ผลเบื้องต้น ราชฑันฑ์โกนหัวชาวบางกลอย “อาจผิดกฏหมาย”

กรรมการจากราชทัณฑ์ประชุมกับชาวกะเหรี่ยงบางกลอยที่ถูกจนท.เรือนจำโกนผมระหว่างฝากขัง อาจผิดหลักทางกฎหมาย

ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยที่ถูกโกนผมระหว่างฝากขัง (ภาพ: พรรคก้าวไกล)

23 ก.ย. 64 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ภาคี Saveบางกลอย วันนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. กรมราชทัณฑ์มอบหมายให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรมราชทัณฑ์ ประชุมร่วมกับชาวบ้านบางกลอย และทนายความของชาวบ้าน 3 ราย เฉลิมศรี ประเสริฐศรี วีรวัฒน์ อบโอ ส.รัตนมณี พลกล้า เข้าร่วมประชุม เพื่อสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการราชทัณฑ์ในเรือนจำเขากลิ้ง จ.เพชรบุรี โกนผม 13 จากชาวบ้าน 15 คน ผู้ถูกกล่าวหาคดีบุกรุกแผ้วถางพื้นที่เขตอุทยานแก่งกระจาน บริเวณบ้านบางกลอยบน เมื่อ 5 มี.ค. 64 เมื่อมีการส่งตัวฝากขังที่เรือนจำ

เจ้าหน้าที่แจ้งว่า กระบวนการสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากการรับเรื่องร้องเรียนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอให้กรมฯ ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงจากชาวบ้าน กรณีชาวบ้านบางกลอยผู้ถูกกล่าวหาถูกโกนศีรษะขณะที่ถูกส่งตัวไปเรือนจำเพื่อฝากขัง  

การประชุมร่วมกับชาวบ้านบางกลอยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10.00-11.30 น. เป็นการประชุมด้วยระบบทางไกล ผ่านโปรแกรม Zoom เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศที่มีฝนตกในปริมาณมากติดต่อกันจนเกิดน้ำท่วมเส้นทาง ส่งผลให้ทางสัญจรระหว่างหมู่บ้านบางกลอยล่าง ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแก่งกระจาน และตัวเมืองแก่งกระจาน ถูกตัดขาดออกจากกัน ทำให้ชาวบ้านไม่สามาารถเดินทางลงพบกับกรรมการฯ ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทนายความ ส.รัตนมณี ผู้ดูแลคดีความให้แก่ชาวบ้าน จึงขอให้ทางราชทัณฑ์สอบข้อเท็จจริงชาวบ้านทางออนไลน์

ทั้งนี้ มีผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกโกนผมมาร่วมให้ปากคำทั้งสิ้น 12 คน จากทั้งหมด 13 คน โดย ประเสริฐ พุกาด หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้เข้ามาร่วม เนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่ นอแอ มีมิ และนายแยแย มีมี ซึ่งเป็นอดีตผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่ได้ถูกโกนผม ไม่สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน เนื่องเส้นทางในการสัญจรมายังจุดที่ชาวบ้านมารวมตัวกันเพื่อประชุมทางไกล ไม่สะดวกต่อนายนอแอ ซึ่งต้องเดินทางด้วยวีลแชร์ และนายแยแย ต้องอยู่ดูแลนายนอแอะ

ส.รัตนมณี ทนายความ ให้ความเห็นหลังจากการสอบข้อเท็จจริงวันนี้ว่า  การสอบสวนนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับรูปคดี แต่เป็นเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาที่ถูกนำตัวเข้าเรือนจำ ในขณะที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด เพียงแต่เอาไปฝากขังไว้เพราะไม่ได้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนในขณะนั้น ซึ่งในความเห็นของตน ก็รู้สึกชื่นชมที่ทางกรมราชทัณฑ์ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้  เพราะเห็นว่าการฝากขังนั้น ยังไม่ได้มีการพิจารณาคดีหรือรับโทษใดๆ ก็ไม่ควรถูกโกนผมเหมือนนักโทษ

อีกทั้ง ทราบจากชาวบ้านบางกลอย ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงด้วยว่า เรื่องการตัดผมสำหรับชาวกะเหรี่ยงถือเป็นเรื่องที่ใหญ่ โดยพะตีนอแอ และแยแย ซึ่งเป็นลูกหลานของปู่คออี้ มีมิ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวบ้านผู้ล่วงลับ มีความเชื่อซึ่งเป็นมรดกตกทอดกันมาว่า ชาวกะเหรี่ยงจะไม่มีการตัดผมตลอดชีวิต และทั้ง 2 คนเคยลั่นสัจจะวาจาว่าถ้าถูกตัดผม จะขอยอมตาย ซึ่งชาวบ้านได้ให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ที่สอบสวนในเรื่องนี้ด้วย

เนื่องจากการสอบข้อเท็จจริงวันนี้ ประเสริฐ พะตีนอแอ และ แยแย ไม่ได้เข้าร่วมด้วย โดยประเสริฐ เป็นหนึ่งใน 15 ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกฝากขัง และถูกโกนผม รวมถึงถูกกล่าวอ้างว่าเป็นล่ามระหว่างเจ้าหน้าที่ และชาวบ้าน ด้วย ทางคณะกรรมการฯ ได้แจ้งให้ชาวบ้านและทนายความประสานงานเพื่อจะได้ดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อบุคคลดังกล่าวในโอกาสต่อไป  

นอกจากนี้ ในการสอบข้อเท็จจริงได้มีการให้ข้อมูล เกี่ยวกับการจับกุมชาวบ้าน ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับเยาวชนมาพร้อมกับผู้ใหญ่ด้วย แล้วยังนำตัวไปดำเนินคดีและถูกฝากขังร่วมกับผู้ใหญ่ และถูกโกนผมไปด้วย

ภาคีsaveบางกลอย แสดงสัญลักษณ์ “โกนผม” เพื่อสื่อสารเรื่องสิ่งที่ชาวบางกลอยประสบ (ภาพ: GreenNews)

โดยเยาวชนผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ว่า ตอนที่โดนจับเจ้าหน้าที่ไม่มีการถามอายุ จึงไม่มีความเข้าใจว่าต้องแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ว่าตนไม่ควรถูกดำเนินคดีพร้อมกับผู้ใหญ่คนอื่น เมื่ออยู่ที่เรือนจำก็ไม่ได้มีการสอบถามเกี่ยวกับอายุของตน ทั้งที่ขณะถูกจับอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น

ทนายความ ส.รัตนมณี ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการถูกโกนผมของชาวบ้านทั้ง 13 คน เมื่อมีการส่งตัวเข้าเรือนจำโดยที่ยังไม่ได้ตัดสินว่าเป็นผู้กระทำผิดนั้น ปัญหาสำคัญ คือ การเอาชาวบ้านเข้าไปอยู่ในเรือนจำร่วมกับผู้กระทำผิด กลายเป็นว่าพวกขาต้องถูกบังคับราวกับคนที่ถูกตัดสินพิพากษาลงโทษ หรือแม้กระทั่งถูกฟ้องแล้ว โดยกรณีนี้ถูกโกนผมไปแล้วนี้มองว่า ชาวบ้านไม่ควรถูกทำแบบนี้ เพราะว่ายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เห็นว่าเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ กรณีของชาวบ้านบางกลอยถือเป็นกรณีที่พิเศษ เนื่องจาก พบว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องของกำแพงภาษา ทำให้ไม่สามารถโต้แย้งหรือคุ้มครองสิทธิของตนเองได้ไม่เต็มที่ ซึ่งจากการสอบข้อเท็จจริง ชาวบ้านยืนยันกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า ตอนที่เจ้าหน้าที่ถาม ชาวบ้านก็ยืนยันว่าไม่ต้องการโกนผม แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังโกน ถามว่าใช้กำลังไหม ก็ไม่ได้ใช้กำลัง แต่โดยที่ชาวบ้านไม่รู้ข้อบังคับ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้คำพูดบังคับว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ เช่น ชาวบ้านบอกว่า เจ้าหน้าที่พูดว่าพวกคุณทำผิดแล้วก็ต้องทำตามกฎ ซึ่งชาวบ้านก็พยายามโต้แย้ง แต่ก็ไม่เป็นผล และมีปัญหาทางภาษาในการสื่อสาร

อยากให้กรณีการร้องเรียนและการตรวจสอบกรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่ทางกรมราชทัณฑ์จะนำไปปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะกรณีการเข้าเรือนจำระหว่างฝากขังนั้น มีการกล่าวกันตลอดมาว่าไม่ควรจะกระทำ

พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร ชาวบ้านบางกลอย ที่ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อสอบข้อเท็จจริง กล่าวถึงความรู้สึกที่มีคณะกรรมการจากราชทัณฑ์เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงตรงนี้ว่า การพูดคุย คณะกรรมการก็ได้ถามอย่างตรงไปตรงมา เจ้าหน้าที่เรือนจำพูดอย่างไร กระบวนการต่างๆ จัดการยังไง ชาวบ้านก็เล่าให้กรรมการสอบข้อเท็จจริงฟังว่า ถูกบังคับยังไงกรณีการถูกโกนผม เจ้าหน้าที่ทำยังไง วิธีการยังไง และก็รู้สึกดีที่กรมราชทัณฑ์ตั้งกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

พงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า อยากขอบคุณทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ยื่นข้อร้องเรียนถึงกรมราชทัณฑ์ ลำพังชาวบ้านเองอาจจะไม่รู้เรื่องราวต่างๆ ว่าการถูกโกนหัวระหว่างถูกฝากขังถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“รู้สึกดีใจที่กรมราชทัณฑ์ออกมาตั้งคณะกรรมการและมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็คาดหวังไว้ว่า เหตุแบบนี้ไม่ใช่กรณีของบางกลอย แต่กับกรณีอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาแค่ถูกฝากขัง ไม่ควรถูกโกนหัว ทางราชทัณฑ์เองอาจจะมีมาตรการ หรือข้อบังคับให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนได้รับทราบว่าวิธีการยังไม่ถูกต้อง ก็ควรปรับปรุงในส่วนนี้” พงษ์ศักดิ์ ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ในขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการกรมราชทัณฑ์แจ้งว่า จะมีการรับฟังข้อคิดเห็นอย่างรอบด้านทั้งกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ ชาวบ้านบางกลอยคนอื่นๆ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และทำเป็นข้อสรุปเสนอต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์อีกที