“เราไม่ควรคุ้นชินกับความตายของคนที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม”

มองสถานการณ์ความเป็นตายของคนที่ลุกขึ้นสู้เรื่องสิทธิที่ดินและสิ่งแวดล้อม ผ่านมุมมองของปรานม สมวงศ์ เจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลประจำประเทศไทย Protection International (PI) ซึ่งคอยติดตามรายงานประจำปีของ Global Witness เกี่ยวกับสถานการณ์การคุกคามนักสิ่งแวดล้อมทุกปี

ปีนี้ เธอทวีตเลข 227 จำนวนผู้ถูกสังหารทั่วโลกในปี 2563 สูงที่สุดที่เคยเห็นในรอบเก้าปี ในจำนวนนั้นมีคนไทย 2 คน ซึ่งเป็นตัวเลข “เท่าที่บันทึกได้”

แม้คลุกคลีกับเรื่องนี้มานาน เธอไม่เคยรู้สึกชินและย้ำว่า เราไม่ควรจะคุ้นชินกับปรากฏการณ์นี้

ปรานม สมวงศ์ กับนิทรรศการภาพถ่ายคนไทยที่ถูกสังหารเพราะปกป้องทรัพยากร ในภาพเป็นรูปของชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนลาหู่ จ.เชียงใหม่ ที่ถูกทหารยิงเสียชีวิตในพื้นที่ด้วยความเชื่อว่ามีส่วนค้ายาเสพติด (ภาพ: Thai Tribune)

227 เป็นตัวเลขที่สูงไหม

ตัวเลขนี้ถือว่าเยอะอยู่ ถูกสังหารแค่คนเดียวก็เยอะ เพราะเป็นชีวิต ชีวิตที่เขาไม่ควรถูกสังหาร เพียงเพราะว่าลุกขึ้นมาสู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และที่ดิน ที่ควรจะเป็นสิ่งที่ต่อสู้ได้อย่างชอบธรรม

Global Witness บอกว่าปีนี้เยอะที่สุดตั้งแต่เก็บข้อมูลปี 2555 ตัวเลขนี้คือ ‘เท่าที่บันทึกได้’ นะคะ การสังหารนักปกป้องสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทที่ห่างไกลจากการติดตามของสังคม ข้อมูลส่วนใหญ่เก็บไม่ได้ทั้งหมด 227 เป็นตัวเลขที่สามารถและตรวจสอบได้ แม้อย่างนั้นก็เป็น ตัวเลขนี้เราก็ถือว่าเยอะแล้ว ขึ้นมาเรื่อย ๆ 

คุณคิดว่าทำไมตัวเลขนี้ถึงสูงขึ้นเรื่อยๆ

วิกฤตทางสิ่งแวดล้อมและวิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงมากขึ้น สังคมตระหนักมากขึ้น ว่าเราปล่อยให้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินและสิ่งแวดล้อม ถูกทำร้ายไปมากกว่านี้ไม่ได้ จึงออกมาเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ ในทางสากล มีองค์กรต่างชาติหันมาให้ความสำคัญกับนักปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เลยมีการเก็บข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มขึ้น

และเหตุผลที่สำคัญที่สุด เพราะเรายังไม่สามารถเอาคนที่ทำผิดมาลงโทษได้

หมายความว่าอย่างไร

ปัญหาเรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของการต่อสู้กับทุน ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มอิทธิพลสีเทา เช่น ชุมชนสมาพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ที่สุราษฎ์ธานีที่เราทำงานด้วย มีความขัดแย้งเรื่องโฉนดที่ดินกับทางบริษัทปาล์มน้ำมัน เพราะฉะนั้นการลอบสังหารที่เกิดขึ้น มันจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร

สกต.เจอเหตุพยายามสังหารมา 6 ครั้งแล้ว มี 4 รายเสียชีวิต ครั้งล่าสุดปีที่แล้ว ลุงดำ อ่อนเมือง สมาชิกสกต.ถูกสังหาร แต่ลุงดำรอดชีวิตจากกระสุนที่มาจ่อ รายก่อนหน้านั้นรอดชีวิตเหมือนกันและหลักฐานว่าผู้ลอบสังหารเป็นขบวนการเดียวกันกับการลอบสังหารที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ 

พอไม่สามารถเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ทำให้ย่ามใจว่าทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีกได้

ตลอด 30 ปีที่ PI เก็บข้อมูลในไทยมา คนที่ลุกขึ้นสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและถูกฆ่า 70 กว่าคน แทบไม่มีกรณีไหนที่เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

หลายครั้งที่จับผู้กระทำผิดได้ ก็เป็นแค่มือปืนรับจ้าง แต่สาวไปไม่ถึงผู้ที่สั่งและอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรได้

ความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรในไทยมีลักษณะแบบไหน

ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่ดิน การกระจายเรื่องการถือครองที่ดินเป็นการเมืองที่มีความรุนแรงมาก เพราะเป็นปัญหาสืบทอดมาจากนโยบายกระจายที่ดินที่ไม่เท่าเทียมแต่แรก คนยากคนจนไม่มีที่ดินทำกิน คนที่มีเงินมีอำนาจเข้าถึงที่ดินได้มากกว่า แม้แต่ที่ดินสปก.ที่กำหนดให้ห้ามซื้อขาย ก็มีการคอร์รัปชั่นในหน่วยงานราชการ ยกที่ดินให้ญาติ 

ตัวอย่างคดีชุมชนสันติพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสกต.ล่าสุดศาลเพิ่งตัดสินให้ชุมชนชนะบริษัทปาล์มน้ำมัน จุดเริ่มต้นความขัดแย้งมาจากสำนักงานที่ดินมอบโฉนดที่ห้ามซื้อขายให้กับธุรกิจ กรณีแบบนี้มีเยอะมาก เจ้าหน้าที่ของรัฐอาศัยช่องว่างออกโฉนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีชุมชนคลองไทรพัฒนา อีกหนึ่งพื้นที่ในสุราษฎร์ก็เหมือนกัน

พอเรื่องที่ดินมันมีผลประโยชน์มันมหาศาล เจ้าหน้าที่รัฐเลยใช้โอกาสหาประโยชน์ ร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลหรือนักลงทุน  พอนักปกป้องสิทธิและสิ่งแวดล้อม ลุกขึ้นมาต่อสู้ กลายเป็นไปคานอำนาจการร่วมมือของทุนกับเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นว่าแรงต่อต้านนักปกป้องสิทธิกลับมาก็เลยแรง

สถานการณ์ตอนนี้ในประเทศไทย ชัดเจนว่ามีการใช้อำนาจจัดการทรัพยากรแบบมาเฟีย ในนามของศักดินา 

พื้นที่ขัดแย้งส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้?

PI ค่อนข้างให้ความสำคัญกับภาคใต้เพราะเป็นพื้นที่ความขัดแย้งเรื่องที่ดินสูง มีการใช้ความรุนแรงกับนักปกป้องสิทธิเรื่องที่ดินเยอะ ล่าสุดมีการสังหารอดีตทนายความและกรณีกำนันกรรณิการ์ วงค์ศิริ กำนันต.ผาตั้ง จ.หนองคาย ซึ่งถูกยิงปีก่อนและเป็นหนึ่งใน 2 คนในรายงานของ Global Witness ก็เหมือนกัน 

กำนันเป็นตัวแทนช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนเจรจากับเจ้าของที่ดินทำสวนยางพาราแล้วปิดทางเข้าออกของชาวบ้าน แม้เรื่องจะเกิดที่หนองคาย แต่พบว่าคนบงการก็มาจากภาคใต้

รากเหง้าของปัญหาคืออะไร

ปัญหาหลักคือเจ้าหน้าที่รัฐหรือกลไกของรัฐเป็นส่วนสำคัญให้ผู้มีอิทธิพล นักลงทุน หรือบริษัทใช้โอกาสหาประโยชน์ พูดได้ว่ารัฐไทยล้มเหลวสามระดับ 

หนึ่ง – รัฐเองล้มเหลวในการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรและกระจายทรัพยากรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ที่ดินคือชีวิต ความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดินในประเทศไทยสูงมาก เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำนี้หายไปและกระจายการถือครองที่ดิน เพราะเมื่อประชาชนมีที่ดิน เขาก็สามารถทำกินได้ แต่ความพยายามนี้มันเหมือนหายไป รัฐธรรมนูญ 40 ยังพูดถึงสิทธิชุมชน แต่ฉบับปัจจุบันนั้นไม่มี

สอง – เจ้าหน้าที่รัฐใช้ช่องเอื้อประโยชน์ให้กับทุน รัฐไม่สามารถทำให้คนที่ทำสิ่งเหล่านี้ไปรับผิดชอบได้ หรือทำให้กระบวนการโปร่งใส

สาม – รัฐล้มเหลวที่จะคุ้มครองประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความชอบธรรมและปกป้องทรัพยากรได้ เช่น ทุกวันนี้มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่รัฐก็ยังปล่อยให้โครงการทำลายทรัพยากรดำเนินต่อ แต่ชาวบ้านไม่อาจติดตามได้อย่างใกล้ชิด

พูดถึงรัฐ หมายถึงหน่วยงานไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องทรัพยากร อย่างเรื่องที่ดิน คือ กรมที่ดิน เรื่องการทำเหมือง คือ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม และรวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เคสหนึ่งคือเหมืองทรายแก้ว จ.กาฬสินธุ์ จะตั้งในแหล่งน้ำซับซึมซึ่งขัดพ.ร.บ.แร่เพราะ แต่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จังหวัดก็ยังจะจัดประชาพิจารณ์ท่ามกลางโควิด กลับเป็นว่าฉกชิงโอกาสจากที่ประชาชนต้องดูแลตัวเองจากโรคระบาด ต้องดูแลตัวเองเพราะสูญเสียรายได้ พยายามจะดันโครงการต่อ พอจะชุมนุมคัดค้านก็ถูกห้ามรวมตัว ช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมถูกระงับ แต่กลไกของรัฐไม่ได้หยุดตามด้วย

