ทิศใหม่กรมป่าไม้ “หนุนชบ.ปลูกไม้โตเร็ว ป้อนโรงไฟฟ้าชุมชน” นำร่องที่แม่แจ่ม

กรมป่าไม้ขยับรุกดัน “โรงไฟฟ้าชุมชน” ล่าสุดจับมือ ออป.-กฟผ. ส่งเสริมชาวบ้านปลูกไม้โตเร็ว ป้อนโรงไฟฟ้าชุมชน เล็งนำร่องโรงไฟฟ้า 3 MW “ชีวมวลแม่แจ่ม” เพื่อเป็นต้นแบบทั่วประเทศ จับตาท่าที “คนแม่แจ่ม” 

(ภาพ : Egat)
(ภาพ : กรมป่าไม้)

 

MOU “กรมป่าไม้-ออป.-กฟผ.”

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (17 กันยายน 2564) กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding หรือ MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ของทั้ง 3 องค์การ ผลักดันการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน 

ตัวแทนจากทั้งสามหน่วยงานที่ร่วมเซ็น MOU คือ อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ สุกิจ จันทร์ทอง รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ ออป. และ ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ.

โดย MOU ดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี มีเป้าหมายการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ และพื้นที่สำหรับการทดลองปลูกพืชพลังงาน ตลอดจนการดำเนินงานวิจัยต้นแบบเชิงธุรกิจโรงไฟฟ้าชุมชน อันนำไปสู่การส่งเสริมให้ชุมชนหันมาปลูกพืชพลังงาน เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการทำการเกษตรพืชเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นสาเหตุของมลภาวะในอากาศ อีกทั้งเป็นการสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เกิดการจ้างงาน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่

 

อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ (ภาพ : กรมป่าไม้)

 

เริ่มนำร่องที่ “แม่แจ่ม” เล็งใช้เป็น “ต้นแบบ”

“เป็นการบูรณาการความร่วมมือและความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านของ 3 องค์การ ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนแม่แจ่ม เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานโรงไฟฟ้าชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เหมาะสมของประเทศในอนาคต โดยชุมชนจะได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่พร้อมผลักดันและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกพื้นที่ให้ดีขึ้น” ประชาสัมพันธ์ กรมป่าไม้กล่าวถึงความร่วมมือผ่านเนื้อหาของ MOU

“พื้นที่ส่วนใหญ่ของแม่แจ่มอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีชุมชนเข้าไปทำการเกษตรพืชเชิงเดี่ยวที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสารเคมีตกค้างทางการเกษตร ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากการบุกรุกทำลายป่า และมลพิษด้านอากาศจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหลือใช้ 

ดังนั้น การมีโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนแม่แจ่ม นอกจากจะช่วยสร้างพลังงานไฟฟ้าให้กับชุมชนแล้ว ยังช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อีกด้วย ทั้งจากการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วพืชพลังงาน การฟื้นฟูพื้นที่ต้นนำลำธาร ซึ่งล้วนส่งผลให้มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์และสร้างความผาสุกให้แก่คนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน” อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

 

สุกิจ จันทร์ทอง รองผู้อำนวยการ ออป. (ภาพ : ออป.)

 

ออป.พร้อมหนุนองค์ความรู้ “ไม้โตเร็ว”

“โรงไฟฟ้าชุมชนแม่แจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาวิจัยต้นแบบเชิงธุรกิจโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการวิจัยด้านพืชพลังงานสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานให้กับโรงไฟฟ้าชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ 

การสนับสนุนบุคลากร องค์ความรู้ และคำแนะนำเกี่ยวกับการปลูกไม้โตเร็วพืชพลังงาน รวมถึงให้การสนับสนุนพื้นที่สำหรับใช้ในการทดลองปลูก เพื่อศึกษาและคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม จึงนับเป็นการสนับสนุนที่จะช่วยให้บรรลุผลสำเร็จนี้ได้” สุกิจ จันทร์ทอง รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ ออป. กล่าว

