“ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก” จะต้องแก้ด้วยความรู้ ไม่ใช่สวดมนต์

GreenOpinion: เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

 

(ภาพ : Overview Extra / VoiceTV)

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการผันน้ำยวมเติมเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเมกะโปรเจคที่มูลค่ากว่า 71,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2564 เกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางอีสาน สร้างความเสียหายให้บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรอย่างมหาศาล แต่เมื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเดินทางลงไปเยี่ยมชาวจังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2564 กลับพูดกับประชาชนที่รอฟังว่า

“วันนี้พายุเข้ามาลูกนึงนะ ปีก่อนปี 64 ปี 63 นั้น เข้ามา 5 ลูก นี่ลูกเดียวนะ … สวดมนต์ อย่ามาอีกเลย มาลูกเดียวก็พอแล้ว”

นอกจากนี้ยังพูดในทำนองว่าน้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติ ให้ประชาชนทำใจและขอให้เชื่อฟังรัฐบาล โดยไม่ได้พูดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และวันนี้ (27 ก.ย. 2564) เมื่อเปิดมือถือเข้าสู่โลกออนไลน์ มีแต่ข่าวเตือนให้ประชาชนภาคกลางเตรียมรับมือน้ำท่วม 

ผมขออนุญาตพาผู้อ่านไปสำรวจปัญหาน้ำของพื้นที่ภาคกลางแบบยาวๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าสถานะของน้ำในพื้นที่ภาคกลางเป็นอย่างไร และอะไรทำให้เราไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาน้ำท่วมได้ ทำให้ทุกปีคนภาคกลางโดยเฉพาะชาวนา จะต้องฝากความหวังไว้กับโชคชะตา ซึ่งที่ก็ไม่ค่อยเข้าข้างเสียเท่าไหร่

  1. ปัญหาเกี่ยวกับ “น้ำ” ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 16 จังหวัด ถูกแบ่งออกเป็นส่วน คือ ส่วนที่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน และส่วนที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยปัญหาเกี่ยวกับน้ำในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีทั้งที่เป็นปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม ซึ่งบางพื้นที่ประสบปัญหาทั้งด้านภายในปีเดียวกัน กล่าวคือ ในฤดูน้ำหลากจะมีปริมาณน้ำมหาศาลไหลจากภาคเหนือลงไป ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ในขณะที่ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำที่มีอยู่ ทั้งน้ำตามธรรมชาติและน้ำในระบบชลประทาน จะเหลือน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ตลอดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวคือ  

ปัญหาน้ำท่วม 

พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ มีประมาณ 13 จังหวัด ดังนี้

พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ที่มีพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับปานกลางถึงสูงประมาณ 25,280 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 18 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่

ตอนล่างของลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน บริเวณจังหวัดสุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร 

สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและพื้นที่น้ำท่วมถึง รวมประมาณ  35,000 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 22 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเหล่านี้ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุ่มน้ำร้อยละ 80 พื้นที่ชุมชนเมือง พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ร้อยละ 20 ในบริเวณจังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ อยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ดังกล่าวนี้ จะประสบปัญหาน้ำท่วมล้นตลิ่งทุกปี และประสบอุทกภัยรุนแรงทุก 20 ปี มีประชากรที่ประสบปัญหาประมาณ 18  ล้านคน

โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 1,882,000 ไร่ ถูกใช้เป็นแก้มลิงสำหรับเก็บน้ำเพื่อรอระบายออกสู่อ่าวไทย เนื่องจากปริมาณน้ำมากเกินศักยภาพของลำน้ำเจ้าพระยา และคลองระบายน้ำที่จะรองรับได้ จึงต้องเก็บน้ำเหล่านี้ไว้ในทุ่งนา แล้วค่อยทยอยระบายออกจนหมด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปริมาณมหาศาลเหล่านี้เอ่อท่วมพื้นที่เมืองและกรุงเทพ 

นอกจากนี้ จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์ Dot Property Moving Asia Online ยังพบว่ายังมีพื้นที่บริเวณจังหวัดนครปฐม นนทบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อีกที่เสี่ยงถูกน้ำท่วมขังซ้ำซาก 

