน 15% – เลิกให้กู้โครงการถ่านหินใหม่

เผยนโยบายล่าสุด ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อพลังงานทดแทนให้ได้ 15% ของส่วนแบ่งการตลาด-ปล่อยกู้อาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 10% ของพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ ภายในปี 2568 และเว้นให้กู้โรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ เดินหน้าหนุน “สังคมคาร์บอนเป็นศูนย์” ในปี 2573 ผู้บริหารระดับสูงแถลง

(ภาพ : กสิกรไทย)

ประกาศเป้า “สินเชื่อพลังงานสีเขียว”

“ธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับธนาคารอื่น ๆ ที่ลงนาม UN PRB จากทั่วโลก (Signatory Banks) รวมทั้งการนำเครื่องมือของ UNEP FI วิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ และกำหนดเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองวาระด้านความยั่งยืนของโลกเรื่องลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Reducing the Impact of Climate Change) 

ได้แก่ ส่งเสริมธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการปล่อยสินเชื่อพลังงานทดแทนให้ได้ 15% ของส่วนแบ่งการตลาดด้านกำลังการผลิต (เมกะวัตต์) และการปล่อยกู้อาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 10% ของพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ ภายในปี 2568 และละเว้นการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกิดใหม่ ยกเว้นโรงไฟฟ้ามีการเปลี่ยนรูปแบบพลังงานเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ และทยอยลดเงินกู้ปัจจุบันในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่แล้วให้เป็นศูนย์ภายในปี 2573  เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายธนาคารในการสร้างสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์” ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในข่าวประชาสัมพันธ์ของธนาคาร เผยแพร่วานนี้ (4 ต.ค.2564)

(ภาพ : กสิกรไทย)

เดินหน้าทิศ “ธนาคารที่รับผิดชอบ UNPRB”

ขัตติยากล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารพาณิชย์สัญชาติไทยแห่งแรกและแห่งเดียว เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 3 ของ “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ ขององค์การสหประชาติ” (UN Principles for Responsible Banking, UNPRB) สอดรับกับยุทธศาสตร์ธนาคารแห่งความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กับธนาคารกว่า 240 แห่งทั่วโลก ใช้เครื่องมือของยูเอ็นวิเคราะห์ วางโรดแมปไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต ขณะเดียวกันยังเพิ่มการสนับสนุน “สินเชื่อสีเขียว” ในธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และละเว้นการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกิดใหม่ ยกเว้นโรงไฟฟ้ามีการเปลี่ยนรูปแบบพลังงานเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ และทยอยลดเงินกู้ปัจจุบันในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่แล้วให้เป็นศูนย์ภายในปี 2573 มุ่งหวังร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ส่งมอบโลกที่ยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไป

“เนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกธุรกิจ ทุกองค์กรและทุกคนบนโลกต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อช่วยบรรเทาและลดปัญหาที่นำไปสู่การแปรปรวนของภูมิอากาศโลก หรือ ภาวะโลกรวน 

กสิกรไทยเป็นธนาคารพาณิชย์สัญชาติไทยแห่งแรกและแห่งเดียว ที่ร่วมกับธนาคารกว่า 240 แห่ง ใน 69 ประเทศ มีสินทรัพย์รวมคิดเป็น 40% ของมูลค่าสินทรัพย์ธุรกิจธนาคารทั่วโลก ที่ได้ลงนามใน “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ ขององค์การสหประชาชาติ” (UN Principles for Responsible Banking: UN PRB) ของสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการเงิน (United Nations Environmental Program Finance Initiative: UNEP FI) ซึ่งเปิดตัวโครงการเมื่อเดือนกันยายน 2562 และธนาคารลงนามรับหลักการในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยในปีนี้โครงการ UN PRB กำลังเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเข้มข้น

บทบาทที่ธนาคารกสิกรไทยดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และสอดคล้องกับ “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบแห่งสหประชาชาติ” คือ การดำเนินธุรกิจบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืน 

แม้ท่ามกลางความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance factors: ESG) ควบคู่กับการดูแลลูกค้าให้ผ่านพ้นวิกฤติและสามารถเดินหน้าในการทำธุรกิจและดำเนินชีวิตต่อไปได้ในภาวะปกติใหม่ (New Normal) และสนับสนุนลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำหรือมุ่งสู่ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยในการดำเนินงานทั้งหมดนี้ ธนาคารสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายมาอย่างต่อเนื่องและสื่อสารด้วยความโปร่งใส 

ธนาคารกสิกรไทยพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจบน “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ ขององค์การสหประชาชาติ” ที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 3  

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธนาคารบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ในวาระเร่งด่วนเรื่องลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การสร้างความพร้อมของบุคลากร หล่อหลอมในกระบวนการทำงานจนเกิดเป็นกรีน ดีเอ็นเอ ควบคู่กับการวางโครงสร้างด้านฐานข้อมูล ESG ที่จะวิเคราะห์สถานะของธุรกิจธนาคารในมิติความยั่งยืนได้แม่นยำ ทำให้ตั้งเป้าหมายและสร้างผลลัพธ์ได้ตรงจุด เป็นแบบอย่างองค์กรที่ดีมีธรรมาภิบาล รวมทั้งการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก บรรเทาภาวะโลกรวน และส่งมอบโลกที่สมดุลและยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป” ขัตติยากล่าว

หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ องค์การสหประชาชาติ” (UN Principles for Responsible Banking) ของสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการเงิน (United Nations Environmental Program Finance Initiative: UNEP FI)  ประกอบด้วย 6 ประการ ได้แก่ 

  1. Alignment: การมียุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และหลักการที่เกี่ยวข้อง 
  2. Impact & Target Setting: การกำหนดและเผยแพร่เป้าหมายที่ธนาคารสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ 
  3. Clients & Customers: การปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างรับผิดชอบและผลักดันให้เกิดแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน 
  4. Stakeholders: การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง 
  5. Governance & Culture: การกำกับดูแลและวัฒนธรรมองค์กรสอดคล้องกับหลักการธนาคารที่รับผิดชอบ 
  6. Transparency & Accountability: การทบทวนและเปิดเผยข้อมูลตามหลักการธนาคารที่รับผิดชอบ 
กฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคารรับรางวัล การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืนในระดับ “ยอดเยี่ยม” ภายใต้โครงการประเมินและจัดระดับธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน ประจำปี 2564 (ภาพ : กสิกรไทย)

รับรางวัล “ธนาคารคาร์บอนต่ำ 2564” กลางคำถาม “ยังปล่อยกู้เขื่อน”

ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย ได้รับรางวัล การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืนในระดับ “ยอดเยี่ยม” ภายใต้โครงการประเมินและจัดระดับธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน ประจำปี 2564 จัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อมอบให้แก่องค์กรที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน เป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงดังกล่าวไม่ได้มีการชี้แจงถึงหนึ่งในกระแสวิพากษ์วิจารณ์สำคัญในประเด็นนโยบายสนับสนุนด้านการเงินของธนาคารต่อโครงการก่อสร้างเขื่อน ด้วยโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหรือเขื่อนยังเป็นที่ถกเถียงทั้งในระดับประเทศและระดับสากลว่าควรนับเป็นแหล่งพลังงานสีเขียวหรือไม่ เหตุเพราะผลกกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนสูง 

ปัจจุบัน กสิกรไทยคือหนึ่งใน 6 ธนาคารไทยที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี (เขื่อนในลาวที่ขายไฟฟ้าให้ไทย) ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทิสโก้ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิ่งแวดล้อมทั้งในและนอกประเทศว่าก่อผลกกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนสูงมาก และเป็นผลกระทบข้ามแดน