 

ดร.จิราพร รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. (ภาพ : Egat)

กฟผ. เผย “ชีวมวลแม่แจ่ม-ชีวกาซทับสะแก” พื้นที่ต้นแบบ 

“ปัจจุบัน กฟผ. อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและพัฒนาโครงการวิจัยต้นแบบเชิงธุรกิจโรงไฟฟ้าชุมชนตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงาน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาดกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ ที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ตามแนวทางบูรณาการความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และพลังงาน 

โดยมุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน และเพื่อให้เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไปได้ในอนาคต โดยความร่วมมือจากทั้งกรมป่าไม้ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ครั้งนี้ จะเป็นการช่วยสนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี” ดร.จิราพร  รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าว

 

ก.พลังงานหนุนให้เป็นทิศใหญ่ประเทศ

“โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากของกระทรวงพลังงานตามนโยบายของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในกำกับดูแล และมีความพร้อมด้านงบประมาณ องค์ความรู้ และบุคคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เป็นผู้ดำเนินโครงการนำร่องใน 2 พื้นที่ 

คือที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ใช้ซังข้าวโพดและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่นๆ เป็นเชื้อเพลิง กำลังผลิต 2-3 เมกะวัตต์ และ ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 1 เมกะวัตต์ ใช้ พืชพลังงานจากหญ้าเนเปียร์ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า

กระทรวงพลังงานมีความคาดหวังให้ประชาชนได้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากผลสำเร็จของโครงการ จึงให้ กฟผ. นำร่องสร้างโมเดลตัวอย่างของโรงไฟฟ้าชุมชน ก่อนที่จะขยายผลไปดำเนินการต่อในพื้นที่ต่างๆที่มีความพร้อม  โดยเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน ต้องการส่งเสริมให้มีโรงไฟฟ้าชุมชนทั่วประเทศในช่วงเริ่มต้นภายในปี 2565 ประมาณ 700 เมกะวัตต์ และขยับเพิ่มเป็น 1,993 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1

โดยโมเดลโรงไฟฟ้าชุมชนของ กฟผ. ถูกออกแบบให้ต้องตอบโจทย์วัตถุประสงค์สำคัญของโครงการ 4 ข้อ คือ 

1.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

  1. การผลักดันให้เป็นยุทธศาสตร์ขององค์กรในการสร้างชุมชนและสังคมไทยให้เข้มแข็ง ด้วยวิสาหกิจชุมชน (Social Enterprise) ตามคำแนะนำของรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 
  2. การช่วยเหลือดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และ 
  3. การสร้างอาชีพ รายได้ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

โครงการนำร่องโรงไฟฟ้าชุมชนได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแล้ว โดยจะดำเนินการให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายใน 1 ปี หลังจากที่มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ซึ่งทั้งในส่วนของโครงการที่แม่แจ่ม และทับสะแก จะเปิดโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนเข้ามาร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 10% เมื่อเริ่มต้นโครงการ และจะเปิดให้ถือหุ้นเพิ่มได้ถึง 40% ในอนาคต โดยใช้ผลกำไรที่วิสาหกิจชุมชนได้รับ มาซื้อหุ้น เพื่อให้ชุมชนได้ร่วมเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า

ชุมชนก็จะมีรายได้ทันทีเมื่อเริ่มโครงการ ทั้งจากการจ้างงานในโรงไฟฟ้า การเป็นคู่สัญญาในการส่งป้อนเชื้อเพลิงเข้าโรงไฟฟ้า และการแบ่งรายได้จากการขายไฟฟ้าให้กับกองทุนหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้น เพื่อนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาฟื้นฟูท้องถิ่นในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า” Energy News Center เปิดเผย

 

(ภาพ : Forestbook)

 

จับตาท่าที “คนแม่แจ่ม”

หลังการเซ็น MOU ยังคงไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวใด ๆ จากพื้นที่แม่แจ่ม 