ปัญหาน้ำแล้ง 

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ประสบกับปัญหาน้ำแล้งเป็นประจำ มีทั้งหมด 16 จังหวัด พื้นที่กว่า 1.6 ล้านไร่ ประกอบด้วย สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา  

(ภาพ : Overview Extra / VoiceTV)
  1. ข้อมูลเกี่ยวกับ “น้ำ” ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 

พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา สะแกกรัง ป่าสัก และ

ท่าจีน พื้นที่ทั้งหมด 157,925 ตารางกิโลเมตร หรือ 48,703.75 ไร่ มีประชากรรวม ทั้งสิ้นประมาณ 25 ล้านคน โดยทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 33,132 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งร้อยละ 81 ของปริมาณน้ำท่าทั้งปีเกิดในฤดูฝน

เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่รับน้ำจากภาคเหนือ (ปิง , วัง , ยม , น่าน , ป่าสัก) มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 20,125 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ สระบุรี ชัยนาท ลพบุรี และอ่างทอง มีปริมาณน้ำท่าทั้งหมดประมาณ 26,288.42 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำที่ระบบชลประทานสามารถจัดเก็บเพื่อใช้ได้

โดยปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ (ปิง , วัง , ยม , น่าน , ป่าสัก) และที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่สามารถจัดเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รวมน้ำที่ถูกจัดเก็บในระบบชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่ภาคกลาง มีปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งหมด 8,761.5 ล้านลูกบาศก์เมตร แยกเป็นน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิตต์ , เขื่อนป่าสัก , เขื่อนแควน้อยบำรุงแกน) รวมกัน 5,934.34  ล้านลูกบาศก์เมตร และเป็นน้ำในระบบชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่ภาคกลางอีก 2827.16 ล้านลูกบาศก์เมตร 

ปริมาณน้ำที่ถูกเก็บไว้ในแก้มลิง 

พื้นที่ทำการเกษตรที่ถูกใช้เป็นแก้มลิงสำหรับรองรับน้ำที่ไหลบ่ามาจากภาคเหนือ ในบริเวณพื้นที่ภาคกลางมีทั้งหมด 13 ทุ่ง มีขนาดพื้นที่รวมกันประมาณ 1,882,000 ล้านไร่ รับน้ำได้รวมกันประมาณ  2,050 ล้านลูกบาศก์เมตร  ประกอบด้วย ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน คือ ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ขนาดพื้นที่ประมาณ 382,000 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้รวมกันประมาณ 550 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง(ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา) ทั้งหมด 12 ทุ่ง คือ ทุ่งเชียงราก , ทุ่งท่าวุ้ง , ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก , ทุ่งบางกุ่ม , ทุ่งบางกุ้ง , ทุ่งบางบาล-บ้านแพน , ทุ่งป่าโมก , ทุ่งผักไห่ , ทุ่งเจ้าเจ็ด , ทุ่งโพธิ์พระยา , ทุ่งพระยาบันลือ , และทุ่งรังสิตใต้ ขนาดพื้นที่รวมประมาณ 1.15 ล้านไร่ ซึ่งสามารถเก็บกักน้ำได้รวมกันประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณความต้องการใช้น้ำ 

จากข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณความต้องใช้น้ำทั้งลุ่มน้ำ ประมาณ 11,377.34 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและใช้ในภารเกษตร รวม 8,990.93 ล้านลูกบาศก์เมตร และเป็นน้ำที่ใช้สำหรับรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำหรือน้ำที่ใช้ดันน้ำเค็มอีก 2,386.41 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยแยกรายละเอียดตามประเภทการใช้น้ำได้ดังนี้

  1. น้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว 236.42 ล้านลูกบาศก์เมตร
  2. น้ำใช้เพื่อการเกษตร 7,787.60 ล้านลูกบาศก์เมตร
  3. น้ำใช้เพื่อการอุตสาหกรรม 931.95 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. น้ำใช้เพื่อการปศุสัตว์ 34.96ล้านลูกบาศก์เมตร
  5. น้ำใช้เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำ 2,386.41 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำที่ยังขาดแคลน

นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยข้อมูลให้กับบีบีซีไทยว่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลางน้ำไม่พอใช้ โดยทางกรมชลประทานประมาณการว่ายังขาดอยู่ 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตร

(ภาพ : Overview Extra / VoiceTV)
  1. ปัญหาระบบการบริหารจัดการน้ำ

ประการแรก เมื่อพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่าเป็นมีลักษณะเป็นการมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในลักษณะตั้งรับ กล่าวคือ 

กรณีการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ แม้จะใช้สำนวนว่าจะสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต แต่เนื้อหาของแผนกลับมีลักษณะมุ่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำแบบเฉพาะหน้า ขาดซึ่งยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และไม่มีการนำเทคโนโลยีหรือวิทยาการที่ทันสมัยมาใช้อย่างเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังเน้นไปที่การการทำโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้ได้ตามเป้าหมาย (13,243 ล้านลูกบาศก์เมตร) โดยที่ละเลยต่อการจัดการน้ำต้นทุนที่ยังไม่สามารถจัดเก็บได้ ซึ่งมีปริมาณมหาศาลอยู่แล้ว เฉพาะในพื้นที่ภาคกลางมีปริมาณน้ำที่ถูกปล่อยไหลลงทะเลโดยเปล่าประโยชน์มากถึง 17,526.92 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 66.67 ของปริมาณน้ำท่าในพื้นภาคกลาง

กรณีการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ยังเป็นแนวคิดที่จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงสภาพลำน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำหรือการแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ซึ่งหมายถึงการขุดลอกแม่น้ำลำคลอง การผันน้ำเลี่ยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญซึ่งเป็นการผลักภาระให้คนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง การควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน และมาตรการผังเมือง เพื่อลดผลกระทบ และมีการบริหารพื้นที่น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

ซึ่งจะเห็นว่า แผนดังกล่าวนี้มีแนวความคิดที่คับแคบ เพราะไม่ได้เกิดจากคนที่มีความรู้จริง และไม่ได้เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางอย่างแท้จริง หากแต่เกิดจากคนกลุ่มหนึ่งที่ผูกขาดอำนาจตัดสินใจอย่างมั่นคง แผนดังกล่าวนี้จึงเพียงระบุแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำด้วยความรู้แบบพื้นๆ และล้าสมัย เช่น การขุดลอกแม่น้ำ ลำคลอง , การสร้างเขื่อน , การสร้างฝาย , การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ โดยไม่มีแนวความคิดหรือแนวทางที่เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม อีกทั้งลักษณะแนวคิดและแนวทางหรือวิธีการดำเนินการเพื่อบริหารจัดการน้ำตามแผนดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่จัดทำแผน ไม่มีความรู้และไม่มีความสามารถเพียงพอในการดำเนินการ ซึ่งปัญหาน้ำในประเทศไทย เป็นปัญหาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นจะต้องมีผู้ที่มีความรู้อย่างรอบด้านมาจัดทำ และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 

นอกจากนี้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ยังคงมีปัญหาสำคัญคือ

1) ไม่มีแนวคิดการกระจายอำนาจการดำเนินกิจการเกี่ยวกับน้ำสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง หากแต่ยังรวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ที่ราชการส่วนกลาง แต่ไม่มีประสิทธิภาพพอ สำหรับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมภายใต้กลไกของกรรมการชุดต่างๆ เป็นเพียงองค์กรที่มีโครงสร้างแบบหลวมๆ และไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือดำเนินการได้  

2) แนวทางหรือวิธีการที่จะนำมาใช้เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบการจัดเก็บและระบบการแจกจ่ายน้ำ เป็นวิธีการแบบเดิม ไม่มีการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการออกแบบทางวิศวกรรมสมัยใหม่ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

อีกทั้ง มิ่งสรรค์ ขาวสะอาด ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในรายงานวิจัย “แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย”ว่า ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำที่สำคัญประเทศไทยมีอย่างน้อย 5 ประการคือ 