พฤติกรรมแบบนี้ใครๆ ก็เห็นว่าไม่สมควร คำถามคือเขารับใช้ใคร กฎหมายหรือกลไกที่รัฐมีอยู่มีเจตจำนงค์เพื่อรับใช้ประโยชน์ของใคร ของประชาชนหรือของทุน

พูดได้ไหมว่าแทนที่จะเป็นผู้คุ้มครอง รัฐกลับตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชาชน

เราจะพูดว่าเป็น “ศัตรู” ก็คงไม่ได้ เพราะรัฐไทยมีความเนียนกว่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรและที่ดิน ไม่เหมือนกับเรื่องการชุมนุุมที่มีตำรวจใช้ความรุนแรงกับประชาชน เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อม รัฐมีกฎหมายและนโยบายค้ำคอเขาอยู่ เพียงแต่อาศัยความเนียนในกลไกและระบบที่ตรวจสอบไม่ได้ 

ต้องตั้งคำถามถึงเจตจำนงค์ของกระทรวงทบวงกรมและเจ้าหน้าที่ราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทรัพยากรต่างๆ ว่ารับใช้ใคร

เวลาการออกโฉนดที่ไม่ชอบ เข้าข้างทุน มันไม่มีกลไกที่เอาผิดเขาได้ มันเป็นระบบที่เนียนและทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ทุกๆ ขณะจิต มันไม่มีกลไก รัฐธรรมนูญที่ยืนเคียงข้างสิทธิชุมชนในการดูแลทรัพยากรก็ไม่มี กลไกรัฐสภาก็ไม่ได้เข้มแข็งที่จะตรวจสอบเรื่องพวกนี้

คุณมองว่าทางออกคืออะไร

ทางออกหนึ่งคือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ระบุถึงสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ และต้องจริงจังให้เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทที่แสวงหาผลประโยชน์ให้ได้

กลไกอย่าง“แผนปฏิบัติการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนระดับชาติ” (NAP: National Action Plans on Business and Human Rights) ซึ่งไทยประกาศใช้ประเทศแรกในเอเชียตอนปี 2563 จะต้องถูกปฏิบัติจริง ไม่ใช่เป็นแค่ “แผน” เหมือนที่เป็นอยู่

เรื่องเมื่อพูดเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ต้องรวมถึงธุรกิจที่คนไทยไปทำต่างแดน เราต้องให้ความสำคัญกับพม่ามากวันนี้ หลังจากรัฐประหาร ยังมีนักลงทุนไทยที่ยังลงทุนธุรกิจน้ำมันและไฟฟ้า ซึ่งรายได้นั้นสนับสนุนกองทัพพม่าที่ทำร้ายประชาชน คนไทยจะต้องตระหนักว่ากำไรที่เราได้มาจากชีวิตของคนเพื่อนบ้าน ผลประโยชน์ที่ได้เป็นผลประโยชน์ที่เปื้อนเลือด ธุรกิจต่างประเทศหลายแห่งได้ทยอยถอนการลงทุนไปแล้ว

ที่สำคัญ เพื่อไม่ให้มีคนถูกสังหารเพราะปกป้องสิทธิและสิ่งแวดล้อมแบบนี้ รัฐจะต้องออกกฎหมายเพื่อจัดการกระบวนการคุกคามรูปแบบต่างๆ เช่น การฟ้องคดีปิดปาก (SLAAP: Strategic Lawsuit Against Public Participation) เพื่อให้รู้สึกกลัวหรือเหนื่อยกับการเรียกร้องเรื่องทรัพยากร

คนทั่วไปจะมองเรื่องการสังหารคนที่ปกป้องทรัพยากรอย่างไร

PI พยายามจะสื่อสารเรื่องนี้กับสาธารณะในหลายรูปแบบ ทั้งนิทรรศการ งานศิลปะ ให้สังคมรู้ว่ายังมีนักปกป้องสิทธิจากชนบทที่ถูกสังหารและไม่ใช่เรื่องที่รับได้ 

เราไม่ควรรู้สึกคุ้นชินกับรายงานของ Global Witness ข้อมูลนี้ออกมาทุกปีเพื่อทำให้เห็นว่ายังมีการเข่นฆ่าอยู่ทุกวันและเสนอว่ารัฐหรือบริษัทต้องรับผิดชอบอย่างไร

ตลอดหลายปีนี้ สาธารณะหันมาตระหนักเรื่องคุกคามนักปกป้องสิทธิมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คำถามก็คือ เราต้องใช้เวลาอีกสักกี่ปีล่ะคะถึงจะปกป้องการสูญเสียไม่ให้เกิดขึ้นได้ และเมื่อไหร่กันรัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงจะหันมาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน