ป่าพนมสารคาม

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 11
เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

จะด้วยอาถรรพ์พันลึก หรือถูกพรายช้างครอบงำสิงสู่ ที่ทำให้ตลอดหลายปีมานี้ผมหมกมุ่นอยู่กับพวกมัน อาจเริ่มจากการที่ผมเข้าไปคลุกคลีกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าเมื่อหลายปีก่อนในฐานะนักเขียนบทสารคดีภาพยนตร์ที่ต้องแสวงหาข้อมูลของพวกมัน หรือเป็นความผูกพันกับช้างในอาณัติของตนเองทั้ง 9 เชือกครั้งเมื่อพยายามแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน หรือจะว่าไปแล้วมันคือการสืบสายเลือดจากปู่-ย่าที่เคยเป็นคนเลี้ยงช้างลากซุงทางภาคเหนือสมัยก่อนปี 2500 ก็ไม่ทราบได้ ที่ทำให้ผมต้องใช้ชีวิตอยู่เช่นนี้ อยู่เพื่อจะเห็นเพื่อนตัวโตและผู้คนมีชีวิตอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อไปในอนาคตที่ไม่แน่นอน

ดวงตะวันลับเหลี่ยมป่ายูคาลิปตัสที่ปลูกขึ้นอย่างหนาแน่นในที่ราบกว้างแห่งนั้นไปนานกว่าชั่วโมง ความมืดของค่ำคืนค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาแทนที่ แสงสีเหลืองของไฟส่องสว่างตามแนวถนนสว่างวาบขึ้นมาเมื่อเซ็นเซอร์แสงที่ทำหน้าที่เหมือนสวิตส์อัตโนมัติเริ่มทำงาน เจ้าแบม เจ้าไผ่ และผมจึงได้เวลาที่จะออกไปตะเวนตามหาตัวช้างป่าเพื่อบันทึกเรื่องราวชีวิตของพวกมัน

ผมจอดรถอยู่ที่ร้านค้าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในชุมชนคลองมะหาด เพื่อดื่มเบียร์เย็น ๆ สักกระป๋อง เด็ก ๆ คว้าเอาชาเขียวแช่เย็นจากญี่ปุ่นไปคนละขวดก่อนที่ใครสักคนจะบอกกับผมว่า

“น้าตานเดี๋ยวหนูจะเดินไปดูตรงที่มันข้ามก่อนนะครับ น้าเปิดวิทยุไว้ด้วย”

แล้วทั้งคู่ก็เดินจากไป

ผมนั่งมองแสงไฟจากหลอดฮาโลเจนสีเหลืองที่ทอดแนวยาวไปตามถนน ถวิลหาเหตุจูงใจและแรงบันดาลใจที่ทำให้มานั่งอยู่ตรงนี้ราวกับผู้ชราภาพโหยหาอดีต ผมเกิดไม่ทันปู่กับย่า เพราะพวกท่านจากไปพร้อม ๆ กัน ราวปี 2509 แต่ด้วยผมเองเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามจึงได้รู้จักพวกท่านผ่านเรื่องเล่าของพ่อ นั่นจึงทำให้รู้ว่าปู่กับย่าของผมต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรม ปู่เป็นชาวกะเหรี่ยง ย่าเป็นชาวไทลื้อที่อพยพตามทวดมาจากสิบสองปันนา พวกท่านพบกันในปางทำไม้แห่งหนึ่งระหว่างรอยต่อจังหวัดลำปางและเชียงราย

“น้ำนมหนึ่ง-ช้างเผือกหนึ่ง เรียก ว.2”

ความถวิลหาของผมถูกแทรกแซงจากเสียงวิทยุคลื่นสั้นที่เจ้าแบมกดเรียกผมในห้วงยามที่หลุดลอยไปไกล “ว.2” ผมกดคีย์ตอบรับ

“ช้างอยู่ในบ้านคน” ปลายสัญญานส่งข้อความมาพร้อมกับเสียงแทรกซ่า

“ไอ้บิดครับน้าตาน”

เมื่อผมไปถึงเจ้าแบมจึงเริ่มเรื่องรายงาน

“เมื่อกี้มันกินกระท้อนอยู่หลังบ้านกำนัน ตอนนี้มันมากินไผ่อยู่หลังบ้านป้าจอย”

และเป็นเช่นนั้น ช้างพลายที่มีความเป็นผู้นำนามว่า “พลายบิด” เดินเลาะเลียบอยู่หลังบ้านหลังนั้น มันใช้งวงอันยาวใหญ่ของมันดึงยอดไผ่ลงมากินทีละยอด ๆ จากกอนั้นมากอนี้ ซึ่งเป็นไผ่รวกดำที่เจ้าของปลูกไว้เพื่อใช้ไม้ เขายินดีให้ช้างเข้ามากินยอดไผ่อย่างไม่มีความวิตกกังวลใดใด นั่นเป็นเพราะบ้านหลังนั้นสร้างอยู่บนเส้นทางเดินของช้างป่า และเจ้าของบ้านก็รู้ดีว่าอย่างไรเสียช้างก็ต้องมาหาเขาทุกวันเช่นนี้ มันกลายเป็นการปรับตัวเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ใกล้กับช้างป่ามาเป็นเวลาอันยาวนาน

“น้าตานครับ ไอ้บิดมันก็ไปแถวบ้านหนูบ่อย ๆ แต่ทำไมมันไม่นิ่งเหมือนอยู่ที่นี่ครับ”

