ว้าเหว่

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 12 ว้าเหว่
ตาล วรรณกูล

ครั้งหนึ่งตอนเดือนมีนาคมเมื่อต้นศก ในทุ่งหญ้าคาที่ผลิดอกบานสะพรั่ง ดูงดงามหากมองเห็นในระยะไกล แต่เมื่อใดที่ย่างก้าวเดินผ่านลัดเลาะฝ่าฟันเข้าไป ใบคายอันคมกริบราวกับใบมีดโกนของมัน ก็มักจะหยิบยื่นความเจ็บแสบให้เราทุกขณะที่สัมผัสผิวกาย

ไม่นับแผดร้อนจากเปลวแดดและความอบอ้าวของอากาศ ที่ทำให้หยาดเหงื่อผุดโปนขึ้นมาตอกย้ำความแสบซ่านนั้นอีก มันสัมผัสได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของความเจ็บที่บาดลึกดียิ่งนัก

แต่การที่ทนอยู่ได้ ก็เพราะมีบางสิ่งที่เป็นหมุดหมาย คือภาพฟุตเทจที่จะนำมาบอกเล่าให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้ถึงเรื่องราวชีวิตของช้างป่าในพื้นที่ทับซ้อนแห่งนั้น

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีมานี้ ผมหมกมุ่นอยู่กับการเฝ้าติดตามบันทึกพฤติกรรมของช้างป่าเพศผู้หลายกลุ่มในหลายพื้นที่ของผืนป่ารอยต่อภาคตะวันออกอย่างบ้าครั่ง เสมือนว่านั่นคือหนึ่งความทะเยอทะยานที่จะทำความเข้าใจชีวิตของพวกมัน พฤติกรรมหลายอย่างที่พวกมันแสดงออกมายังคงเป็นเหมือนรหัสลับที่ต้องใช้เวลาในการไขปริศนา

และครั้งนั้น ผมพยายามที่จะบันทึกการแสดงออกอย่างหนึ่งของช้างป่าเพศผู้ที่ร่วมหากินกับฝูงช้างเพศเมียในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองประแกด อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ภายหลังที่สังเกตเห็นความขัดแย้งของช้างเพศผู้วัยหนุ่มที่เกิดและเติบโตในฝูงนั้น

“มันเหมือนพวกยากูซ่าในหนังนักเลงของญี่ปุ่นอย่างไรอย่างนั้น” ผมหันไปสบตากับหนึ่ง ดาวเงิน อาสาสมัครติดตามผลักดันช้างป่าจากระยองที่คอยทำหน้าที่ระวังหลังให้ผมในยามที่ผมจดจ่ออยู่กับมอนิเตอร์ของกล้องภาพยนตร์ตัวเขื่อง ด้วยความที่เป็นคนพูดน้อยของเขา บ่อยครั้งที่ต้องผละจากจอแสดงภาพเพื่อหันไปดู เขาฉีกยิ้มที่มุมปากเพื่อให้แน่ใจว่าผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

ห่างออกไปจากจุดที่เราแอบซุ่มอยู่ราว 300 เมตร เป็นจุดที่ฝูงช้างป่าเพศเมียฝูงนั้นใช้เป็นที่ชำระล้างร่างกายก่อนจะออกไปหากินตามปะสาของพวกมัน และเมื่อพวกมันขึ้นจากแหล่งน้ำมาเล่นฝุ่นดินบนฝั่ง จึงเป็นเวลาของกลุ่มช้างเพศผู้ที่คอยติดตามฝูงลงอาบและเล่นบ้าง

นิสัยของช้างเพศผู้ในยามที่ผ่อนคลาย พวกมันมักจะใช้เวลานี้เล่นประลองกำลังกันอยู่เสมอ ๆ เช่นเดียวกันกับบ่ายวันนั้นที่ช้างหนุ่มสองตัวลงไปแวกว่ายอยู่ในเวิ้งน้ำที่พอหลงเหลืออยู่ในอ่างเก็บน้ำฯ พวกมันก็เหย้าแย่กันตามปกติสุขของพวกมัน แต่ทว่าช้างพลายตัวหนึ่งที่มีรอยด่างสีขาวที่หลังใบหูซึ่งต่อมาผมเรียกมันว่าไอ้ปาน ดูเหมือนเมื่อยิ่งเล่นมันก็ยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นทุกที 

ตอนหนึ่ง ขณะที่ช้างสีดอคู่ของมันกำลังดำผุดดำว่ายอยู่นั้น ไอ้ปานก็พุ่งมาจากด้านหลังและใช้งาอันแหลมคมของมันทิ่มเข้าไปที่ก้นของช้างสีดอตัวนั้นจนเกิดบาดแผล ทันทีนั้นเองไอ้สีดอลุกขึ้นยืนและหันไปมองมันเขม็งอาจจะด้วยความโกรธเคืองพร้อมที่จะตอบโต้ ไอ้ปานเห็นดังนั้นก็ทำท่าซุดตัวลงนั่งราวกับว่าจะขออภัย แต่ด้วยโทสะช้างสีดอตัวนั้นกลับใช้งวงฟาดเข้าไปที่หัวของไอ้ปานดังโพละ

