เผยทิศลดคาร์บอนภาคอุตสาหกรรม “3 มาตรการ-ดันอุตฯ ยานยนต์ไฟฟ้า”

เป้า 3 มาตรการ “อุตสาหกรรมปูน-สารทำความเย็น-น้ำเสียโรงงาน” เล็งดันความต้องการยานยนต์ไฟฟ้า “ภาคเอกชน-ภาครัฐ-ประชาชน” เร่งผลิตรถอีวี 2 แสนกว่าในสี่ปี เพื่อลดคาร์บอนให้ได้ 2.25 ล้านตันคาร์บอนภายใน 10 ปีตามนโยบายรัฐบาล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเผย 

(ภาพ : SCG)

3 มาตรการกรมโรงงาน

“สามมาตรการหลักคือ มาตรการทดแทนปูนเม็ด มาตรการทดแทน/ปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น และมาตรการการจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรม มีเป้าหมายลดคาร์บอนในสาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และสาขาน้ำเสียภาคอุตสาหกรรมภายในปี 2573 รวมทั้งสิ้น 2.25 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา หลังพิธีลงนาม MOU กับ CPAC

มาตรการทั้งสาม ถูกบรรจุในแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2564-2573 ในสาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Process and Product Use หรือ IPPU) รวมถึงน้ำเสียอุตสาหกรรม ที่จ้ดทำขึ้นโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม 

“แผนปฏิบัติการฯ ได้กำหนดมาตรการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การพัฒนาระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) การเสริมสร้างขีดความสามารถ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจก 

โดยที่มีการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่ กรอ. รับผิดชอบในสาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และสาขาน้ำเสียภาคอุตสาหกรรมภายในปี 2573 รวมทั้งสิ้น 2.25 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

จากภาพรวมของประเทศทั้งหมด รวมทั้งสิ้น 115.6 ล้านตันฯ ใน 3 สาขา ประกอบด้วย สาขาพลังงานและขนส่ง 113.0 ล้านตันฯ สาขาการจัดการของเสีย 2.0 ล้านตันฯ

กรอ.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการรายงานและติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกภาคอุตสาหกรรม ในทางปฏิบัติน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26 ที่สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพร่วมกับอิตาลีในเดือนพฤศจิกายน 2564” ประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวผ่านข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

(ภาพ : กระทรวงอุตสาหกรรม)

เล็งเพิ่มความต้องการ ดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

“เป้าเบื้องต้นคือ มีการใช้รถอีวี 225,000 คันภายในปี 2025 ตามนโยบายของท่านรองนายกสุพัฒนพงษ์ (พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) จากนั้นก็จะขยับไปเป็น 725,000 คัน ภายในปี 2030 และอยากให้เป็น 100% ภายในปี 2035 อันนี้ยังไม่พูดนะ ปัญหาคือเราอาจจะทำไม่ได้ขนาดนั้นในความเป็นจริง เพราะเรายังต้องผลิตรถส่งออกไปในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเขมร พม่า อยู่ ซึ่งยังมีความต้องการรถเครื่องยนต์” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

กอบชัยกล่าวว่า ส่วนหนึ่งของทิศที่กระทรวงดำเนินการในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการผลิตและใช้รถอีวีดังกล่าว คือการสร้างความต้องการโดยความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อที่สุดจะนำไปสู่ความต้องการใช้ของผู้บริโภคทั่วไป

“เรามุ่งหาความร่วมมือกับภาคเอกชน(ที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้รถอีวี) SCG ถือว่าเป็น Pilot project เป็นความร่วมมือองค์กรแรก เราเกี้ยวปตท.ไว้เหมือนกัน ถ้าได้ ThaiBav ปตท. SCG มาร่วมรณรงค์ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศ เพราะหลายประเทศจะมาลงทุน แต่ข้อมูล Demand Side ไม่มี

เราคงจะไปบังคับเอกชนไม่ได้ว่าจะมีเป้าหมาย (การเปลี่ยนมาใช้รถอีวี) เท่าไร ภายในเวลาเท่าไร แต่คงมองเรื่องการสร้างสิทธิประโยชน์ ถ้ารัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ บริษัทใหญ่ ๆ เห็นประโยชน์ว่าทำแล้วจะไม่สร้าง PM2.5 ช่วยลดมลภาวะ และเป็นไปตามกระแสโลก เชื่อว่าบริษัทใหญ่ ๆ จะมองจุดนี้มากกว่า และถ้าเขาเข้าใจ ก็คงไม่อยากตั้งเป้าแค่เปลี่ยน 50% เรารณรงค์แค่ 50% แต่ก็อยากให้ทุกค่ายทำ 100%

ในส่วนของภาครัฐ เราอยากให้เปลี่ยน 100% แต่ต้องรอกระทรวงคลังเคาะ กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาอย่างรอบคอบอยู่ คงจะมีอะไรดี ๆ ออกมาให้เห็นเร็ว ๆ นี้

สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) กำลังดูเรื่องมาตรฐานของสามองค์ประกอบหลักรถอีวีอยู่ คือ แบตเตอรี่ มอเตอร์และตัวควบคุม (Controler) จากนั้นโรงงานที่ผลิตได้ก็จะลดภาษี เพราะรถไฟฟ้าตอนนี้ราคาแบตเตอรี่สูงถึง 40-50% เรารณรงค์อยากให้ทั้ง 3 component นี้ราคาต่ำที่สุด เพื่อให้ราคารถอีวีจูงใจคนซื้อ” กอบชัยกล่าว

(ภาพ : SCG)

SCG เอกชนรายแรกพร้อมร่วมมือ

ชนะ ภูมี Vice President ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหาร CPAC ธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวถึงความร่วมมือในการเปลี่ยนมาใช้รถอีวีของ CPAC ว่าครอบคลุมถึงรถ 3 กลุ่มที่บริษัทใช้งานอยู่

“กลุ่มแรกเป็นรถที่ใช้ในโรงงานซีเมนต์ เช่นรถยกของ รถปิคอัพที่วิ่งในโรงงาน มีรวม ๆ ราว 100 คัน ที่เราเริ่มเอามาทดลอง เพราะต้องดูเรื่องกำลัง แรงบิด กากรใช้ระยะเวลาวิ่งแล้วกลับมาชาร์จ เรื่อง cycle time ต้องให้เหมาะสม ก็เป็นการทดลองสำคัญ ถ้าเราได้ข้อมูลก็จะสามารถ feed back ให้ภาครัฐไปกำหนดสเปคอะไรต่าง ๆ 

กลุ่มที่สอง เป็น Passenger Car ที่วิ่งอยู่ปัจจุบันเรามีไฮบริดจ์ เริ่มทดลองโดยเลือกที่สามารถวิ่งได้ระยะไกล พยายามตั้ง node ว่าอยู่ตรงไหนบ้าง ข้อดีคือ SCG มี node ค่อนข้างทั่วประเทศ แต่ก็ต้องดูว่าสายส่งมีกำลังพอหรือเปล่า

กลุ่มที่สามรถโม่ปูน ที่เราลงนาม MOU เป็นโจทย์ใหญ่มาก เฉพาะตัวรถตัวโม่จะหนัก เราก็เริ่มทำร่วมกับ SCG Inter นำเข้ารถอีวีมาประกอบโม่ เริ่มที่ 2 คันก่อน เนื่องจากเป็นโจทย์ที่ยากมาก” ชนะกล่าว

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนการผลิตจาก SCG