  1. ขาดความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทำให้เกิดการซ้อนทับกันของพื้นที่ อำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงาน
  2. ถึงแม้จะมีหน่วยงานดูแลจำนวนมาก ทรัพยากรน้ำก็ยังตกอยู่ในระบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยเสรีและโดยปราศจากกติกาในการจัดสรรน้ำ 
  3. หน่วยงานราชการหลักต่างเน้นหนักในด้านการจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำเป็นส่วนใหญ่ จึงขาดเครื่องมือทางด้านนโยบายการจัดสรรและการจัดการอุปสงค์ 
  4. ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้น้ำในการบริหารจัดการน้ำทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริง และบรรเทาความขัดแย้งที่สอดคล้องกับปัญหาในท้องถิ่นได้อย่างทันท่วงที 
  5. ขาดความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศลุ่มน้ำและข้อมูลเศรษฐกิจและสังคมที่เกี่ยวกับการใช้น้ำ

นอกจากนี้ ยังได้ให้ความเห็นว่า แม้ในปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะบริหารจัดการน้ำตามระบบลุ่มน้ำ แต่ก็ยังอาศัยโครงสร้างบริหารแบบเดิมที่ย่อส่วนลงมา และยังไม่มีนวัตกรรมด้านการจัดการที่จะให้เห็นลู่ทางในการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันให้ลุล่วงไปได้ การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำมักจะมองว่าเกิดจากการขาดการประสานงานและทางออกก็จะวนเวียนอยู่กับประเด็นเรื่องการจัดองค์กรในรูปของคณะกรรมการในระดับต่างๆ ซึ่งก็จะเป็นการย่อส่วนระบบการบริหารในปัจจุบัน (ซึ่งแก้ไขปัญหาไม่ได้) ให้ลงมาอยู่ในระดับย่อยข้างล่าง โดยไม่มีเครื่องมือและแนวทางใหม่ๆ ที่จะมาจัดการปัญหาที่สะสมเรื้อรังมาเป็นเวลานานได้

(ภาพ : Overview Extra / VoiceTV)
  1. ตัวอย่างประเทศที่มีปัญหาแต่สามารถบริหารจัดการได้ดี

ประเทศอิสราเอล

ประเทศอิสราเอล ตั้งอยู่ทางตะวันออกกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศค่อนข้างแห้งแล้งที่ห้อมล้อมด้วยทะเลทราย มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณเพียงไม่เกิน 33 มิลลิเมตร/ปี และมีอัตราการระเหยของน้ำสูง เคยประสบภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำถึงขั้นต้องสั่งซื้อน้ำจากประเทศตุรกี ปัจจุบันสามารถอยู่ได้โดยมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอีกในปัจจุบัน

แนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำของประเทศอิสราเอลก็คือ ในด้านโครงสร้างองค์กร มีการรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตั้งองค์กรที่จัดการน้ำโดยเฉพาะขึ้นมา มีกฎระเบียบชัดเจน และการจัดการน้ำทุกประเภทในประเทศต้องผ่านองค์กรนี้ สำหรับสัดส่วนต้นทุนน้ำในภาพรวมอิสราเอลนั้น พึ่งพิงน้ำใต้ดินเป็นหลัก โดยรัฐได้พัฒนาเทคโนโลยีวิศวกรรมด้านการจัดการน้ำเข้ามาช่วย ทำให้ปัจจุบันปริมาณน้ำ 50% ที่ใช้ในประเทศมาจากน้ำที่เขาผลิตใช้เอง โดยอาศัยภูมิประเทศที่ติดทะเล มีชายฝั่งยาว 230 กิโลเมตร ผันน้ำจากทะเลมาแปลงเป็นน้ำจืดใช้ภายในประเทศ ในด้านการบริหารจัดการ มีการเชื่อมโครงข่ายน้ำจืดด้วยระบบท่อใต้ดิน เพื่อนำน้ำจืดจากทางเหนือลงมาทางใต้ของประเทศ รวมระยะทางประมาณ 6,500 กิโลเมตร ซึ่งมีปริมาณน้ำทั้งระบบประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่จะใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคและผลิตกระแสไฟฟ้า และเชื่อมกับแหล่งผลิตน้ำตามชายฝั่งต่างๆ โยงเป็นผังใยแมงมุมเพื่อส่งน้ำให้ทั่วถึงทุกพื้นที่

สำหรับการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่นั้น น้ำเสียและน้ำทิ้งจะถูกนำไปบำบัดทั้งจากโรงบำบัดขนาดใหญ่และโรงบำบัดระดับชุมชน จะถูกเติมน้ำลงสู่ใต้ดินบริเวณพื้นที่ทะเลทรายช่วงฤดูหนาว ช่วยป้องกันการระเหย คืนน้ำสู่ชั้นดินและนำกลับมาใช้เป็นน้ำชลประทานโดยไม่ให้เสียน้ำสักหยด และเราจะลดสัดส่วนการใช้น้ำดีในภาคเกษตรลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบันสัดส่วนน้ำเสียที่เอามาใช้ในภาคเกษตรมีถึง 86%

นอกจากนี้ อิสราเอลได้ปรับวิถีเกษตรเป็นแบบใช้น้ำน้อย โดยพื้นที่เพาะปลูกกว่า 70% ของประเทศ เป็นระบบชลประทานแบบน้ำหยด (Drip Irrigation) และอีกร้อยละ 30 เป็นการปลูกพืชด้วยระบบสปริงเกอร์ ซึ่งระบบชลประทานน้ำหยดสามารถจ่ายน้ำให้กับพืชไร่ได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับการสูบน้ำเข้าไร่นา ช่วยลดปัญหาการแย่งน้ำในภาคเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้แม้อิสราเอลจะไม่ขาดแคลนน้ำเลย แต่การนำน้ำเค็มไปทำน้ำจืดก็ต้องดูผลกระทบในอนาคต เพราะภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยน ดังนั้น หน่วยงานอุทกวิทยาได้จัดทำระบบพยากรณ์น้ำท่วมและน้ำแล้งล่วงหน้า โดยคำนวณจากอัตราการตกของฝนในแต่ละพื้นที่ตามแผนที่อากาศที่ประกอบกับ Flood Animation แล้วจะทำการแจ้งเตือนประชาชนผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งต้องพัฒนาระบบอยู่เรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้ต้องคิดล่วงหน้าและคิดอย่างต่อเนื่อง เพราะเราต้องการความยั่งยืนมากกว่าแค่มีน้ำใช้

ประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขาดแคลนน้ำ และยังมีปัญหาน้ำมีคุณภาพไม่ดี ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศสำหรับอุปโภคและบริโภค ขณะที่ลักษณะภูมิประเทศ 2 ใน 3 เป็นที่ลุ่ม มีทางระบายน้ำเพียง 50% ของพื้นที่ทั้งประเทศ ทำให้เมื่อถึงฤดูฝนต้องประสบปัญหาน้ำท่วมเสมอ  รัฐบาลจึงตั้งนโยบายที่จะเก็บน้ำฝนให้ได้ทุกหยด รวมถึงน้ำที่ใช้ไปแล้วก็ต้องสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 1 ครั้ง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบจะทำหน้าที่จัดการน้ำทั้งวัฏจักรไม่ให้เหลือทิ้ง กล่าวคือ 

ประการแรก มีการขุดคลองขึ้นใหม่สำหรับเป็นทางระบายน้ำในสิงคโปร์ รวมทั้งมีการปรับทัศนียภาพเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นที่พักผ่อน 

ประการต่อมา เมื่อรัฐบาลเล็งเห็นว่าน้ำคือความมั่นคงของประเทศ จึงได้ประกาศลดการซื้อน้ำจากต่างประเทศ และหันมาดำเนินนโยบายการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ด้วยมาตรการการอนุรักษ์น้ำ 3 กลยุทธ์ คือ 1) กำหนดกลไกสร้างราคาและเพิ่มมูลค่าน้ำ เช่น ค่าบริการส่วนเพิ่มของการใช้น้ำ (Water Tariff) และภาษีอนุรักษ์น้ำ (Water Conservation Tax) เพื่อบวกรวมเข้ากับค่าน้ำ เมื่อใช้น้ำมากยิ่งมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าบริการและภาษีที่สูงขึ้น 2) กำหนดข้อบังคับ อาทิ ต้องมีฉลากประหยัดน้ำ (Water Efficiency Labeling Scheme: WELS) ติดกำกับเครื่องใช้และอุปกรณ์ภายในครัวเรือนทุกชนิด และ 3) ใช้ความสมัครใจ โดยให้ประชาชนคิดหาวิธีประหยัดน้ำในชุมชน ใช้การจูงใจโดยให้รางวัลชุมชนที่สามารถประหยัดน้ำได้มากที่สุด รวมทั้งสนับสนุนทุนให้นำไปสร้างโครงการในแต่ละพื้นที่ที่สนใจ โดยทั่วไปแล้วน้ำยังคงต้องมีราคาสูง มีการเก็บภาษีน้ำ เพื่อคนจะได้เห็นคุณค่าของน้ำ และใช้อย่างประหยัด เพราะหากเขารู้สึกว่าได้น้ำมาง่ายๆ ทุกคนก็จะไม่ให้ความสำคัญกับน้ำ

สำหรับปัญหาน้ำท่วมนั้น ประเทศสิงคโปร์แก้ปัญหาโดยพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำจากเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพียง 3-4 แห่ง ปัจจุบันมีถึง 17 แห่ง พื้นที่ใหญ่ที่สุดบริเวณปากแม่น้ำครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 6 ของประเทศ (Marina Reservoir) และกำหนดให้การก่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยทุกแห่งต้องก่อสร้างตามมาตรฐานป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งทำเส้นทางระบายน้ำไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง บำรุงรักษาและสร้างระบบระบายน้ำเพิ่ม และทำแก้มลิง เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม แม่ว่าทุกวันนี้ยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ภายใน 1 ชั่วโมงก็สามารถระบายน้ำออกได้ทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มทุนไปกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำกว่า 470 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาและทำวิจัยเรื่องน้ำผ่านบริษัทเอกชนจำนวน 180 แห่ง และสถาบันวิจัยอีก 26 แห่ง

แต่เพื่อเตรียมตัวรับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การหาทางออกจึงต้องทำอย่างบูรณาการทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นทางและหาทางรับมือโดยการออกแบบและปรับปรุงการระบายน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะประเทศสิงคโปร์เองมีพื้นที่จำกัดที่จะเพิ่มการระบายน้ำ โดยใช้ Strom Surge ร่วมกับการเกิดเอนโซ (ENSO: El Niño–Southern Oscillation) และระดับน้ำทะเล เพื่อคำนวณหาวิธีรับมือ ซึ่งภาครัฐเองก็พยายามสร้างความรับรู้ให้ประชาชนทำแอปพลิเคชันเตือนภัย ทำระบบ SMS Alert รวมทั้งสามารถเฝ้าดูพื้นที่เปราะบางจากภาพบันทึกโดย CCTV ผ่านแอปพลิเคชันได้ คือให้ประชาชนมีข้อมูลมากที่สุดเพื่อให้เขาดูแลตัวเองและรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ประเทศเนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ได้ทุ่มทุนมหาศาลเพื่อรับมือกับปัญหา “น้ำ” เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มและพื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้เนเธอร์แลนด์ประสบอุทกภัยบ่อยครั้ง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านยูโร

นับตั้งแต่ปี 1917 เนเธอร์แลนด์เริ่มแก้ปัญหาโดยการสร้างเขื่อนและทำทะเลสาบกลางประเทศ แต่ในปี 1953 ก็ประสบปัญหาเขื่อนแตก จึงเริ่มทำระบบริหารจัดการน้ำแบบเปิดปิดซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ในปี 1995 แม้ป้องกันภัยจากมวลน้ำที่มาจากมหาสมุทรได้ แต่แม่น้ำไรน์ก็เกิดเอ่อท่วมสร้างความเสียหายใหญ่อีกครั้ง เนเธอร์แลนด์จึงได้เรียนรู้ว่าไม่ควรสร้างหรือจัดการน้ำในแบบที่ต้านธรรมชาติ โดยเริ่มศึกษาคลื่น และให้ธรรมชาติคุ้มครองประเทศ ดังนั้น นอกจากการบริหารจัดการด้วยการสูบน้ำออกจากทะเลสาบ , สร้างเขื่อน , ทางระบายน้ำ , และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศประสบภาวะอุทกภัย ต้องสร้างสมดุลระหว่างน้ำเค็มและน้ำจืด และน้ำใต้ดินด้วย

