ส่อเค้าวุ่น “คดีทวงคืนผืนป่านาน้อย” อัยการน่านสั่งสอบพยานใหม่ ชาวบ้านฮือ

ชาวห้วยน้ำหิน อ.นาน้อย น่าน 225 คน ผู้ถูกแจ้งดำเนินคดีตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมตัวโวย-ขอความชัดเจน หลังทราบข่าวอัยการน่านสั่งตำรวจแยกสำนวน-สอบพยานใหม่-รายคน ทั้งที่ตำรวจพื้นที่มีความเห็น “สั่งไม่ฟ้องไปแล้ว” และสวนทางข้อตกลง “ยุติคดี-เยียวยา” พีมูฟ-รัฐบาล ด้านผู้ว่าฯ น่านยัน “สั่งไม่ฟ้อง”

(ภาพ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)

ตร. “สั่งไม่ฟ้อง” อัยการ “สั่งแยกคดี-สอบใหม่รายตัว”

วันนี้ (30 ก.ย. 2564) เวลา 13.00 น. ศราวุธ กรจิระเจริญ นายอำเภอนาน้อย พร้อมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และรองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรนาน้อย ประชุมชี้แจ้งคดีทวงคืนผืนป่า ชาวบ้านห้วยน้ำหิน อ.นาน้อย จ.น่าน จำนวน 255 คน ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลสถาน ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหลังจาก พนักงานอัยการ จ.น่าน ได้ส่งเรื่องกลับมาที่ สภ.นาน้อย ให้มีการแยกสำนวนเป็น 255 ราย และต้องมีการสอบปากคำใหม่ สร้างความกังวลใจให้ชาวบ้าน

สืบเนื่อง คดีทวงคืนผืนป่าที่ชุมชนบ้านห้วยน้ำหิน อ.นาน้อย จ.น่าน เริ่มตั้งแต่ปี 2558 ตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 บนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและโครงการปลูกป่าทดแทนขนาด 7,820 ไร่ ซึ่งจับกุมชาวบ้านทั้งสิ้น 298 ราย ภายหลังคัดกรองตามเกณฑ์ผู้ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกิน ตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 พบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ 262 ราย จากการเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) ทำให้มีแนวนโยบายในการยุติคดีและเยียวยาผลกระทบด้วยการมีโครงการฟื้นฟูของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับเข้าไปทำกินได้

ปวรวิช คำหอม สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จ.น่าน กล่าวว่า ชาวบ้านได้รับการประสานงานจากนายอำเภอเรื่องคดีของนาน้อย ว่าอัยการส่งหนังสือถึง สภ.นาน้อยให้มีการสอบคดีเพิ่ม แยกเป็นรายๆ แต่ข้อมูลก่อนหน้านั้น สภ.นาน้อยได้ส่งสำนวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว ซึ่งเป็นการรวมสั่งเป็นสำนวนเดียว แต่พนักงานอัยการอ้างว่าในรูปคดีเป็นคดีรายบุคคล ส่งรวมเป็นสำนวนเดียวไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมาย จึงทำหนังสือถึง สภ.นาน้อย ให้มาสำนวนเป็นรายๆ ก็ต้องมาเรียกพี่น้องไปสอบเป็นรายๆ ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว และทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาล่าช้า

“นายอำเภอเสนอว่าจะทำหนังสือถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เรียกอัยการและพี่น้องไปฟังความชัดเจนว่าหลังจากที่ สภ. นาน้อยส่งสำนวนไปให้แล้วจะเป็นยังไงต่อ เพื่อให้พี่น้องมั่นใจว่าจะไม่ถูกดำเนินคดีส่วนพี่น้องเองก็ได้สรุปว่า การต่อสู้ที่ยาวนานนั้น คดีก็ยังไม่จบ กลับไปกลับมา พี่น้องต้องทำมาหากิน ถ้าวันนี้อัยการไม่ให้ความชัดเจนกับพี่น้องก็จะไม่กลับ แล้วจะขยับไปหาอัยการที่จังหวัดเพื่อทวงถามว่าทำไมไม่ดำเนินการเรื่องคดีให้มีความคืบหน้าตามแนวนโยบาย” ปวรวิชกล่าว

(ภาพ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)

สวนทิศข้อตกลง “ยุติคดี-เยียวยา” ของรัฐบาล-พีมูฟ

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2564 มีการประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานเร่งรัดติดตามการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และขับเคลื่อนนโยบาย 9 ด้าน ณ อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้นเป็นประธาน มีมติเห็นควรให้สั่งไม่ฟ้องคดีทวงคืนผืนป่าที่บ้านห้วยน้ำหิน ด้วยเหตุว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยพนักงานสอบสวน สภ.นาน้อย ก็ได้ทำสำนวนและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปยังพนักงานอัยการ จ.น่าน แล้ว ซึ่งผู้แทน สกน. จ.น่าน ก็ย้ำว่าพนักงานอัยการก็ควรเร่งสั่งไม่ฟ้องตามแนวนโยบายและความเห็นของ สภ.นาน้อย ไม่ใช่ยื้อเวลาการแก้ไขปัญหาให้ล่าช้า และจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน

“สิ่งที่พนักงานอัยการควรเอาสำนวนเป็นตัวตั้งเพื่อที่จะสั่งไม่ฟ้องต่อในชั้นพนักงานอัยการ แต่เขาไม่ได้ให้ความชัดเจนเลยว่า ถ้าสำนวนไปอีกครั้งคดีจะออกมาในรูปแบบไหน พี่น้องไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรมว่าจะทำให้พี่น้องปลอดภัยในการพิจารณาคดี ถ้ากระบวนการแก้ปัญหายังล่าช้าไปอีกพี่น้องจะไม่สามารถเข้าไปทำมาหากินได้ จะประสบปัญหาเรื่องรายได้ การส่งเสริมโครงการต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ได้วางกรอบไว้ว่าจะเข้าไปสนับสนุน ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตพี่น้องนาน้อยก็จะขยับไม่ได้ 

เพราะคดียังไม่สิ้นสุด พี่น้องจะขาดโอกาสในการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต จะเจอกับหนี้สินตามมา ลูกต้องไปเรียนก็จะไม่สามารถส่งได้ พี่น้องต่อสู้มาอย่างยาวนานแล้วยังไม่จบ ก็เกิดโรคเครียด ไม่สามารถประกอบอาชีพ บางคนก็อาจจะคิดสั้น ที่ผ่านมาก็มีชาวบ้านที่เครียดจนเสียชีวิตไปแล้ว เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก” ปวรวิช กล่าว

(ภาพ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)

คำสั่งย้อนแย้ง ผู้ว่าน่านยัน “สั่งไม่ฟ้อง”

สยาม มังกิตะ หัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้เวียงสา ชี้แจงว่า “ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาได้สรุปเป็นที่เรียบร้อย สั่งฟ้องอัยการเรียบร้อย ทาง สภ. นาน้อยยังสงสัยว่าทำไมอัยการถึงตีกลับ มันมีเหตุและผล อนุมานได้ว่าพนักงานอัยการให้ทำการแยกเป็นรายเพื่อที่จะทำการสรุปเป็นคดีรายย่อยเพื่อที่จะสั่งฟ้อง โดยตัวหนังสือระบุว่าศาลได้สั่งฟ้อง ตัวนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นระเบียบเพราะไม่สามารถสั่งฟ้องเป็นภาพรวม”

ส่วนวิฑูร ชัยวุฒิ รองผู้กำกับ (สอบสวน) สภ.นาน้อย กล่าวว่า  “ที่บอกว่าตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาจับนั้นไม่ใช่ แต่ให้ชาวบ้านไปในฐานะพยายามเพื่อทำการสอบถามที่ไปที่มาของ 255 ราย แล้วทางคณะพนักงานสอบสวนจะทำการพิจารณาตามกรอบทางกฎหมาย และมีความเห็นส่งไปถึงอัยการ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าทางตำรวจไม่ได้กล่าวหาว่าทุกคนที่โดนคดีจะเป็นผู้ต้องหา”

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โพสต์บนเฟสบุ๊ก อธิบาย ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบแล้ว ยืนยันชาวบ้านว่า 262 คนที่ฟ้องร้องดำเนินคดีพิสูจน์แล้วเป็นผู้ยากไร้จริง จึงได้รับการคุ้มครองตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 และกรณีนี้พนักงานสอบสวน(ตำรวจ สภ.นาน้อย) ก็ทำสำนวนสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว

“ยกระดับการเคลื่อนไหวขอพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอความชัดเจน เรื่องคดีทวงคืนผืนป่า บ่ายวันนี้ พี่น้องนาน้อย ห้วยน้ำหิน ในนาม สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จังหวัดน่าน กรณีผู้ได้รับผลกระทบจากคดีทวงคืนผืนป่า เมื่อ ปี 2559 จะไปติดตามความชัดเจนในเรื่องคดีนี้ ว่าฝ่ายอัยการจะเอาอย่างไร ในเมื่อฝ่ายนโยบายโดยร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานคณะอนุกรรมการประสานงานและติดตามการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(ขปส.) สั่งให้ยุติคดี” ข้อความระบุ

อย่างไรก็ตามบ่ายนี้ ชุมชนนาน้อย หรือ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จังหวัดน่าน ยกระดับการเคลื่อนไหวขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อขอความชัดเจน เรื่องคดีทวงคืนผืนป่า ที่ศาลากลางจังหวัดน่าน

(ภาพ : สุริยันต์ ทองหนูเอียด)