เมื่อมันลุกขึ้นได้ ไอ้ปานก็ได้แต่จ้องเขม็งด้วยความเคียดแค้น แต่กลับไม่ได้ตอบโต้อะไรมากนัก เพียงยกงวงขึ้นมาแตะเบา ๆ บนใบหน้าและขมับของช้างสีดอเท่านั้น อาจเป็นเพราะความอาวุโสของพวกมันต่างกัน ความขัดแย้งเล็ก ๆ จึงจบลง 

แต่ทันใดนั้นเองก็ปรากฏช้างสีดอหนุ่มอีกตัวหนึ่งค่อย ๆ ว่ายน้ำเข้ามาใกล้พวกมัน ในแทบทันทีที่รู้ตัว ไอ้ปานกับไอ้สีดอก็หันไปมองจ้อง กางหู หางเกร็งชี้เด่ และทั้งคู่ก็ค่อย ๆ เดินเข้าหาสีดอหนุ่มตัวใหญ่ตัวนั้นพร้อมกับยกงวงตรวจสอบกลิ่นเป็นระยะด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก แต่จะด้วยอะไรไม่ทราบได้ พวกมันทั้งสามก็พรวดพราดวิ่งจนน้ำแตกกระสาดกระเซ็นไปกันคนละทิศละทาง

ไอ้ปานกับไอ้สีดอคู่ของมันขึ้นไปยืนตั้งหลักอยู่ริมตลิ่งทางด้านซ้าย ส่วนช้างสีดอหนุ่มตัวใหญ่ไปยืนคาบงวงไว้ในปากซึ่งบ่งบอกว่ามันกำลังหวาดกลัวอยู่ริมตลิ่งทางด้านขวาสักครู่ใหญ่ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะหันมายืนจ้องมองกันอย่างระแวดระวัง ยกงวงชู หูกาง วางท่าอยู่อย่างนั้นเป็นเวลากว่า 5 นาที

จากนั้นคู่ของไอ้ปานกับไอ้สีดอก็มีปฏิกิริยาที่แสดงออกอันหมายถึงเป็นการข่มขู่ ทั้งเตะดิน ทั้งโยนขี้โคลนใส่อยู่อย่างนั้น ในที่สุด ไอ้สีดอหนุ่มตัวใหญ่ก็ยอมเดินจากไปแต่โดยดี

ผมหันมาสบตากับหนึ่ง ดาวเงิน อีกครั้ง เขาฉีกยิ้มและพยักหน้าเช่นที่เคยเป็น

“ไอ้สีดอใหญ่ดูน่าสงสารนะ มันคงเหงาเลยอยากมาร่วมก๊วนกับพวกไอ้ปาน”

แต่ผมกลับรู้สึกถึงความหว้าเหว่ เดียวดายเมื่อเห็นช้างสีดอหนุ่มตัวใหญ่ตัวนั้นเดินจากไป จะด้วยความรู้สึกภายในหรือปมเก่าที่ไม่เคยถูกคลี่เมื่อครั้งอดีตที่ล่วงเลยมานานก็เป็นได้ ที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้น

เพราะสมัยที่ผมยังมีช่วงวัยอายุที่ไร่เรี่ยกับพวกมัน ผมดูเป็นเด็กที่แปลกแยกไม่คบค้าสมาคมกับใครและเป็นเด็กที่แทบจะไม่มีเพื่อนเล่น ซึ่งเด็กในวัยเดียวกันกับผมมักจะจับกลุ่มกันเล่นกีฬา หรือมีกิจกรรมอื่นร่วมกัน แต่ผมกลับเลือกใช้ชีวิตอยู่ในมุมสงบมุมส่วนตัวของผมเอง ซึ่งนั่นเป็นเพราะผมเลือก แต่กับช้างสีดอหนุ่มตัวใหญ่ตัวนั้นมันตรงกันข้าม

เมื่อมันไม่ได้รับการยอมรับ มันจึงเดินออกมาจากแหล่งน้ำนั่นอย่างอ้างว้างและเดียวดาย มีบ้างที่มันหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองด้วยสายตาที่ละห้อย ราวกับเกิดความผิดหวังขึ้นในหัวอกระคนไปด้วยความชอกช้ำอย่างโดดเดี่ยว และลึกเข้าไปในหัวใจของมันอาจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกที่มัวหมอง

ช้างสีดอตัวใหญ่ลับสายตาไปในราวป่าที่ห่างไกลออกไปพร้อมกับแสงสุดท้ายของวันที่กำลังลาจาก ผมจึงตัดสินใจไม่ติดตามมันต่อ เพราะเชื่อว่าอย่างไรเสียมันก็ต้องกลับมาที่แหล่งน้ำแห่งนี้ เพื่อพยายามเข้าร่วมกลุ่มกับพวกไอ้ปานอีกครั้ง แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น

ตลอดหลายวันต่อมาที่ผมได้เฝ้ารอ ซึ่งขณะนั้นกลุ่มไอ้ปานรับช้างวัยกระเตาะอายุประมาณ 4-5 ปีเข้ามาอยู่ในกลุ่มของพวกมันอีกหนึ่งตัว แต่ทว่ากลับไม่มีวี่แววของช้างสีดอตัวใหญ่ตัวนั้นอีกเลย หรือมันหมดหวังเสียแล้ว?

ฟังดูอาจเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่นี่คือวิถีความเป็นไปของธรรมชาติ ไม่ว่าจะกับคนหรือกับช้างป่า ย่อมมีแง่มุมที่เคล้าคลึงอารมณ์และความรู้สึก เพราะพวกมันคือสัตว์สังคม เช่นเดียวกันกับพวกเรา