เพื่อให้การจัดการน้ำเป็นไปอย่างครอบคลุม ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ จึงได้สร้างแบบจำลองการเกิดอุทกภัยขึ้น รวมทั้งวางทางเลือกทั้งหมดที่เป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหา เพื่อที่จะเลือกทางออกที่ประหยัดงบประมาณ เกิดความคุ้มค่า และเหมาะสมที่สุดมาใช้ ภาพจำลองที่สร้างมาช่วยทำให้รัฐได้เตรียมพร้อม โดยระบบสามารถคำนวณได้ว่าเมื่อเขื่อนแตกจะมีเวลารับมือเท่าไร และถนนเส้นใดยังใช้ได้ นอกจากนี้ ยังนำมากำหนดผังเมืองให้สามารถกักน้ำได้เมื่อฝนตกหนัก รวมทั้งการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ปรับตัวได้ อาทิ บ้านลอยน้ำมาใช้ สิ่งสำคัญที่เนเธอร์แลนด์ทำในตอนนี้คือการวางแผนสำหรับอนาคต ไม่ใช่แค่ 10 ปี แต่เป็นเพื่ออีก 100 ปีข้างหน้า

วิธีการและเครื่องมือที่ทั้งสามประเทศมีร่วมกันคือ

  1. การจัดโครงสร้างอำนาจและระบบการบริหารจัดการให้มีความเป็นเอกภาพ ซึ่งมีทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย และองค์กร
  2. ใช้ความรู้และวิทยาการ ทั้งด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมมาช่วย ออกแบบระบบการเก็บและส่งน้ำในลักษณะที่เป็นโครงข่ายตามลักษณะภูมิประเทศ ภายใต้ความเข้าใจระบบนิเวศน์ ไม่ฝืนธรรมชาติเกินไป และคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์   
  3. รัฐมีกฎหมายที่เข้มงวด บริหารแบบรวมศูนย์ แต่กระจายอำนาจในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทของ ท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ โดยมีมาตรการจูงใจ
  4. รัฐส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมกับระบบนิเวศน์ท้องถิ่น ทำให้เกษตรกรไม่กดดัน เช่น ส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรให้ใช้น้ำน้อย
  5. จัดสรรน้ำให้ทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม
  6. การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่
(ภาพ : NBT)

ข้อเสนอแนะ

  1. การออกแบบระบบแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะต้องมองให้เห็นปัญหาทั้งระบบ โดยต้องเริ่มต้นจากการมีความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์อย่างเป็นภววิสัยก่อน และจะต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาแต่ละอย่างที่กระจัดกระจาย เช่น ปริมาณน้ำ ลักษณะการเพาะปลูกและทัศนคติของคนในท้องถิ่น ศักยภาพของพื้นที่ที่เป็นภววิสัย ลักษะทางกายภาพ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วคิดค้นหาวิธีการที่เหมาะสมจริงๆ ไม่ใช่เพียงจัดทำโครงการที่มีลักษณะปะผุและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดปัญหาที่มีอยู่นั้นก็จะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง
  2. ควรมุ่งเน้นทำโครงการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ก่อน เพื่อจัดเก็บน้ำที่มีปริมาณมหาศาลในฤดูฝนไว้สำหรับใช้ในฤดูแล้ง โดยใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและวิศวกรรม ลงทุนสร้างระบบจัดเก็บและควบคุมน้ำที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ โดยจะต้องเป็นโครงการที่มีนวัตกรรมที่สามารถแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมๆ กันได้ หากจัดทำโครงการบริหารจัดการจัดน้ำในพื้นที่จนเต็มศักยภาพแล้วยังไม่เพียงพอ จึงขยายการลงทุนในลักษณะนำน้ำจากแหล่งอื่นมาเติม  

ปัญหาน้ำท่วมน้ำ ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายทุกปี รวมทั้งทำให้สังคมไทยต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาโดยตลอด ปัญหานี้ควรได้รับการพิจารณาและแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีและความรู้ทางวิศวกรรมในสังคมโลก ที่จะสามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว และก็มีตัวอย่างของต่างประเทศที่เขาใช้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ เทคโนโลยีและวิศวะกรรม มาออกแบบและจัดทำโครงข่ายการบริหารจัดการน้ำ ที่สามารถไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน แม้บางครั้งจะเกิดปัญหาจากความผันผวนของปัญหาสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่รัฐก็จะสามารถตามแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องคำนึงถึงการใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัด จัดทำโครงการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างจริงจัง