เมื่อเจ้าไผ่เห็นพฤติกรรมอันสงบของมันก็เริ่มสงสัย

“เท่าที่น้ารู้มา ที่นั่นพอเห็นช้างก็เป็นอันจุดประทัดไล่ทันที พฤติกรรมของมันจึงต่างกันเมื่อเทียบกับอยู่ที่นี่ สังเกตไหมล่ะว่า มันสนใจเราเสียที่ไหน แต่ถ้าลองเป็นที่หมู่บ้านของไผ่ ป่านนี้มันหนีไปหลบแล้วล่ะ เพราะมันระแวงคนที่นั่น” เขาพยักหน้า

“เอ้อ แล้วที่เชียงใหม่บ้านของน้ามีช้างป่าไหมครับ” เขาถามต่อ

“มี แต่น้ายังไม่เคยเห็นตัวหรอก เพราะมันอยู่ในป่าลึกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยติดกับอุทยานแห่งชาติแม่ปิงเหนือเขื่อนภูมิพล เห็นมีรายงานว่ามีช้างป่าอาศัยอยู่จำนวน 20-30 ตัวมั้ง อันนี้ก็ไม่แน่ใจเรื่องตัวเลขจำนวนช้างในเอกสารทางการเท่าไรหรอก”

ผมตอบอย่างนั้น เพราะจากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ ฯ เคยบอกไว้เช่นนั้น 

การที่ช้างป่าอาศัยอยู่ในผืนป่าทางภาคเหนือได้อาจจะต้องยกความชอบให้กับพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่ง พ.ร.บ. ที่ว่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะอนุรักษ์ผืนป่าเอาไว้ภายหลังจากที่ถูกรุกรานทำลายมาต่อเนื่องยาวนาน ด้วยว่าป่าไม้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และทรัพยากรเหล่านั้นได้ตกเป็นของต่างชาติโดยทางการไทยเอื้ออำนวยอย่างสะดวก

ซึ่งนับตั้งแต่ MR. H. A. SLADE ชาวอังกฤษ ที่ถูกยืมตัวมาจากอินเดียเพื่อมาเป็นเจ้ากรมป่าไม้คนแรกของไทยเมื่อราวปี พ.ศ. 2439 (คนที่ 2-3 ก็คนอังกฤษ จนถึงปี พ.ศ. 2466) เราก็เริ่มสูญเสียทรัพยากรป่าไม้เรื่อยมา ป่าอันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ารวมทั้งช้างป่าทั่วประเทศก็เริ่มพรุนไปด้วยเส้นทางลากไม้ ปางทำไม้ก็เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ทั้งในภาคเหนือ อีสาน ตะวันตก ตะวันออก และใต้ นับว่าเป็นมหาวิบัติของการสูญเสียป่าครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะต้นไม้จำนวนมากถูกตัดขายให้กับต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคพื้นยุโรป ยุคนั้นกรมป่าไม้ที่ถูกสถาปณาขึ้นก็เพื่อการทำไม้ให้เป็นสินค้า 

สำหรับผืนป่าภาคตะวันออก ช่วงปี พ.ศ. 2510 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาที่ร่วมรบโดยเป็นสัมพันธมิตรกับฝ่ายเวียดนามใต้ ต้องการความรวดเร็วในการขนย้ายกำลังพล อาวุธและยุทโธปกรณ์จากท่าเรือสัตหีบ และสนามบินอู่ตะเภาไปยังฐานทัพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อไปยังสมรภูมิในเวียดนาม จึงได้ร่วมกับรัฐบาลไทยตัดเส้นทางผ่านป่าพนมสารคามทางตอนเหนือจากอำเภอพนมสารคามไปยังจังหวัดนครราชสีมา จึงได้เกิดชุมชนใหญ่น้อยขึ้นมากมายหนาแน่น 

และเป็นเวลาอีก 30 ปี นับจากปี พ.ศ. 2513 พื้นที่ป่าพนมสารคามก็ถูกซ้ำเติมจากนโยบายทำไม้ทั่วประเทศ การทำไม้ในรูปของบริษัททำไม้จึงเกิดขึ้น ไม้มีค่าจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงเข้าโรงเลื่อยคันแล้วคันเล่า มีเส้นทางชักลากไม้มากมายจนทะลุปรุพรุนไปทั่วทั้งแปลงทำไม้ นับร้อย ๆ เส้นทาง เส้นทางเหล่านั้นเป็นตัวกระตุ้น และชี้นำอำนวยความสะดวกให้ผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามาแผ้วถาง และจับจองที่ดินในป่าผืนนี้เพื่อทำการเกษตรหรือขายต่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นราษฎรที่เดินทางมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

นั่นคืออดีตที่หอมหวานที่กลายเป็นปัจจุบันที่ขื่นขมของพวกเราแทบจะทุกคน 

เจ้าแบมกับเจ้าไผ่คว้าไฟฉายวิ่งเข้าไปในป่ายูคาลิปตัส เพราะไอ้บิดผละออกจากหลังบ้านหลังนั้นมุ่งหน้าไปยังแค้มป์คนงานตัดไม้ยูคาฯ

“น้าเดี๋ยวหนูกับพี่ไผ่จะไปบ็อกไม่ให้มันเข้าแค้มป์คนงานนะครับ”

ผมมองพวกเขาในวัยที่กำลังเติบใหญ่ วันนี้ช้างป่ายังคงเดินตุปัดตุเป๋เพื่อจะมีชีวิตรอดในชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และท้องถนน ขณะที่เด็กเหล่านี้ยังต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันของพวกเขาท่ามกลางปัญหาช้างป่า แต่ทว่าอนาคตข้างหน้าพวกเขาจะอยู่เช่นไร ใครเล่าจะรู้