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ธ.ค. 2562 ได้มีการพยายามแสดงความกังวลจากคนแม่แจ่มผ่านช่องทางออนไลน์จำนวนหนึ่ง โดยมีประเด็นสำคัญคือการตั้งคำถามกับความคุ้มค่า และความยั่งยืนของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนต่อคนในพื้นที่ อาทิ “10 ข้อห่วงใย โรงไฟฟ้าแม่แจ่ม” ที่นำเสนอผ่านช่องยูทูป Forestbook

แต่เจตนาดีอย่างเดียว อาจยังไม่พอ เพราะถึงตอนนี้ คนแม่แจ่มยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน เกิดคำถาม ข้อห่วงใย รวมถึง #มีข้อเสนอที่จับต้องได้ ยื่นให้พิจารณาเป็นคู่ขนาน

  1. ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ คือ พื้นที่แม่แจ่มเป็นภูเขาสูงชันเกือบทั้งอำเภอ ยากต่อการขนส่ง ราคารับซื้อซังข้าวโพดที่ตั้งไว้ กิโลกรัมละ 50-70 สต. อาจไม่สมจริง
  2. คนที่ได้รับผลประโยชน์ อาจมีเพียงบางส่วนที่อยู่ในรัศมีไม่ไกลจากโรงไฟฟ้า ในขณะที่ พื้นที่ปลูกข้าวโพดกระจายตัวอยู่บนดอยห่างไกลใน 7 ตำบล 104 หมู่บ้าน
  3. ในขณะเดียวกัน ซังข้าวโพด อาจไม่ใช่เชื้อเพลิงหลักที่ยั่งยืน เพราะหลายปีที่ผ่านมา แม่แจ่มกำลังชวนกันเดินไปในทิศทางใหม่ เลิกปลูกข้าวโพด หันมาปลูกป่า สร้างรายได้
  4. ถ้าไม่ใช่ซังข้าวโพด จะใช้เชื้อเพลิงอะไร จะชวนชาวบ้านปลูกไม้โตเร็วชนิดไหน มีเงื่อนไขส่งเสริมการปลูกและรับซื้ออย่างไร ยังไม่มีรายละเอียดชัด
  5. รวมถึงแนวทางลดผลกระทบด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม มลภาวะ
  6. พื้นที่ส่วนใหญ่ของแม่แจ่ม อาจอยู่ไกลจากที่ตั้งของโรงไฟฟ้า และไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง #พลังงานทดแทน อย่างน้ำ-ลม-แสงอาทิตย์ จะจับต้องได้มากกว่า และน่าจะทำคู่ขนานไปกับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล
  7. ชาวบ้านยกตัวอย่างชัด ๆ เช่น สร้างอาคารพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทำห้องเย็นสำหรับผลผลิตทางเกษตร จากมันฝรั่ง กก.ละ 10 บาท เพิ่มราคาได้สองเท่าเป็น กก.ละ 20 กว่าบาท หรือทำเป็นโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับแปรรูปผลผลิตต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาระบบพลังงานสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นบนดอยสูง
  8. พลังงานทดแทน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ลงทุนน้อยกว่า และสามารถออกแบบให้สอดคล้องกับแต่ละชุมชนที่มีบริบทและความต้องการแตกต่างกัน
  9. พลังงานที่เหมาะสม จะช่วยนำทางสู่การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตไปสู่ความยั่งยืนได้ ทั้งในด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
  10. โครงการที่เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมและความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมาย และเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พลังงานเพื่อชุมชน”

คนแม่แจ่มฝากบอกมานะครับว่า #ไม่ได้คัดค้านโรงไฟฟ้าชุมชน แต่ต้องการการมีส่วนร่วม รวมถึงข้อมูล รายละเอียด เพื่อทำความเข้าใจ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ความตั้งใจดีของกระทรวงพลังงาน สามารถตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่ได้ตรงจุด และบรรลุผลได้จริง” Forestbook รายงาน