WHO ปรับใหม่เข้มขึ้น “เกณฑ์ PM2.5” ไทยยันยังคงเดิม 50 มคก./ลบ.ม.

องค์การอนามัยโลกปรับใหม่เกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงจาก 25 เป็น 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศยันยังคง 50 มคก./ลบ.ม. แจง “ไม่สอดคล้องบริบทไทย” ประกาศเดินหน้า “แผนแก้ฝุ่นชาติ”

 

 

รับทราบ “ค่าแนะนำใหม่”

ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ(ศกพ.) ชี้แจงผ่านหน้าเฟสศูนย์ฯ วันนี้ (24 ก.ย.2564) เมื่อเวลา 15.00 น. ต่อกรณีที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีการปรับเกณฑ์ค่าแนะนำ PM2.5 ใหม่ สำหรับ PM2.5 โดยค่าเฉลี่ยรายปีไม่ควรเกิน 5 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 15 มคก./ลบ.ม. ประกาศในเว็บไซต์ของ WHO และประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 นั้น ว่า มาตรฐานของไทยจะยังคงเดิม ไม่มีการปรับเปลี่ยนตาม

“ค่าแนะนำมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพอนามัยทั้งระยะสั้น และระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นค่าที่ค่อนข้างต่ำมาก” ศกพ. อธิบาย

แจงหลายประเทศ มีปัญหากับ “ค่าแนะนำ WHO”

“ประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างประสบปัญหามลพิษ PM2.5 เกินค่าแนะนำของ WHO เช่นเดียวกัน 

โดยแต่ละประเทศพิจารณานำค่าแนะนำมาปรับใช้ ตามความเหมาะสมกับบริบทของประเทศตนเอง ทั้งจากผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สภาพเศรษฐกิจ สังคม โดยปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในโลก ที่ประกาศใช้ค่ามาตรฐานเท่ากับค่าแนะนำของ WHO โดยแต่ละประเทศมีแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามความเหมาะสมของตนเอง

ค่าการตรวจวัด PM2.5 ของแต่ละประเทศ ควรเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของประเทศนั้นๆ แต่การเปรียบเทียบกับค่าแนะนำของ WHO อาจจะเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของหลายประเทศ” ศกพ.ระบุ

ยันไม่ปรับตาม เดินหน้าแผนชาติ “แก้ฝุ่น”

“สำหรับประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษ PM2.5 ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง” และมาตรการเร่งด่วนต่างๆ อย่างเข้มข้น” ” ศกพ. ยืนยัน

แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแกไ้ขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” จัดทำโดยกรกะทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้รับการเห็นชอบอนุมัติโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562 

“เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในจการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในภาพรวมของประเทศ และในพื้นที่วิกกต โดยการบูรณาการการดำเนินงานทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ การป้องกันนและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ” กรมควบคุมมลพิษระบุในแผนฯ 

 

(ภาพ : กรีนพีซประเทศไทย)

 

ประเด็นค่ามาตรฐาน PM2.5 ของไทยกับมาตรฐานของ WHO เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงในรอบปีที่ผ่านมา และหน่วยงานรับผิดชอบหลักอย่างกรมควบคุมมลพิษได้เคยออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชนในเชิงหลักการในเรื่องนี้เมื่อ 22 มกราคม 2563 ดังนี้

“ตามมาตรฐานที่ได้รับคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกว่า ค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. ค่าตัวเลขขึ้นเท่าใดก็จะอยู่ในกรอบที่มีอยู่ ถ้าจะถามว่าวิกฤตหรือไม่ ต้องดูจากค่าที่อ่านได้ ถ้าถามว่าเป็นห่วงสุขภาพหรือไม่ ต้องตอบว่าเป็นห่วงทั้งสุขภาพตัวเองและทุกคน 

ยืนยันทำตามแนวทางมาตรฐานที่มีอยู่ คือ เกณฑ์ของดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย สภาพอากาศดี อยู่ที่ระดับ 0 – 25 มคก./ลบ.ม.ปานกลางค่อนดี 26 – 50 มคก./ลบ.ม. ปานกลาง 51 – 100 มคก./ลบ.ม. เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 101 – 200 มคก./ลบ.ม. และ 201มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป มีผลกระทบต่อสุขภาพ

การกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศจะต้องผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้วจึงประกาศใช้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกเวลาแนะนำจะพิจารณาจากบริบทของแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร ซึ่งของไทยพิจารณาแล้วว่าดัชนีคุณภาพอากาศมาตรฐานที่ 50 มคก./ลบ.ม. เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งบริบทของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ไทยยังใช้รถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 20-30 ปี เพราะประชาชนมีรายได้ระดับปานกลางถึงน้อย ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อรถใหม่ รถยิ่งเก่าสภาพก็ยิ่งเสื่อมโทรมลงไปแม้จะบำรุงรักษา ค่าฝุ่นจึงเข้มข้นขึ้น แต่เราก็ดูไม่ให้ค่าควันที่ออกมาเกินค่ามาตราฐานตามกฎหมาย ประกอบกับการจราจรและการขนส่งสาธารณะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังไม่เรียบร้อย ตรงนี้ต่างจากต่างประเทศ ไทยยังทำไม่ได้และต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี รถไฟฟ้าจึงจะเสร็จและจะมีการขยายส่วนไปอีก

บริบทของประเทศไทยยังไม่พร้อม ขนส่งสาธารณะยังไม่พร้อม เราจะไปห้ามประชาชนไปใช้รถยนต์ส่วนตัวก็ยังไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม แต่เมื่อไดที่ประเทศไทยระบบขนส่งสาธารณะเสร็จและสมบูรณ์ เมื่อนั้นถ้าเรายังไม่ลดการการใช้รถยนต์อยู่ ตรงนี้จะเป็นแนวทางที่เราจะต้องหาวิธีการ” กรมควบคุมมลพิษชี้แจงกับ WorkPoint Today

องค์กรอนุรักษ์กรีนพีซประเทศไทยได้เคยตั้งข้อสังเกตุในเรื่องนี้ไว้ว่า “เมื่อพิจารณาข้อแนะนําขององค์การอนามัยโลก(WHO) จะเห็นว่าเมืองหลายแห่งในประเทศไทยมีค่า PM2.5 เฉลี่ยรายปีเกินทั้งข้อแนะนำของ WHO และค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปของประเทศไทยด้วย หรืออีกนัยหนึ่ง ข้อกําหนดทางกฎหมายที่มีอยู่นั้นเปิดช่องให้กับผู้ปล่อยมลพิษมากกว่าที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด”