“น่าเป็นห่วงทุกมิติ” สถานการณ์สิทธิมนุษยชน-สิ่งแวดล้อมอาเซียน 2564 นักสิทธิชี้

นักสิทธิมนุษยชน 4 ประเทศอาเซียนเผย สถานการณ์สิทธิมนุษยชน-สิ่งแวดล้อมอาเซียน 2564 ยังอยู่ในระดับ “น่าเป็นห่วง” แทบทุกมิติ

3 ทศวรรษ สิทธิมนุษยชนอาเซียนยังสำเร็จขั้นต่ำ” นักสิทธิฯ ฟิลิปปินส์ประเมิน “การย้ายถิ่น การถูกบังคับให้สูญหาย การลงทุนข้ามพรหมแดน และประชาธิปไตย : 4 ความท้าทายอาเซียน” นักสิทธิฯ ไทยชี้ “อาเซียนเพิกเฉยชนเผ่า-ความหลากหลายชีวภาพ” นักสิทธิมาเลย์กล่าว ด้านนักสิทธิกัมพูชาชี้“กลุ่มเปราะบางเยาวชน-ช่องว่างดิจิตัล” ปัญหาอนาคตอาเซียน

(ภาพ : มนตรี จันทวงศ์)

3 ทศวรรษ สิทธิมนุษยชนอาเซียนยังสำเร็จ “ขั้นต่ำ” : นักสิทธิฟิลิปปินส์

“ประเด็นหลักสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่ามันจะพูดได้ว่าอาเซียนมีผลงานค่อนข้างแย่มาก” วอลเดน เบลโล ผู้ร่วมก่อตั้ง Focus on the Global South และอดีตสมาชิกรัฐสภาฟิลิปปินส์ กล่าวในช่วงเช้าวันนี้ (24 กันยายน 2564) ใน MAEW 2021- Mekong Asean Environmental Week งานเสวนาออนไลน์ สัปดาห์สิ่งแวดล้อมอาเซียนในหัวข้อ “ย้อนดูอาเซียน” 

ผู้ร่วมก่อตั้ง Focus on the Global South อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ Save River มาเลเซีย Social Action for Community and Development กัมพูชา ได้ร่วมพูดคุย เพื่ออธิบายภาพรวมปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในอาเซียน ความยุติธรรมทางสังคมและสิทธิในอาเซียน สิ่งที่คนอาเซียนกำลังเผชิญ และสถานการณ์คนรุ่นใหม่อาเซียน

วอลเดน อธิบาย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN แม้จะมีการประชุมร้อย พันครั้ง แต่ไม่มีการกระทำอะไรในอาเซียนมาก แม้หลายคนกล่าวว่าอาเซียนเป็นการสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาค แต่คงจะสามารถระบุได้ว่าเป็นความสำเร็จขั้นต่ำอย่างหนึ่ง ในช่วง 3 ทศวรรษตั้งแต่ปี 1967

“มีบล็อกสองส่วน ส่วนหนึ่ง ต้องการที่จะมีบทบาทแข่งขันขึ้นทางด้านสิทธิมนุษยชน อีกด้านหนึ่งก็คือการที่มีกระบวนการตัดสินใจแบบเอกฉันท์ แทนที่จะมีการลงคะแนนเสียง การตัดสินใจแบบฉันทามติ 

เรื่องของการผลักดันในแต่ละประเทศของสมาชิก มันมีส่วนที่จะพยายามทำให้อาเซียนมีบทบาทขึ้นมามากขึ้นในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณี ประเทศเมียนมาร์ แต่อาเซียนไม่เคยออกคำประกาศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน” วอลเดน กล่าว

“แถลงการณ์ที่อาเซียน ออกโดยสมาชิกใหญ่ สิงค์โปร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นการแสดงความห่วงใยถึงความจำเป็นที่จะต้อง มีความมั่นคงเสถียรภาพในระดับภูมิภาค  มากกว่าที่จะพูดถึงสันติภาพเมียนมาร์เอง แสดงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องคำนึงสิทธิทางด้านประชาธิปไตยและด้านสิทธิมนุษยชนเลย และไม่มีการประณามการคุกคามชนกลุ่มน้อยเมียนมาร์ ไม่ได้มีการร้องเรียนให้ปล่อยนักโทษการเมือง ไม่มีการเรียกร้องแม้แต่จะพบกับอองซานซูจี ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นทูตของเมียนมาร์ เป็นเรียกว่าไม่ได้มีการไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ด้านสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น” อดีตสมาชิกรัฐสภาฟิลิปปินส์ อธิบาย

อังคณา  นีละไพจิตร (ภาพ : MAEW 2021)

4 ความท้าทาย 10 ข้อเสนอ “อาเซียน” : นักสิทธิไทย

อังคณา  นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ‘อาเซียน’ ต้องเผชิญ 4 ความท้าทาย การเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่ 

“1 การย้ายถิ่น จากความขัดแย้งการใช้อาวุธ และความยากจน ประชาชนอาเซียน  ย้ายถิ่นไปหาที่ดีกว่า เป็นแรงงานข้ามประเทศข้ามชาติ รวมถึงคนงานย้ายถิ่นที่เป็นเด็ก และเรื่องการละเมิดสิทธิเด็ก

2 ถูกบังคับให้สูญหายในอาเซียน กรณี อ็อด ไชยวงศ์ ที่ถูกบังคับสูญหายไปเดือนกันยายน ปี2019 เป็นผู้อพยพชาวลาวที่ได้รับการยอมรับโดยอยู่ UNHCR เขาได้หายไปใจกลางกรุงเทพฯ สืบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข่าวคราวว่าชะตากรรมเป็นอย่างไร

3 การลงทุนข้ามพรหมแดน ประชาชนอาเซียนหลายคนที่สูญเสียพื้นที่ดิน พื้นที่ป่าไป เนื่องจากมีการลงทุนในโครงการขนาดยักษ์ ในอาเซียน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือชนเผ่าพื้นเมือง ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยตามประเพณี และประสบกับมลพิษ เช่นเขื่อนไซยะบุรี ประเทศลาว และโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ประเทศลาว โดยสร้างผลกระทบให้ชุมชนในลาว

4 ประชาธิปไตยอาเซียน หลายประเทศในอาเซียน เสรีภาพแสดงออกเป็นสิ่งหนึ่งที่น่าห่วงใย สิทธินักข่าว เข้าถึงข่าวสารข้อมูล ถูกจำกัดโดยรัฐกฎระเบียบต่างๆ โดยมีกฎหมายเป็นเครื่องมือ คุกคามนักปกป้องปกป้องสิทธิมนุษยชน ” อังคณา กล่าว

อีกทั้งอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอให้รัฐประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งดำเนินการใน 10 เรื่อง ดังนี้
1. รัฐอาเซียนจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชนดูแลบทบาทของธุรกิจ ดูแลธุรกิจให้เคารพสิทธิมนุษยชน
2. รวมทั้งตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัทนั้น
3. เสนอให้มีสิทธิมนุษยชน และการนำความรับผิดชอบไปใช้ในเรื่องของการสร้างผลการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของธุรกิจ
4. ขอให้คุ้มครองเคารพนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
5. พวกเขาควรจะได้รับสิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน ทำให้สูญหาย และสิทธิคุกคามให้ถึงแก่ชีวิต
6. และอาเซียนให้สัตยาบันสัญญา ปี1951
7. ต้องยุติการกักกันเด็ก
8. และสร้างหลักประกันให้ชนพื้นเมืองได้รับความคุ้มครองสิทธิของเขา ในทุกเรื่อง
9. แล้วก็อาเซียนจะต้องพัฒนา แนวปฏิบัติสำหรับการลงทุน ที่กำลังลงทุนรับผิดชอบสำหรับบริษัทธุรกิจต่างรวมทั้งบริษัทไทย บริษัทที่ออกไปลงทุนข้ามประเทศ
10. กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ไม่แทรกแซง

อาเซียนเพิกเฉยชนเผ่า-ความหลากหลายชีวภาพ : นักสิทธิมาเลย์

ปีเตอร์ คาลัง องค์กร Save River มาเลเซีย อธิบาย ภายใต้อนุสัญญาความหลากหลายชีวภาพ CBD ที่ออกมาในปี 2004 ได้มีการรับรองพื้นที่อนุรักษ์ของชนพื้นเมืองและชุมชน ICCA ชุมชนพื้นเมืองในการตัดสินใจหลายเรื่อง แต่เป็นเรื่องน่าเศร้า เรื่องสังคม และสิ่งแวดล้อมถูกปล่อยละเลย โดยความต้องการเศรษฐกิจ ในหลายประเทศขณะนี้ มีช่องว่างอย่างมากระหว่างนโยบายที่ออกมากำกับผลในเชิงปฏิบัติ เช่น การสร้างเขื่อน ในฟิลิปปินส์ ‘Tumandok และ Dumagat-Agta-Remontado’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของชุมชนพื้นเมือง เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคมปีที่แล้ว 

“ในมาเลเซีย ในช่วงสถานการณ์การล็อกดาวน์โควิด – 19 ผู้คนถูกกักบริเวณ เกิดการตัดป่าขนาดใหญ่ การทำธุรกิจเกษตร เกษตรแบบธุรกิจขนาดใหญ่ในมาเลเซีย รวมทั้งรุกล้ำในพื้นที่ ICCA ด้วยแล้วในเมียนมาร์ปรากฏว่า รัฐบาลทหารทำการระเบิด พื้นที่อุทยานของชาวกะเหรี่ยง ในลุ่มน้ำสาละวิน 

เรื่องน่าเศร้า หากไม่เคารพหลักการของ ICCA สิ่งที่คุณได้รับ ในเชิงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะมีวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 

พื้นที่อนุรักษ์ 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ป่า อยู่ในพื้นที่ที่ชุมชนพื้นเมือง ใช้ชีวิตอยู่แล้ว ชุมชนพื้นเมือง มีส่วนที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในภูมิภาคอาเซียนนี้เรามี อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากเรียกว่ารวมตัวกันแล้วใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามีความหลากหลายชีวภาพมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทั้งโลก สัตว์ป่าชนิดพันธุ์เป็น 2,000 สปีชี่ส์ เรามีแนวปะการังถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของโลก” ปีเตอร์กล่าว

องค์กร Save River มาเลเซีย ยังอธิบายอีกว่า พื้นที่ชุมชนพื้นเมืองนั้นเป็นผู้ที่มีความเชื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะฉะนั้นมีส่วนที่จะช่วยสร้างทรัพยากรธรรมชาติโลกอาเซียน ซึ่งเรายังมีสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศรวมกันแล้วเรามีความมั่งคั่งทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลที่จะต้องปกปักรักษา

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเขตพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ของชุมชนพื้นเมือง ICCA ได้มีการทำแผนที่กำหนดขอบเขตครอบคลุม ทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ในฟิลิปปินส์ กรณี พื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมือง ในมาเลเซีย ป่า Baram มี 32 หมู่บ้าน ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนทางทุน ร่วมมือระหว่างรัฐระดับชาติ รวมทั้งภาคประชาสังคม และ NGO 

กง โสมะนีเจียด (ภาพ : MAEW 2021)

“กลุ่มเปราะบางเยาวชน-ช่องว่างดิจิทัล” อนาคตอาเซียน : นักสิทธิกัมพูชา

กง โสมะนีเจียด องค์กร Social Action for Community and Development กัมพูชา เปิดเผยว่า สถานการณ์เยาวชนเห็นอนาคตในอาเซียน มีเยาวชนถึงประมาณ 400 ล้านคน มันจะต้องมีการพูดคุย ในเรื่องของการพัฒนา ทักษะความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ ฝึกทักษะในการผลักดันวิกฤตต่างๆ พึ่งเทคโนโลยี เพื่อที่เราจะสามารถสร้างความเสมอภาคทางด้านโอกาส เราพบว่ายังมีช่องว่างดิจิตอล อยู่มากซึ่งหลายพื้นที่ยังไม่มีอุปกรณ์ทำการศึกษาออนไลน์ และความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นตะวันออกเฉียงใต้ มีส่วนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่างกันไป 

“อาเซียนพยายามพูดเป็นชุมชนเดียว แต่ว่าไม่เป็นอย่างนั้น ชุมชนในอาเซียน หลายคนได้เป็นนักเคลื่อนไหวกิจกรรม แต่รัฐบาลปราบปรามเยาวชนผู้ประท้วง ออกกฎหมายกฎระเบียบมาควบคุม ข้อหาที่มีการกดดัน กักกันของรัฐบาลเข้มงวดมากขึ้น ในกัมพูชาก็มีผู้นำทางด้านสิ่งแวดล้อมก็ถูกจับ ผู้ปกป้องนักสิทธิมนุษยชน มีความพยายามปิดปากนักสิทธิฯ โดยภาครัฐ เรียกว่าทุกที่ไร้สิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์

เยาวชนไม่ได้ต้องการอนาคตแบบนี้แน่นอน ที่ผ่านมาได้มีการเรียกร้องในเยาวชนเมียนมาร์ บางคนถูกฆ่าตายไปในการออกมาเรียกร้องประท้วง เราพยายามแล้ว ที่จะต่อต้านแนวโน้มการปราบปรามการละเมิดต่างๆ มันมีโอกาสสำหรับเยาวชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ตรงกันข้าม ยังมีปัญหารากเหง้าอยู่ในอาเซียนเป็นอุปสรรคไม่ให้เข้ามามีสิทธิ์เสียง ด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน” กง กล่าว

Social Action for Community and Development กัมพูชา อธิบายอีกว่า เรียกได้ว่าเยาวชนอยู่ในสภาพเปราะบางอย่างมาก เราไม่ได้เข้าไปมีส่วนการตัดสินใจกำหนดอนาคต ต้องมีการเปิดให้พื้นที่เยาวชน เปิดโอกาสให้พื้นที่เยาวชน เชื่อว่าเยาวชน ในภูมิอาเซียนน้ำโขง เรารู้ว่าเราจะมีส่วนร่วมอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร